|
|
-
เทคนิคการปฏิบัติ
หลังซื้อเครื่องยนต์จากเชียงกง
|
|
- เทคนิคการปฏิบัติ
หลังซื้อเครื่องยนต์จากเชียงกง
-
เทคนิคการปฏิบัติ หลังซื้อเครื่องยนต์จากเชียงกง
เป็นเทคนิคจำเป็นที่จะต้องนำไปปฏิบัติเพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ที่สุด
ต้องมีการปรับแต่งหรือปรับปรุง ไม่ใช่การซ่อมแซม
เพื่อให้เครื่องยนต์ที่เลือกซื้อมามีประสิทธิภาพสูง
และมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด
-
-
1.
เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
-
เป็นสิ่งแรกที่จำเป็นต้องปฏิบัติ
เพราะไม่ทราบถึงอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่องก่อนที่เครื่องยนต์จะถูกส่งมา
และไม่ทราบว่าเครื่องยนต์ตัวนั้นถูกวางกองไว้กี่วัน กี่เดือนแล้ว
-
โดยเฉพาะในต่างประเทศที่มีค่าครองชีพสูง
อัตราค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแต่ละครั้งจะแพงมาก
คนทั่วไปใช้น้ำมันเครื่องกันในระยะทางนับหมื่นกิโลเมตร
-
เมื่อเครื่องยนต์ตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเราแล้ว
จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องคุณภาพดี
(ไม่ต้องใส่หัวเชื้อ)
ก่อนนำไปใช้งานทุกครั้ง
-
-
2.
เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง
-
ปฏิบัติพร้อมไปกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ควรใช้ไส้กรองของแท้
และเปลี่ยนครั้งเว้นครั้งในการถ่ายน้ำมันเครื่อง
(กรณีใช้น้ำมันเครื่องแบบเดิมตลอด)
-
-
3.
เปลี่ยนสายพานไดชาร์จสายพานแอร์
-
เมื่อไม่ทราบถึงอายุการใช้งานที่ผ่านมา
จึงไม่อาจคาดเดาอายุการใช้งานที่เหลืออยู่ได้ ราคาสายพานเส้นละ
100-200 บาท
คุ้มค่ากับการใช้งานอย่างมั่นใจ
อย่าใช้สายตาวิเคราะห์อายุการใช้งานของสายพานเส้นเก่า
โดยเฉพาะสายพานแบบร่องวีในเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่หาซื้อยาก
ถ้าไปขาดกลางทางจะลำบาก
-
-
ถ้าสายพานเก่าสภาพยังดีอยู่ เมื่อเปลี่ยนแล้ว ให้เก็บไว้เป็นอะไหล่ท้ายรถ
-
-
4.
เปลี่ยนสายพานขับแคมชาฟท์
(สายพานไทม์มิง)
-
เพราะไม่ทราบถึงอายุการใช้งานที่ผ่านมา ตามปกติ
สายพานไทม์มิงจะมีอายุการใช้งานประมาณ
50,000-100,000 กม.
ถ้าคิดจะประหยัดในส่วนนี้ อาจจะต้องทิ้งทั้งบล็อก
เพราะเมื่อสายพานไทม์มิงขาด วาล์วจะชนกับลูกสูบจนเสียหาย
-
-
การเลือกเปลี่ยนสายพานของแท้แม้จะแพง แต่อายุการใช้งานกว่า
50,000 กม.
นั้นคุ้มค่าและมั่นใจได้มากกว่า
อาจจะต้องเปลี่ยนลูกรอกด้วย
-
-
-
5.
เปลี่ยนหัวเทียน
-
จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อสมรรถนะของเครื่องยนต์
ถ้าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้หัวเทียนขนาดธรรมดา ควรใช้หัวเทียนแพลททินัม
ND W20 EX-ZU
หัวละ 80-100 บาท แม้จะแพง แต่ประสิทธิภาพสูง
และทนทานหลายหมื่นกม.
-
-
ถ้าเครื่องยนต์ใช้หัวเทียนบล็อกเล็ก
(ส่วนมากพวกทวินแคม
16 วาล์ว)
เลือกใช้แบบธรรมดาก็ราคาหัวละ 70-90
บาทเข้าไปแล้ว
ถ้าเป็นแพลททินัมจะแพงประมาณเกือบสองร้อยบาทขึ้นไป
ถ้าสู้ค่าใช้จ่ายไหวจะเลือกใช้ก็ดี เพราะทนทานและประสิทธิภาพสูง
-
-
6.
เปลี่ยนเทอร์โมสตัท
-
ที่เรียกกันว่า
“วาล์วน้ำ”
จำเป็นต้องใช้ ห้ามถอดออก
เพื่อให้เครื่องยนต์ปรับตัวให้ร้อนได้รวดเร็ว
เพราะเครื่องยนต์ที่อุณหภูมิต่ำเกินไปจะมีสมรรถนะต่ำและการสึกหรอสูง
และอย่าเข้าใจผิดว่าเทอร์โมทตัททำให้เครื่องร้อน
เพราะเมื่อถึงอุณหภูมิที่ควบคุมหรือกำหนดไว้ เทอร์โมสตัท
ก็จะเปิดให้น้ำผ่านได้ เปรียบเสมือนไม่มีเทอร์โมสตัท
เทอร์โมสตัทจะปิดการไหลเวียนของน้ำก็ต่อเมื่ออุณหภูมิต่ำเกินไปเท่านั้น
-
-
เทอร์โมสตัทจะทำให้เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท
(ร้อนจัด)
ก็ต่อเมื่อ “เสีย”
คือ เมื่อถึงอุณหภูมิที่กำหนด เทอร์โมสตัทก็ไม่ยอมเปิด
ทำให้น้ำในระบบระบายความร้อนไม่มีการไหลเวียน
-
-
ในเมื่อเราไม่ทราบว่าเทอร์โมสตัทของเดิมเสียหรือไม่
(นอกจากนำไปต้มและใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิน้ำ
ซึ่งเสียเวลา) จึงต้องเปลี่ยนตัวใหม่
จำเป็นต้องซื้อเทอร์โมสตัท ที่มีการควบคุมการเปิด-ปิดที่อุณหภูมิเดียวกัน
โดยอ่านดูจากตัวเลขที่มีการปั๊มไว้
-
7.
เปลี่ยนไส้กรองเบนซิน
-
ถ้าเป็นเครื่องยนต์ธรรมดาก็แค่ไม่กี่สิบบาท ถ้าเป็นเครื่องหัวฉีดก็
400-800 บาท
เน้นว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน
-
-
8.
เปลี่ยนผ้าคลัตช์
-
ถึงแม้ผ้าคลัตช์เดิมจะมีสภาพดีก็ต้องเปลี่ยน จะได้ไม่ต้องเสียค่ายกเกียร์-เปลี่ยนคลัตช์ไปอีกนาน
โดยเลือกเปลี่ยนผ้าคลัตช์แพงเท่าที่กระเป๋าจะทนได้ใช้ของแท้จะดีที่สุด
ถ้างบประมาณไม่พอให้นำแผ่นคลัตช์เก่าไปย้ำ (ค่าใช้จ่าย
200-400 บาท)
พอใช้ได้
แต่สู้ของแท้ไม่ได้
-
-
9.
หวีคลัตช์
-
ถ้ามีร่องรอยสึกหรอ หน้าสัมผัสไม่เรียบ ต้องเปลี่ยน
หรือนำไปเจียรที่โรงกลึง
-
-
10.
ฟลายวีล
-
ถ้ามีร่องรอยสึกหรอ หน้าสัมผัสไม่เรียบ ต้องส่งไปเจียรที่โรงกลึง
-
-
11.
เปลี่ยนลูกปืนคลัตช์
- ไหน ๆ
ยกเครื่องออกมาแล้ว ถือโอกาสเปลี่ยนลูกปืนคลัตช์เลย สำหรับรถญี่ปุ่นก็
150-300 บาท
เท่านั้น รถยุโรปก็ไม่ค่อยเกิน 500
บาท
-
-
12.
ท่อหรือสายน้ำมันเชื้อเพลิง
-
เพิ่มความมั่นใจที่จะไม่รั่วซึมอันเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้
อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
-
-
13.
เปลี่ยนไส้กรองอากาศ
-
แท้หรือเทียมแล้วแต่กระเป๋าจะทนได้ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยน
-
-
14.
เปลี่ยนทองขาวและคอนเดนเซอร์
-
จำเป็นต้องเปลี่ยน ค่าใช้จ่าย
100-200 บาทเท่านั้น
-
-
15.
ฝาจานจ่ายและหัวนกกระจอก
-
ถ้าจะไม่เปลี่ยนก็ต้องนำมาขูดตะกรันที่เป็นฉนวนไฟฟ้า
-
-
16.
เปลี่ยนซีลข้อเหวี่ยงด้านหน้าและด้านท้าย
-
จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าแรง
2
ต่อ เพราะการเปลี่ยนซีลหลังข้อเหวี่ยง
จะต้องเปลี่ยนหลังจากยกเกียร์ ยกคลัตช์ หรือถอดฟลายวีลเท่านั้น
-
-
17.
เปลี่ยนยางแท่นเครื่องและยางแท่นเกียร์
-
ค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่ใช้งานได้นาน
-
-
18.
เปลี่ยนสายหัวเทียน
-
ป้องกันปัญหาการ
“ขาดใน”
จนเครื่องยนต์ทำงานไม่สมบูรณ์ ค่าใช้จ่าย 200-500
บาทเท่านั้น
-
-
19.
เปลี่ยนปะเก็นฝาวาล์ว
-
เนื่องจากต้องตั้งวาล์วก่อนที่จะนำไปใช้งาน
ควรเปลี่ยนปะเก็นฝาวาล์วไปพร้อมกันเลย เพราะราคาไม่แพง
-
-
20.
ไขน๊อตยึดฝาสูบใหม่ทุกตัว
-
ข้อควรระวังตรงจุดนี้ก็คือ ต้องไขให้ได้ตามสเปคของเครื่องยนต์รุ่นนั้นๆ
ปัองกันปัญหาน๊อตยึด
-
-
-
21.
เปลี่ยนหรือไล่ไขเข็มขัดรัดท่อ-เปลี่ยนท่อยางหม้อน้ำ
-
ทั้งด้านบนและด้านล่าง
-
-
22.
เปลี่ยนบู๊ชคันเกียร์
-
ถ้าซื้อเครื่องยนต์มาพร้อมเกียร์ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะราคาไม่แพง
-
-
23.
เปลี่ยนซีลเพลากลาง
-
ถ้าเครื่องยนต์ซื้อมาพร้อมเกียร์ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน
-
-
24.
เปลี่ยนสวิตช์วัดแรงดันน้ำมันเครื่อง
-
ตัวละไม่เกิน
100
บาท
-
-
25.
เปลี่ยนเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น
-
ต้องเปลี่ยนให้ตรงรุ่นของเครื่องยนต์ เพื่อการวัดที่แม่นยำ
กรณีเปลี่ยนเครื่องข้ามรุ่นหรือข้ามตระกูล
ควรหาทางติดตั้งเซ็นเซอร์ดีกว่าตัวเก่า
(ของเครื่องตัวเก่า)
กับเครื่องตัวใหม่ เพื่อไม่ให้ค่าที่แสดงบนหน้าปัดผิดพลาด
-
-
26.
เปลี่ยนประเก็นท่อไอเสีย
-
ค่าใช้จ่ายไม่น่าเกิน
100-200
บาท
-
-
27.
ลูกรอกสายพานแอร์
-
ถ้างบประมาณเหลือและใช้ระบบลูกรอกตั้งความตึงของสายพาน
ควรเปลี่ยนเพื่อความมั่นใจ ถ้าลองหมุนดูแล้วยังดีอยู่ อาจไม่ต้องเปลี่ยน
-
-
28.
เช็คปั๊มฟรีใบพัดลมหม้อน้ำ(ถ้ามี)
-
ถ้าความหนืดน้อยกว่าปกติ ต้องอัดซิลิโคน
1-3 หลอดหรือเปลี่ยนใหม่
(ใช้แล้ว) ค่าใช้จ่าย
300-600 บาท
-
-
29.
ใบพัดลม
-
ถ้าแตกหักหรือบิดเบี้ยว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในขั้นตอนการขนส่ง
ที่แออัดไปด้วยอะไหล่เต็มตู้คอนเทรนเนอร์ ตรวจเช็คดูถ้าแตกหักหรือบิดเบี้ยว
ไม่ได้ศูนย์ก็ต้องเปลี่ยน
-
|
|
|