|
|
-
เทคนิคการขับรถในสภาพทางต่าง ๆ
|
|
-
เทคนิคการขับรถในสภาพทางต่าง ๆ
-
การเดินทางด้วยรถยนต์ ต้องเผชิญกับหลากสภาพและรูปแบบการขับ เช่น
การขับตอนกลางคืน หรือการขับบนทางชัน
ซึ่งแต่ละสถานการณ์มีเทคนิคการขับอย่างปลอดภัยต่างกัน
จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
-
- รถยนต์ติดบนทางชัน
-
สำหรับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ หากเป็นการจอดติดที่นานมาก
สามารถดึงเบรกมือไว้ เหยียบเบรก พร้อมปลดตำแหน่งมายังเกียร์ว่าง-N
นอกจากเป็นการติดช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 5
นาที สามารถเหยียบแป้นเบรกค้าง หรือ ดึงเบรกมือไว้
โดยตำแหน่งเกียร์ยังอยู่ที่ D
เมื่ออกตัวก็ยกเท้าจากแป้นเบรกมากกดคันเร่ง แล้วจึงปลอดเบรกมือ
-
บางคนคิดว่าการกระทำแบบนี้ จะทำให้เครื่องยนต์เสียหาก
ซึ่งเป็ฯความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะขณะจอดนิ่ง
เครื่องยนต์อยู่ในรอบเดินเบา จึงมีภาระน้อย
และในชุดเกียร์อัตโนมัติก็ไม่มีการขับเคลื่อนใด ๆ เพราะมีการเบรกอยู่
และที่ทอร์คคอนเวิร์ดเตอร์ก็สามารถหมุนฟรีได้
-
-
แต่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเกียร์สลับไป-มา
ระหว่างเกียร์ N และD
ชุดคลัตช์จะมีการจับ-ปล่อยหลายครั้ง
ทำให้มีความสึกหรอมากกว่าการค้างอยู่ในเกียร์ D
และเหยียบเบรกหรือดึงเบรกมือไว้
กรณีนี้คล้ายกับการจอดรถยนต์บนการจราจรทางราบปกติ
ควรเหยียบเบรกและค้างไว้ที่ตัว D ไม่ต้องปลดมาที่N
ถ้าไม่ได้จอดริมทางหรือการจราจรติดขัดอย่างหนัก
-
-
ส่วนรถยนต์เกียร์ธรรมดาที่ต้องหยุดบนทางลาดชัน
ให้ดึงเบรกมือและปลดเป็นเกียร์ว่าง ก่อนออกตัวเหยียบแป้นเบรก
พร้อมเข้าเกียร์
1
จากนั้นจึงปล่อยคลัตช์และค่อย ๆ เหยียบคันเร่ง
เมื่อเริ่มรู้สึกว่ารถยนต์กำลังเคลื่อนตัวจึงปลดเบรกมือลง
วิธีนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัย
และไม่ต้องเสี่ยงกับการที่รถยนต์ไหลไปชนกับคันหลังอีกด้วย
-
- ขับกลางคืนอย่างมั่นใจ
-
หลายคนอาจชอบการขับรถยนต์ตอนกลางคืน
เพราะไม่ต้องเผชิญกับการจราจรที่ติดขัดหรือแดดร้อน
ทำให้ขับได้สบายและใช้ความเร็วได้สูงกว่า
-
-
ความจริงแล้ว การขับในตอนกลางคืนแม้สบายจริง
แต่ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะทัศนวิสัยในการมองเห็นถูกจำกัด
ทำให้มีเวลาในการตัดสินใจน้อยลง จึงควรใช้ความเร็วต่ำกว่าตอนกลางวัน
-
- ส่ายสายตาป้องกันการหลับใน
-
การสร้างความตื่นตัวตลอดเวลาที่ขับตอนกลางคืนเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะร่างกายอาจอ่อนล้ามาจากการทำงานในช่วงกลางวัน
จนทำให้ประสิทธิภาพในการขับลดลง
-
-
ควรส่ายสายตาไปมา ไม่เพ่งอยู่กับจุดใดจุดหนึ่งนานเกินไป
เพราะอาจทำให้เกิดความล้าทางสายตา จนเหม่อลอยและหลับในได้
-
-
หากรู้สึกอ่อนเพลีย ควรพักสายตาาด้วยการเหลือบมองไปทางกระจกมองข้างซ้าย-ขวา
สลับกับการมองทางข้างหน้า จะช่วยกระตุ้นประสาทให้ตื่นตัวได้ระดับหนึ่ง
และเป็นการพักสายตาจากการเพ่งมองแต่ทางข้างหน้า
-
แต่ถ้ารู้สึกเหนื่อยหรือง่วงนอนจริง ๆ
ควรจอดพักริมทางในจุดที่ปลอดภัยทั้งจากโจรผู้ร้ายและรถยนต์ที่ขับไปมา
ไม่ควรฝืนร่างกายต่อไปเพราะอาจเป็นอันตรายได้
-
- ระวังจุดก่อสร้างให้ดี
-
ในช่วงกลางคืน บนเส้นทางธรรมดาโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
มักมีการสร้างถนนหรือขุดเจาะ
ทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบเส้นทางการเดินรถจากปกติ
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการก่อสร้าง ผู้ขับควรระวังในจุดนี้
เพราะอาจสร้างความสับสนจนเกิดอุบัติเหตุได้
-
-
นอกจากนั้น อีกจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็คือ การกั้นช่องทาง
เพราะบ่อยครั้งที่มักมีการปืดในบางช่องเพื่อการก่อสร้าง
โดยไม่มีการเปิดสัญญาณไฟเตือนหรือปักป้ายบอกให้ผู้ขับทราบล่วงหน้าในระยะที่เพียงพอต่อการเตรียมตัว
-
- อันตรายจากทุกสิ่งกีดขวาง
-
มีมากที่ผู้ขับต้องระมัดระวังในการขับกลางคืน เช่น
- -
การจอดรถยนต์ริมทางเดินเท้าในช่องทางซ้ายสุด ตามเส้นทางต่าง ๆ
- -
รถยนต์จอดเสียอยู่ข้างทาง
เพราะบ่อยครั้งที่เจ้าของรถยนต์มักไม่นำป้ายสัญญาณมาบอกเตือนก่อนล่วงหน้า
และที่แย่ไปกว่านั้น คือ มักไม่มีการเปิดไฟฉุกเฉิน ซึ่งที่เห็นบ่อยก็คือ
บรรดารถประจำทางทั้งหลายที่มักนำแค่เบาะนั่งมาวางพาดกันชนหลัง
โดยไม่เปิดไฟฉุกเฉิน
- -
ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่มักไม่ชอบเปิดไฟหน้าหรือไม่มีไฟส่องสว่าง
- -
บ่อยครั้งที่อาจมีสุนัขหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอื่น วิ่งตัดหน้า
หากสุดวิสัยจริง ๆ คงต้อชน
เพราะถ้าเบรกกระทันหันหรือหักหลบเราอาจเป็นอันตรายได้
-
|
|
|