|
|
-
สารพัดของเหลวในรถยนต์
|
|
- สารพัดของเหลวในรถยนต์
-
นอกจากการเลือกใช้และดูแลน้ำมันเครื่องแล้ว -สารพัดของเหลวในรถยนต์-
ล้วนต้องได้รับความสนใจ
และควรมีความเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้อง
เพื่อให้สามารถใช้หรือเปลี่ยนของเหลวได้เหมาะสมกับการใช้งาน
-
-
·
น้ำมันเครื่อง
- ควรตรวจสอบอยางน้อยสัปดาห์ละ
1-2 ครั้ง การวัดระดับน้ำมันเครื่อง
ต้องทำหลังจากดับเครื่องยนต์แล้วทิ้งไว้มากกว่า 5
นาที การตรวจสอบควรทำบนพื้นราบ จากนั้นจึงดึงก้านวัดระดับออกมา
เช็ดคราบที่ติดออกมาด้วยผ้าหรือกระดาษที่ไม่เป็นขุย
ก่อนเสียบเข้าไปจนสุดแล้วดึงออกมาดูอีกครั้ง
-
ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องของรถยนต์ส่วนใหญ่ แบ่งเป็น 2
ระดับ คือ MIN – ต่ำสุด และMAX
– สูงสุด ระดับของน้ำมันเครื่องบนก้านวัด
ควรอยู่ระหว่าง 2 จุดนี้ไม่สูงหรือต่ำกว่า
-
- หากว่าต่ำจนเกิน MIN
เครื่องยนต์อาจมีการสึกหรอเพิ่มขึ้น
เพราะน้ำมันเครื่องในอ่างเก็บมีน้อยมาก แต่ถ้าสูงเกิน MAX
ก็หน่วงกำลังเครื่องยนต์
เพราะถ้ามีน้ำมันเครื่องในอ่างเก็บมากเกินไป
ข้อเหวี่ยงอาจตีไปโดนและกระเด็นเข้าสู่ห้องเผาไหม้ จนทำให้เกิดควันขาว
- การเติมน้ำมันเครื่องควรค่อย ๆ เติม
เมื่อเติมเสร็จแล้วให้ปิดฝาเติมน้ำมันเครื่อง
จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อให้น้ำมันเครื่องมีการไหลเวียน
และดับเครื่องยนต์ แล้วรอให้น้ำมันเครื่องไหลลงไปที่อ่างน้ำมันเครื่องก่อน
อาจเสียเวลาเล็กน้อย แต่ได้ระดับน้ำมันเครื่องที่ถูกต้อง
- หากขับผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมสูง
ควรตรวจสอบว่ามีน้ำเข้ามาปะปนกับน้ำมันเครื่องหรือไม่ ถ้ามี
น้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหมือนกาแฟใส่นม ให้รีบเปลี่ยนทันที
-
-
·
น้ำมันเกียร์ &
น้ำมันเฟืองท้าย
- เสื่อมสภาพได้ตามระยะทางและเวลา
มีอายุการใช้งานประมาณ 20,000-30,000 กิโลเมตร หรือ
1 ปีเมื่อครบ 1 ปีแล้ว
แต่ยังใช้งานไม่ครบตามระยะทางที่กำหนดก็ควรเปลี่ยน
เพราะความชื้นหรือความร้อนในระหว่างการใช้งานก็ทำให้เสื่อมสภาพได้หลังการขับรถยนต์ลุยน้ำก็ควรเปลี่ยน
แม้ยังไม่ถึงระยะกำหนดที่หมดอายุก็ตาม
เพราะน้ำอาจแทรกซึมเข้าไปผสมกับน้ำมันจนเสื่อมสภาพได้
-
-
รถยนต์ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าซึ่งมีชุดเกียร์รวมกับชุดเฟืองท้าย
มักใช้น้ำมันหล่อลื่นร่วมกัน ส่วนรถยนต์ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
ส่วนใหญ่มีชุดเกียร์แยกกับชุดเฟืองท้าย
อาจใช้น้ำมันหล่อลื่นเหมือนหรือต่างชนิดกัน
ต้องเลือกใช้ตามกำหนดในคู่มืออย่างเคร่งครัดรถยนต์บางรุ่นมีรายละเอียดมาก
เช่น มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น โฟร์ เฉพาะชุดเฟืองท้ายของล้อหลังแบ่งเป็น
3 ห้อง ใช้น้ำมันหล่อลื่นต่างกัน 3
ชนิด คือ น้ำมันเด็กซ์รอน ทู-ทรี
น้ำมันลิมิเต็ดสลิป และน้ำมันพิเศษของมิตซูบิชิ เอวายซี
ห้ามเติมสลับกันเด็ดขาด เพราะจะทำให้ชุดเฟืองท้ายเสียหาย
-
-
หากใช้น้ำมันเกียร์หรือน้ำมันเฟืองท้ายแบบสังเคราะห์เพื่อการหล่อลื่นอย่างเหนือชั้น
แม้โดยพื้นฐานมีอายุและระยะทางในการใช้งานมากกว่าน้ำมันเกียร์หรือน้ำมันเฟืองท้ายแบบธรรมดา
คล้ายกรณีของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ที่ทนทานกว่า
แต่ในการใช้งานจริงไม่ควรยืดระยะออกมาก ควรยึดกำหนดเดิมไว้ เพราะระยะเดิม
20,000-30,000 กิโลเมตรก็มากพอสมควรแล้ว
และแม้จะยืดระยะทางออกไปก็มักเกินกำหนดเวลา 1
ปีอยู่ดี เพราะเมืองไทยมีฝนตกหนักและน้ำท่วมทุกปี
ดังนั้นยึดตามกำหนดปกติไว้ดีกว่า เพราะค่าใช้จ่ายในการซ่อม-เปลี่ยนเกียร์หรือเฟืองท้ายไม่ใช่ถูกๆ
เลย
-
-
การตรวจวัดระดับน้ำมันเกียร์หรือเฟืองท้าย หากมีก้านวัดระดับอย่าหลงลืม
เพราะอาจสร้างความเสียหายได้ในระยะสั้น
ศึกษาให้ดีว่าตามคู่มือกำหนดให้วัดด้วยวิธีไหน
ขณะดับเครื่องยนต์หรือติดเครื่องยนต์ หากไม่มีก้านวัดระดับ
ควรหมั่นสังเกตการรั่วซึมหรือหยดน้ำมันอยู่เสมอ
-
·
น้ำมันคลัตช์
-
ส่วนใหญ่ใช้ชนิดเดียวกันกับน้ำมันเบรก ควรตรวจสอบน้ำมันในกระปุกทุกสัปดาห์
ถ้าพร่อง ควรเติมน้ำมันชนิดและยี่ห้อเดียวกับน้ำมันเดิมที่อยู่ในกระปุก
และควรเปลี่ยนถ่ายทุก 1-1 ปีครึ่ง
ทำโดยการไล่ทิ้งเหมือนน้ำมันเบรก
-
-
·
น้ำมันเบรก
-
น้ำมันเบรกก็มีอายุการใช้งานแม้มีการพร่องลงน้อยมาก
แต่ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตามกำหนดเวลา เพื่อควบคุมจุดเดือดและไล่ความชื้น
ที่อาจทำให้เกิดสนิมในระบบเบรกควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกทุก 1-1
ปีครึ่ง แม้ทั้งระบบยังเป็นปกติและไม่มีการรั่วซึม
เพราะน้ำมันเบรกต้องทำงานภายใต้สภาวะความร้อนตลอดเวลาน้ำมันเบรกมีจุดเดือดและจุดเดือดชื้นในตัวเอง
ตามการแบ่งระดับด้วยตัวย่อ DOT แล้วตามด้วยตัวเลข
เช่น 3, 4 หรือ 5 ยิ่ง
DOT เลขสูงก็จะมีจุดเดือดสูง รถยนต์ทั่วไปใช้
DOT 3-4 ไม่มีความจำเป็นต้องข้ามไปใช้ DOT 5
หากไม่ใช่รถแข่งหรือจานเบรกร้อนมากๆ ในรถยนต์พลังแรง
-
- น้ำมันเบรกจะมีจุดเดือดต่ำลง
เมื่อมีความชื้นในอากาศหรือน้ำจากการลุยน้ำแทรกตัวเข้าไปผสมกับน้ำมันเบรก
และอาจทำให้เกิดสนิมในระบบเบรก จนกระบอกเบรกหรือลูกยางเบรกเสียหาย
การไล่น้ำมันเบรกไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงดูดน้ำมันเบรกเดิมออกให้หมดกระปุก
เติมน้ำมันเบรกใหม่เข้าไปสักครึ่งกระปุก ไล่น้ำมันเบรกในแต่ละล้อออก
พร้อมเติมน้ำมันเบรกเพิ่มอย่าให้หมด ทำจนกว่าน้ำมันเบรกเดิมถูกไล่ออกจนหมด
และมีน้ำมันเบรกใหม่ใสๆ ไหลออกมา
หากมีเอบีเอสให้ถอดฟิวส์เอบีเอสออกก่อนไล่ลมและไล่น้ำมันเบรก
หรืออาจต้องใช้เครื่องมือพิเศษสำหรับเอบีเอสในรถยนต์บางรุ่น
ซึ่งไม่ยุ่งยากนัก และค่าใช้จ่ายรวมไม่น่าเกิน 500-1,000
บาท เพียงปีละ 1 ครั้ง
เพื่อความปลอดภัยในการขับและยืดอายุลูกยางเบรก
- หากน้ำมันเบรกพร่องลงไป
ไม่ควรเติมผสมข้ามยี่ห้อหรือข้ามรุ่น
เพราะน้ำมันเบรกอาจทำปฏิกริยาทางลบเมื่อผสมกัน แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ
ก็พอจะใช้ได้ชั่วคราว และควรถ่ายทิ้งหลังพ้นความจำเป็นไปแล้ว
ปกติน้ำมันเบรกจะลดระดับลงช้ามาก 1
เดือนแทบไม่ยุบลงเลย ถ้าลดลงเร็วมากเมื่อไร ให้สันนิษฐานว่ามีการรั่วซึม
ต้องตรวจสอบและซ่อมแซม
-
-
·
น้ำหม้อน้ำ
- ควรเติมน้ำยาป้องกันความร้อน
ซึ่งอาจมีผลด้านการช่วยระบายความร้อนไม่มาก
แต่ช่วยป้องกันสนิมได้อีกทางหนึ่งอัตราส่วนการเติมน้ำยาป้องกันความร้อนในรถยนต์แต่ละรุ่นไม่เท่ากัน
บางรุ่นห้ามเติมล้วนๆ บางรุ่นกำหนดให้เติมล้วนๆ
ต้องศึกษาจากคู่มือหรือสอบถามฝ่ายเทคนิคของบริษัทรถยนต์
แล้วปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
-
-
เครื่องยนต์ที่ใช้อะลูมินั่มทั้งบล็อกเสื้อสูบและฝาสูบ
จำเป็นต้องผสมน้ำยาพิเศษที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันการกัดกร่อนของอะลูมินั่ม
ซึ่งจะมีผลต่อการระบายความร้อน
และอาจสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์เมื่ออะลูมินั่มกร่อนมากๆ
น้ำที่ใช้ผสมเติมหม้อน้ำควรใช้น้ำกรอง
เพราะน้ำประปาหรือน้ำบาดาลอาจทำให้เกิดตะกอนขึ้นได้
หมั่นตรวจสอบระดับน้ำหม้อน้ำทุก 2-5 วัน
โดยปกติไม่ควรลดระดับลงเร็วมากเกินสัปดาห์ละครึ่งลิตร
ควรล้างหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 6-9 เดือน
และควรระวังน้ำยาล้างบางชนิดที่อาจกัดกร่อนซีลยางต่างๆ ได้
-
-
·
น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
- หมั่นตรวจสอบและเติมให้เต็มเสมอทุก
1 สัปดาห์
ปกติแล้วน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์จะลดระดับลงช้ามาก 1
เดือนแทบไม่ยุบลงเลย ถ้าลดลงเร็วมากเมื่อไร ให้สันนิษฐานว่ามีการรั่วซึม
ต้องตรวจสอบและซ่อมแซม แม้ไม่มีกำหนดการเปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนทุก
1-2 ปี ก็จะทำให้ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ทนทานขึ้น
มีวิธีเปลี่ยน
2 แบบ
คือ เปลี่ยนเองง่ายๆ
โดยดูดน้ำมันเก่าออกให้หมดแล้วเติมน้ำมันใหม่ลงไปให้เต็ม
ติดเครื่องยนต์สักพัก แล้วดูดออกทิ้ง แล้วเติมใหม่ ทำซ้ำสัก
5 ครั้ง
เปลืองน้ำมันเพาเวอร์หน่อยแต่ทำเองได้แม้ไม่ค่อยหมดจดนักก็ตาม
อีกวิธีคือใช้เครื่องมือพิเศษดูดออก ในเมืองไทยพอมีให้บริการตามร้านใหญ่ๆ
บ้างแล้ว ราคาแพงหน่อยแต่หมดจด
ถ้าผ่านการลุยน้ำแล้วมีน้ำแทรกซึมเข้าไปในน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
ให้รีบเปลี่ยนออก
เพราะอาจเกิดความเสียหายได้ไม่ควรเติมน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ต่างรุ่นหรือต่างยี่ห้อผสมกันโดยไม่จำเป็น
-
·
น้ำฉีดกระจก
- หมั่นเติมให้เต็ม
เพราะมีโอกาสได้ใช้ตลอดเวลา และควรผสมน้ำยาทำความสะอาดไว้ด้วย
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด และควรปรับทิศทางของหัวฉีดน้ำ
ให้ฉีดลงบนกระจกหน้าอย่างทั่วถึง
-
·
น้ำกลั่นแบตเตอรี่
- ควรตรวจสอบระดับน้ำกลั่นทุกสัปดาห์
โดยมองที่ด้านข้างของตัวแบตเตอรี่ที่มักมีขีดวัดระดับ MIN
และMAX
หรือมองผ่านช่องเติมน้ำกลั่น
โดยระดับน้ำกลั่นที่เหมาะสมควรท่วมแผ่นธาตุเล็กน้อย หากพบว่าระดับน้ำลดลง
ไม่ควรใช้น้ำอื่นเติม เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้นลง
-
-
แบตเตอรี่ลูกที่ติดมากับรถยนต์จากโรงงาน มักมีอายุการใช้งานยาวนาน
อาจใช้ได้ถึง 3 ปี
เพราะระบบการชาร์จไฟของรถยนต์ยังมีสภาพสมบูรณ์
เมื่อเปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่ลูกที่ 2
ระบบการชาร์จไฟเริ่มเสื่อมสภาพลง ทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้นลงด้วย
โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี
แม้ยังใช้งานได้ก็ควรเปลี่ยนใหม่เพื่อความสบายใจ
-
·
น้ำมันเชื้อเพลิง
- เครื่องยนต์เบนซิน
ควรเลือกใช้น้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนเหมาะสมตามกำหนด
ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละเครื่องยนต์ อย่าเลือกค่าออกเทนต่ำกว่ากำหนด
เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหาย และไม่ควรเลือกค่าออกเทนสูงเกินกำหนด
เพราะไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์แรงขึ้น และสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์การเติมน้ำมันเบนซินต่างยี่ห้อหรือต่างค่าออกเทน
ไม่จำเป็นต้องล้างถังหรือปล่อยให้น้ำมันเกือบหมดถังก่อน
สามารถเติมผสมกันได้
แต่เน้นว่าค่าออกเทนของน้ำมันเดิมและใหม่ต้องไม่ต่ำกว่าที่เครื่องยนต์ต้องการ
-
-
ยี่ห้อของน้ำมันเบนซินมีความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพการเผาไหม้น้อยมากสำหรับเครื่องยนต์ทั่วไป
ดังนั้นไม่ต้องกังวลกับยี่ห้อมากนัก เน้นเพียงค่าออกเทน
และดูสภาพของสถานีบริการว่าเสี่ยงต่อการปลอมปนหรือไม่
ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยพบ เพราะการทุจริตต่อลูกค้าจะทำให้เสียชื่อเสียงได้ง่าย
ไม่ค่อยคุ้มกันเครื่องยนต์หัวฉีด
ไม่ควรปล่อยให้น้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่า
1/4 ของถัง
เพราะปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอาจดูดได้ไม่เต็มที่ เมื่อขึ้น-ลงทางชันหรือเลี้ยวโค้งจนน้ำมันเชื้อเพลิงในถังแกว่ง
เครื่องยนต์อาจสะดุดชั่วคราว
และปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอาจมีอายุการใช้งานสั้นลง
-
·
น้ำหอม
- หากต้องการใช้
ควรศึกษาให้ดีว่ามีส่วนผสมที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจหรือไม่
ควรวางให้ห่างจมูกมากที่สุด และถ้าห้องโดยสารมีกลิ่นไม่พึงประสงค์มาก
ควรใช้วิธีทำความสะอาดก่อนการดับกลิ่นด้วยน้ำหอมนอกจากน้ำมันเครื่องแล้ว
สารพัดของเหลวในรถยนต์ยังต้องได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถยนต์อยู่เสมอ
-
|
|
|