|
|
-
รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
|
|
- รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
- สารพัดลูกเล่นของเกียร์ยุคใหม่
ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างจุดเด่นด้านการตลาด และเสริมสมรรถนะ
ผสานความสะดวกสบายและความสนุกในการขับเข้าด้วยกัน
บางระบบก็เสมือนเป็นเพียงของเล่นที่ใช้เป็นจุดเด่นในการโฆษณาเท่านั้น
- แต่บางระบบก็ไฮเทคและขับสนุกจริง
เพราะใช้พื้นฐานเทคโนโลยีเดียวกับเกียร์รถแข่ง...ก้าวให้ทันลูกเล่นของเกียร์ยุคใหม่
เพื่อทราบถึงความแตกต่าง และการทำงานที่แท้จริง
-
·
+ - ลูกเล่นยอดฮิต
- ระยะ 10
ปีหลังมานี้ เกียร์อัตโนมัติที่มีความพิเศษ เพิ่มร่องเกียร์เป็นลูกเล่น
+ - ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ได้มีแค่ตำแหน่ง P-R-D-3-2-L
แบบที่คุ้นเคยเท่านั้น โดยมีร่องเกียร์ + -
เพิ่มเข้าไปพ่วงกับร่องเกียร์ปกติ กลายเป็นร่องคล้าย ๆ ตัว H
หรือตัว T คว่ำ
เมื่อจะใช้ระบบพิเศษ ก็ต้องเลื่อนไปตำแหน่งเกียร์ D
คือ ถ้าจะขับตามปกติก็เข้าเกียร์ D
แต่ถ้าจะเลือกจังหวะเกียร์เองกฌผลักเข้าร่องพิเศษที่มีตำแหน่ง + -
สำหรับให้ผู้ขับผลักหรือดึงคันเกียร์
เพื่อเลือกเปลี่ยนเกียร์จังหวะสูงต่ำเอง
-
- ถ้าผลักไปทาง + 1
ครั้ง เกียร์จะเปลี่ยนสูงขึ้น 1
จังหวะ และถ้าผลักไปทาง – 1 ครั้ง
เกียร์จะเปลี่ยนลดลง 1 จังหวะ
โดยมักจะมีจอดิจิตอลบนหน้าปัดบอกจังหวะเกียร์ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
เพื่อป้องกันการหลงเกียร์
-
ผู้ผลิตเกียร์อัตโนมัติที่มีลูกเล่นลักษณะนี้มักโฆษณาว่า
ทำให้ผู้ขับสามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้เอง แค่ผลักคันเกียร์ไปทาง
+ หรือ –
ก็สามารถขับเกียร์อัตโนมัติได้สนุก และมีสมรรถนะใกล้เคียงเกียร์ธรรมดา
-
-
การถูกชี้นำและการรับทราบโดยผิวเผินของผู้บริโภค ทำให้หลายคนคิดเหมาไปว่า
รถยนต์เกียร์อัตโนมัติที่เพิ่มลูกเล่น + -
จะขับสนุกกว่าเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐานมาก ๆ
และน่าจะมีสมรรถนะใกล้เคียงกับเกียร์ธรรมดา
แต่สบายกว่าเพราะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ซึ่งไม่เป็นความจริง
-
- ทั้งนี้เพราะ
พื้นฐานและไส้ในของเกียร์ระบบนี้ ยังเป็นเกียร์อัตโนมัติ
ที่มีคลัตช์เปียกหลายแผ่นอยู่ภายใน
และรับกำลังจากเครื่องยนต์ผ่านทอร์คคอนเวอร์เตอร์
จึงมีความเชื่องช้าในการเปลี่ยนเกียร์ และมีการสูญเสียกำลังเหมือนเดิม
-
- ดังนั้น แม้จะเพิ่มลูกเล่น +
- ก็ทำให้มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะเป็นเพียงการเพิ่มให้สามารถโยกคันเกียร์ง่ายขึ้นในการเล่นจังหวะเกียร์เอง
ต่างจากเดิมที่ต้องเลื่อนไปมาในร่องตรง
และเพิ่มโปรแกรมในกล่องอีซียูที่ควบคุมเกียร์ให้รองรับกันเท่านั้น
ผู้ขับอาจสนุกขึ้นบ้าง จากการได้ผลัก-ดึงคันเกียร์เอง
และสะดวกกว่าการเลื่อนแบบเดิม หรือรถยนต์บางรุ่นอาจทำปุ่ม + -
แยกไว้บริเวณก้านพวงมาลัย
เพื่อให้เลือกเปลี่ยนเกียร์ได้สะดวกขึ้น
-
- ในความเป็นจริงแล้ว
แม้เป็นเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐาน ไม่มีลูกเล่น + -
เพิ่มขึ้นมา ผู้ขับก็สามารถเปลี่ยนเกียร์เองได้
โดยศึกษาว่าแต่ละเกียร์สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไร
ที่รอบเครื่องยนต์เท่าไร เพื่อให้เลือกตำแหน่งเกียร์ได้เหมาะสม
โดยการเลื่อนคันเกียร์ไปในตำแหน่งต่าง ๆ ตามร่องตรง เช่น L-2-D
หรือกดปุ่มเปิด/ปิดโอเวอร์ไดรฟ์ที่หัวเกียร์
แต่จะไม่สะดวกเท่ากับการใช้คันเกียร์เลือก + -
-
- ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ ๆ
ที่มีกล่องอีซียูควบคุม
ก็สามารถลดความกังวลว่าจะเข้าเกียร์ผิดจนทำให้เกียร์พัง เช่น
การเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำขณะที่ใช้ความเร็วสูง
เพราะแม้ผู้ขับจะเลือกเกียร์เองได้
แต่ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะไม่เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำให้
จนกว่าจะลดความเร็วลงอยู่ในระดับที่เหมาะสม
-
-
-
-
·
เปรียบเทียบการขับจากจุดหยุดนิ่งด้วยเกียร์อัตโนมัติ 3
ลักษณะ
- 1. เข้าเกียร์ D
ออกตัวไป กดคันเร่งจนมิดแช่ไว้ ปล่อยให้เครื่องยนต์ลากรอบ
และเกียร์ไล่เปลี่ยนขึ้นเอง
- 2. ในรถยนต์ที่ไม่มีตำแหน่งเกียร์
+ - ให้เลือกเกียร์เองด้วยการเลื่อนคันเกียร์จาก
L-2-3 หรือ L-2-D (ปิดโอเวอร์ไดร์ฟ)
เริ่มตั้งแต่เกียร์ต่ำสุด
ลากรอบเครื่องยนต์จนสูงแล้วค่อยไล่เปลี่ยนขึ้นไปทีละเกียร์
- 3. ถ้ามีลูกเล่นเกียร์ + -
ให้ออกตัวด้วยเกียร์ 1
ลากรอบเครื่องยนต์จนสูงแล้วจึงผลักคันเกียร์ไปทาง +
ไล่ขึ้นไปทีละเกียร์
-
- ทั้ง 3
ลักษณะการขับ จะให้อัตราเร่งและความเร็วใกล้เคียงกัน
เพราะมีการลากรอบเครื่องยนต์ไปยังรอบสูงสุดที่กำหนดไว้
ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูง และไส้ในเกียร์ก็ทำงานเหมือน ๆ กัน
หรือในรถยนต์บางรุ่น แม้จะใช้โหมดเกียร์ + -
แต่ถ้าผู้ขับเร่งเครื่องยนต์ไปถึงรอบที่เกียร์เคยต้องเปลี่ยนขึ้น
แม้ผู้ขับจะเลือกไปทาง + อีกครั้ง
ระบบควบคุมก็จะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นเอง 1 จังหวะอยู่ดี
นับเป็นความฉลาด (เกินไป)
ของระบบควบคุมที่ป้องกันความเสียหายจากการหลงลืมของผู้ขับ
โดยจะไม่ทำให้เครื่องยนต์หมุนรอบสูงอยู่นานเกินไป
-
-
·
ยังไงก็เกียร์อัตโนมัติ
- ในการใช้งานจริง
กล่องควบคุมมักถูกโปรแกรมไว้ฉลาดมาก เพราะทราบดีว่า
ผู้ขับส่วนใหญ่ยังต้องการความสะดวกควบคู่กันด้วยเสมอ เช่น
ขณะจอดนิ่งก็มีระบบควบคุม แม้จะผลักคันเกียร์ไปทาง +
ซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง
เกียร์ก็ยังไม่เปลี่ยนไปยังจังหวะสูงขึ้นตามจำนวนครั้ง อาจอยู่ที่เกียร์
1 หรืออย่างมากก็เปลี่ยนเป็นเกียร์ 2
เท่านั้น
-
- เมื่อขับออกไปแล้ว
หากผู้ขับกดคันเร่งจนมิดแล้วรอบเครื่องยนต์กวาดขึ้นสูงมากจนถึงจุดที่เกียร์เคยเปลี่ยนขึ้นเมื่อใช้เกียร์
D แม้ผู้ขับไม่ได้ผลักคันเกียร์ไปทาง +
ระบบก็จะเปลี่ยนเป็นเกียร์สูงขึ้นให้เอง
และถ้ายังแช่คันเร่งอยู่ ขับต่อไป เกียร์ก็จะไล่เปลี่ยนขึ้นเรื่อย ๆ
จนถึงเกียร์สูงสุด เหมือนตอนเข้าเกียร์ D
แล้วกดคันเร่งจมมิด
-
- ถ้าลดความเร็วลงมาก ๆ หรือจอดนิ่ง
แม้ผู้ขับไม่ได้เลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง –
เพื่อลดจังหวะเกียร์ลง แต่ระบบควบคุมก็จะลดเกียร์ต่ำให้เอง
ตามความเหมาะสมของความเร็ว ถ้าจอดนิ่งเลยก็จะลดมาที่เกียร์ 1
เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขับ
และเตรียมออกตัวครั้งต่อไป
-
-
·
สรุป เกียร์อัตโนมัติมี + -
-
ไส้ในของระบบการทำงานยังเป็นเกียร์อัตโนมัติ มีคลัตช์หลายแผ่นแช่ในน้ำมัน
และมีทอร์คคอนเวอร์เตอร์ มีการสูญเสียกำลังในการถ่ายทอดตามปกติ
การเพิ่มลูกเล่น + -
จึงไม่ถือว่ามีความโดเด่นในด้านสมรรถนะจนน่าตื่นเต้นแต่อย่างใด
เพราะเป็นเพียงการเพิ่มความสะดวกในการใช้คันเกียร์
เมื่อผู้ขับต้องการเล่นกับจังหวะเกียร์เองเท่านั้น ท้ายสุดก็ยังเป็นเกียร์
“อัตโนมัติ” ตามชื่อนั่นเอง
- เกียร์อัตโนมัติที่มีลูกเล่น
+ - บางคนซื้อไปก็แทบไม่ได้ใช้
เพราะในการขับปกติกแค่เข้าเกียร์ D
ถ้าต้องการอัตราเร่งก็กดคันเร่งหนัก ๆ เกียร์ก็เปลี่ยนลงต่ำให้เอง
และเมื่อลากขึ้นสู่รอบสูงสุดที่กำหนดไว้ ระบบก็เปลี่ยนเกียร์ให้เอง
-
-
ส่วนการลดเกียร์ต่ำที่หลายคนคิดว่าจะช่วยในการเบรก ก็ไม่มีความจำเป็น
เพราะเกียร์และเครื่องยนต์จะสึกหรอสูง แต่มีผลช่วยในการเบรกน้อยมาก
รวมทั้งระบบเบรกยุคใหม่ก็มีประสิทธิภาพเหลือเฟือแล้ว
-
เกียร์อัตโนมัติระบบนี้มีใช้ในรถยนต์สารพัดยี่ห้อ โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกัน
เช่น ทิปทรอนิกส์ สเตปทรอนิก สปอร์ตทรินิกส์ ฯลฯ
ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติระบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่สร้างจุดเด่นทางการตลาดได้มาก
-
·
เกียร์ธรรมดามี + -
- นี่สิของจริง แต่มีในรถยนต์น้อยรุ่น
เพราะแพงทั้งระบบและรุ่นรถยนต์ที่ใช้
- ไม่มีแป้นคลัตช์ มีคันเกียร์
การขับเคลื่อนเดนหน้ามีตำแหน่ง D และลูกเล่น
+ - ให้เลือก
-
- หากมองหรือทดลองขับอย่างผิวเผิน
อาจคิดว่าเหมือนกับระบบแรกทั้งการทำงาน และการใช้
เพราะหากใส่เกียร์ไว้ในตำแหน่ง D
ผู้ขับจะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ และไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์เอง
หรือถ้าอยากจะเปลี่ยนเกียร์เอง ก็เพียงเลื่อนคันเกียร์มายังตำแหน่ง
+ - หรือกดปุ่มที่พวงมาลัย
- แต่ในความจริงแล้ว
เกียร์ธรรมดาที่มีลูกเล่นนี้ ต่างกันจากระบบแรกโดยสิ้นเชิง
ทั้งไส้ในของระบบเกียร์ การควบคุม และการทำงาน
- เพราะระบบแรกมีไส้ใน
และการทำงานทั้งหมดเป็นเกียร์อัตโนมัติ ส่งกำลังผ่านทอร์คคอนเวอร์เตอร์
มีการสูญเสียกำลังไม่น้อยจากการส่งกำลังผ่านน้ำมัน
และการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ก็ไม่ฉับไว
-
- ส่วนเกียร์พิเศษในระบบนี้
มีการทำงานทั้งหมดเป็นเกียร์ธรรมดา มีเฟืองเกียร์หลายอัตราทดอยู่ภายใน
ส่งกำลังผ่านคลัตช์แห้ง มีการสูญเสียกำลังน้อย
และการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ก็ฉับไวกว่า
มีช่วงเวลาวืดในขณะเปลี่ยนเกียร์น้อยกว่าเกียร์อัตโนมัติ
-
- สาเหตุที่สามารถเพิ่มระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ + -
ได้คล้ายเกียร์อัตโนมัติ เพราะถูกเสริมด้วย 3
ระบบ คือ
- 1. ระบบกด -
ปล่อยคลัตช์ ที่ทำหน้าที่แทนเท้าเหยียบ
- 2. ระบบเลือกจังหวะเกียร์แทนมือ
ส่วนจะใช้ระบบมอเตอร์หรือปั๊มน้ำมันไฮดรอลิก ก็แล้วแต่การออกแบบ
ส่วนคันเกียร์ที่โผล่ข้นมา ก็ไม่ได้เสียบลงไปในเรือนเกียร์
หรือไม่ได้มีสายโยงไปยังเกียร์เหมือนปกติ
แต่เป็นสวิตซ์ไฟฟ้าที่เป็นทรงเหมือนคันเกียร์ เป็นเหมือนจอยสติ๊กเท่านั้น
- 3. หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์
-
- ตลอดการขับ
หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์จะรับข้อมูลมาจากหลายเซ็นเซอร์
และประมวลผลเพื่อควบคุมการกด-ปล่อยคลัตช์
พร้อมกับเลือกจงหวะเกียร์ให้เหมาะสมตลอดการขับ
-
- ตั้งแต่ก่อนการออกตัว
ระบบควบคุมจะบังคับให้ต้องเหยียบเบรกไว้
จึงจะยอมทำตามผู้ขับเข้าเกียร์ขับเคลื่อนให้
เมื่อผลักคันเกียร์ไปยังตำแหน่งขับเคลื่อน เพียงเสี้ยววินาที คลัตช์จะถูกกด
และต่อเนื่องกันเลย เกียร์ก็จะถูกเลื่อนเข้าสู่เกียร์ 1
เองด้วยกลไกที่ติดตั้งไว้ แต่ถ้าไม่เหยียบเบรกไว้ก่อน
แม้จะผลักคันเกียร์จากเกียร์ว่างไปยังตำแหน่ง 1, D
หรือR คลัตช์ก็จะไม่ถูกสั่งให้ถูกกด
และยังไม่เข้าเกียร์ให้ เพื่อความปลอดภัย
-
- หลังการเข้าเกียร์ขับเคลื่อนแล้ว
ทั้งระบบก็ยังนิ่งเหมือนกับผู้ขับเหยียบคลัตช์ไว้สุด
รถยนต์จะยังไม่เคลื่อนตัว และถ้าจอดอยู่บนทางขึ้นเนิน รถยนต์ก็จะไหลได้
เพราะมีการเข้าเกียร์แต่ยังกดคลัตช์อยู่
เครื่องยนต์อิสระไม่มีการส่งกำลังมา (ต่างจากเกียร์อัตโนมัติ
ที่เมื่อเข้าเกียร์ขับเคลื่อนแล้วปล่อยเบรก รถยนต์จะแล่นช้า ๆ )
-
- รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
-
- การกดคลัตช์จะกลายตัวเร็วหรือช้า
น้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับความลึก และความเร็วในการกดคันเร่ง ถ้าค่อย ๆ
แตะคันเร่งแผ่ว ๆ เหมือนตอนที่จะค่อย ๆ กลับรถ
หรือออกตัวบนการจราจรที่ติดขัด คลัตช์ก็จะค่อย ๆ ถูกคลายออกทีละนิด
รถยนต์ก็จะค่อย ๆ ไหลออกตัวแบบช้า ๆ เหมือนกับผู้ขับถอนคลัตช์ช้า ๆ
ด้วยตนเอง เวลากลับรถก็ไม่ต้องกังวลว่าจะกระชากจนหัวรถเลนออกไปจนถูกชน
เพราะหากค่อย ๆ แตะคันเร่ง การออกตัวก็จะนิ่มนวลมาก
ขับในการจราจรติดขัดได้ตามปกติ
-
- เกียร์ธรรมดาระบบนี้ ในกรณีของอัลฟา
ถ้าต้องการขับแบบ “ออกเอี๊ยด”
จะไม่สามารถทำได้
ทดลองโดยใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกเพื่อให้ระบบสั่งกดคลัตช์แล้วเข้าเกียร์
1 ส่วนเท้าขวาเหยียบคันเร่งให้รอบสูงกว่าปกติ
จากนั้นจึงปล่อยเบรก
ระบบจะไม่ยอมสั่งให้คลัตช์จับตัวเพื่อป้องกันความเสียหายของชุดคลัตช์
ต้องถอนคันเร่งให้รอบเครื่องยนต์ลดต่ำลงมาในระดับที่ปลอดภัยก่อน
ระบบจึงสั่งให้คลัตช์จับตัว และขับออกตัวไปได้
ถ้าต้องการออกตัวอย่างรวดเร็ว หลังเข้าเกียร์ 1
แล้ว ก็ทำได้แต่ยกเท้าจากแป้นเบรกมากดคันเร่งจมมิดเท่านั้น
-
- เมื่อรถยนต์เคลื่อนที่แล้ว
โดยส่วนใหญ่จะมี 2 โหมด หรือ 2
โปรแกรมการขับให้เลือก คือ MANUAL
ผู้ขับต้องเลือกจังหวะเกียร์เอง คล้ายเกียร์ธรรมดาระบบพื้นฐาน และโหมด
CITY หรือ AUTO
หรือบางยี่ห้อใช้ชื่อว่า E
-
- หากใช้โหมด AUTO
หรือ CITY
แม้ชื่อจะพ้องกับเกียร์อัตโนมัติ แต่การทำงานภายในแตกต่างกัน
ตลอดการขับระบบควบคุมจะมีการประมวลผล กด-ปล่อยคลัตช์
พร้อมเลือกจังหวะเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว และการกดคันเร่ง
หากไม่ได้จับความรู้สึกอย่างละเอียด
บางคนก็อาจคิดว่ากำลังขับรถยนต์ที่มีไส้ในเป็นเกียร์อัตโนมัติก็เป็นได้
เพราะตลอดการขับ ผู้ขับแค่กดคันเร่งโดยไม่ต้องยุ่งกับเกียร์เลย
เมื่อไรต้องตอดก็แค่เบรก จะไม่ต่อก็กดคันเร่ง
-
- ความแตกต่างที่พอรู้สึกได้ของเกียร์
2 ระบบนี้ คือ ก่อนการออกตัว
ถ้าไส้ในเป็นเกียร์ธรรมดา แม้จะเข้าเกียร์ขับเคลื่อนไว้แล้ว
แต่เครื่องยนต์ยังไม่ส่งกำลังผ่านเกียร์ เพราะคลัตช์ถูกกดสุด และค้างไว้
รถยนต์จึงไม่เคลื่อนที่แม้ไม่ได้เหยียบเบรก จนกว่าจะเริ่มกดคันเร่ง
ชุดคลัตช์ถึงจะเริ่มจับตัว
-
- แต่ถ้าไส้ในเป็นเกียร์อัตโนมัติ
เมื่อเข้าเกียร์ขับเคลื่อนแล้ว แม้ไม่ได้กดคันเร่ง
แต่เครื่องยนต์จะส่งกำลังผ่านเกียร์ไปแล้ว
สังเกตได้จากถ้าเหยียบเบรกค้างไว้ รถยนต์จะกระตุกเบา ๆ
หรือเข้าเกียร์แล้วไม่เหยียบเบรก รถยนต์จะแล่นช้า ๆ
-
- เมื่อขับเคลื่อนไปแล้ว
ความแตกต่างของเกียร์ทั้ง 2
ระบบจะอยู่ที่การสูญเสียกำลังหรืออาการวืดขณะเกียร์เปลี่ยนจังหวะ
ถ้าไส้ในเป็นเกียร์ธรรมดา ก็จะมีอาการคล้ายกับผู้ขับเหยียบคลัตช์จนสุดตัว
เปลี่ยนเกียร์ และถอนคลัตช์ เป็นการขาดช่วงของการส่งกำลังเพียงสั้น ๆ
มีความฉับไวดี ส่วนถ้าไส้ในเป็นเกียร์อัตโนมัติ
ขณะเปลี่ยนเกียร์ก็จะมีอาการวืดสั้น ๆ ถ้าผู้ขับความรู้สึกไว
ก็จะสัมผัสถึงความแตกต่างได้
-
-
แม้โดยพื้นฐานแนวคิดของเกียร์ธรรมดาแบบมีลูกเล่น + -
เพิ่มเข้ามา จะถูกพัฒนามาจากฟอร์มูลา วัน (ตามโฆษณา)
แต่ความฉับไวในการทำงานยังต่างกันมากในรถยนต์ทั่วไปที่ใช้เกียร์ระบบนี้
การกดคลัตช์ เปลี่ยนเกียร์ และถอนคลัตช์ ยังใช้เวลาน้อยกว่า 0.5-1
วินาที และสามารถจับอาการขณะเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างชัดเจน
จากรอบเครื่องยนต์ และอาการผงกของตัวถัง ส่วนในฟอร์มูลา วัน ใช้เวลาไม่เกิน
0.1 วินาที และมีการควบคุมที่ละเอียดกว่า
-
-
หากอยู่ในโหมดที่ผู้ขับต้องเปลี่ยนเกียร์เอง โดยส่วนใหญ่แล้ว
ถ้าไม่มีการลากรอบเครื่องยนต์ไปที่รอบสูงมาก ๆ จรดแถบแดง
เกียร์ก็จะไม่เปลี่ยนสูงขึ้น จนกว่าผู้ขับจะสั่ง
แต่ถ้าผู้ขับกดคันเร่งจนรอบเครื่องยนต์สูงมากติดต่อกันเพียงครู่เดียว
ระบบควบคุมก็จะสั่งให้กดคลัตช์ และเปลี่ยนไปเกียร์สูงขึ้นเอง
เพื่อป้องกันความเสียหาย และอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับ กรณีลืมเปลี่ยนเกียร์
- เมื่อขับอยู่ในเกียร์ใด
ตำแหน่งของเกียร์จะยังค้างอยู่ นอกจากมีการลดความเร็วลงมาก ๆ หรือจอด
แม้ผู้ขับจะไม่ได้สั่งเปลี่ยนเกียร์ แต่ระบบควบคุมก็จะสั่งกดคัลตช์
และลดมายังเกียร์ต่ำ เพื่อเตรียมไว้ให้เร่งได้ดี
-
- ขณะขับ
หากผู้ขับสั่งลดเกียร์ต่ำทั้งที่ความเร็วขณะนั้นสูงรุ่นกว่าเกียร์จังหวะนั้นจะทำได้
ระบบควบคุมก็จะยังไม่ยอมเปลี่ยนเกียร์ลงให้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
จนกว่าความเร็วจะลดลงมาอยู่ในช่วงที่เหมาะสมถึงจะเข้าเกียร์นั้นให้
-
- ในปัจจุบันนี้
มีรถยนต์น้อยรุ่นมากที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดาซึ่งมีการทำงานกด-ปล่อยคลัตช์
และเปลี่ยนเกียร์โดยผู้ขับไม่ต้องออกแรงเหยียบตลัตช์เอง เช่น
เฟอร์รารี่บางรุ่น อัลฟาในชื่อระบบเซเลสปีด โตโยต้าในรุ่นเอ็มอาร์-เอส
บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม3 ฯลฯ
โดยมักจะมีทั้งคันเกียร์ไฟฟ้าในตำแหน่งปกติ และสวิตซ์ + -
สำหรับเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้สะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัสที่บริเวณก้านพวงมาลัย
เพิ่มความสะดวก และความรื่นรมย์ในการขับ
-
- อนาคตน่าจะเพิ่มความนิยมในการผลิต
และการใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะขับสนุกแบบเกียร์ธรรมดา
เนื่องจากมีไส้ในแบบเดียวกัน แต่ขับสบายแบบเกียร์อัตโนมัติ
ด้วยระบบการกดคลัตช์ และเข้าเกียร์ ที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์
-
-
·
เกียร์ CVT มี
+ -
- CVT – CONTINUOUSLY
VARIABLE TRANSMISSION
เกียร์ที่มีการแปรผันอัตราทดอย่างต่อเนื่อง
โดยการเปลี่ยนขนาดของร่องพูเลย์ขับ และพูเลย์ตาม
ซึ่งถูกคล้องด้วยสายพานโลหะหรือโซ่ มีจุดเด่น คือ ไม่มีอัตราทดตายตัว
จึงไม่ต้องมีการข้ามจังวะเพื่อเปลี่ยนอัตราทด
สามารถเรียกใช้รอบเครื่องยนต์ในรอบที่มีแรงม้าแรงบิดได้ในการเน้นอัตราเร่ง
เช่น
สามารถเร่งรอบเครื่องยนต์ไว้ในรอบที่มีแรงม้าสูงสุดแล้วก็แปรผันอัตราทดด้วยการบีบหรือถ่างพูเลย์
ไม่ต้องลากรอบเครื่องยนต์ขึ้น-ลง
เหมือนเกียร์ทั่วไป
- ช่วงแรกยังไม่ได้รับความนิยม
เนื่องจากการทำงานมีเสียงดัง และโซ่ที่ไม่ค่อยทนทาน
ต่อมาจึงมีการพัฒนาให้เงียบลง และทนทานขึ้น
แต่ก่อนที่โซ่ไม่สามารถทนกับกำลังเครื่องยนต์ที่สูง ๆ ได้ ปัจจุบันนี้
รถยนต์ยุโรปหลายรุ่นที่มีกำลังระดับ 200
แรงม้าก็นำระบบเกียร์ซีวีทีมาใช้แล้ว
-
-
เกียร์ซีวีทีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์
เนื่องจากสามารถลบจุดด้อยของเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติได้ คือ
ความไม่ต่อเนื่องของอัตราทด
ต้องมีการกระโดดข้ามอัตราทดทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์
ทำให้อัตราเร่งขาดความต่อเนื่อง และอีกปัญหาเล็ก ๆ คือ
อาการกระตุกขณะเปลี่ยนเกียร์
แม้เป็นเกียร์อัตโนมัติยุคใหม่ที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
แต่ก็ยังมีอาการกระตุกให้สัมผัสอยู่บ้าง
-
-
ผู้ขับส่วนใหญ่ที่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนเกียร์แบบมีจังหวะ
เมื่อขับรถยนต์เกียร์ซีวีที จึงอาจรู้สึกแปลก ๆ ในการเร่งความเร็ว
เพราะรอบเครื่องยนต์จะคงที่ หรือเพิ่มขึ้นช้า
รอบไม่กวาดขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเกียร์นั่น
และรอบไม่ลดลงเมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น
เพราะเกียร์ซีซีทีไม่มีอัตราทดตายตัว แต่จะแปรผันอัตราทดไปเรื่อย ๆ
รอบจึงนิ่ง แต่ความเร็วจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
-
-
บางคนถึงขั้นตั้งแง่กับเกียร์ซีวีทีว่าขับไม่สนุก
เพราะเสียงเครื่องยนต์ไม่เร้าใจเวลาเรียกอัตราเร่ง
จะฟังเหมือนเครื่องยนต์ตื้อ ๆ (ทั้งที่ตอนนั้นความเร็วกำลังเพิ่มขึ้นเพราะมีการแปรผันอัตราทดอยู่ตลอด)
จึงทำให้ผู้ผลิตเกียร์หลายรายต้องเพิ่มลูกเล่น + -
ให้เกียร์ซีวีที
เพื่อให้มีความรู้สึกขณะขับคล้ายเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐาน
โดยการล็อกพูเลย์ที่บีบ-ถ่างไปมา ให้หยุดเป็นช่วง ๆ
กลายเป็นอัตราทดคงที่ แบ่งเป็นหลาย ๆ อัตราทด
-
- ในความเป็นจริงแล้ว การเพิ่มลูกเล่น
+ - แบ่งอัตราทด ไม่ได้เป็นการเพิ่มสมรรถนะเลย
จะลดเสียด้วยซ้ำ
แต่ก็เป็นผลทางด้านการตลาดว่ารถยนต์รุ่นนั้นมีลูกเล่นของเกียร์เพิ่มขึ้น
หรือขับแล้วจะได้คุ้นเคยรอบเครื่องยนต์มีการแกว่งขึ้นลงตามที่เคยเจอ
ทั้งที่เกียร์ซีวีทีนั้น เกิดมาเพราะไม่ต้องการให้มีอัตราทดตายตัว
แต่กลับต้องเพิ่มลูกเล่นให้มีการล็อกอัตราทด เพื่อหวังผลทางการตลาด
และสร้างความคุ้นเคยแก่ผู้ขับ
-
-
·
ก่อนมาเป็นเกียร์ + -
- ในอดีต
มีความพยายามเพิ่มความสะดวกสบาย ให้ผู้ขับเกียร์ธรรมดาด้วยระบบคลัตช์ไฟฟ้า
แต่ผู้ขับต้องโยกคันเกียร์เลือกจังหวะเอง มีในรถยนต์ต้นแบบของซาบ
ในชื่อเกียร์ SENSONIC
เมื่อมีการสัมผัสกับสวิตซ์บริเวณหัวเกียร์ ระบบจะกดคลัตช์สุด
ผู้ขับเพียงเข้าเกียร์ตามปกติ จากนั้นคลัตช์ก็จะถูกปล่อย
และเริ่มจับตัวโดยมีการประมวลผลจากเซ็นเซอร์ตามจุดต่าง ๆ
เพื่อให้การปล่อยคลัตช์เหมาะสมกับลักษณะการขับ
คันเกียร์มีร่องสำหรับโยกไปมาเหมือนเกียร์ธรรมดาแบบพื้นฐาน
-
- นอกจากนั้น
ยังมีผู้ผลิตเฉพาะชุดคลัตช์อัตโนมัติออกจำหน่ายด้วย
มีหลักการทำงานคล้ายเกียร์ SENSONIC
มีสวิตซ์กดคลัตช์ติดตั้งบนหัวเกียร์
แต่ในการกดและปล่อยคลัตช์มีความละเอียดน้อยกว่า เคยเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย
แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะราคาแพง และขาดความแม่นยำในการทำงาน
-
-
·
ถ้างง...ต้องล้วงลึกดูไส้ใน
- ในอนาคต
จะมีรถยนต์ที่มีเกียร์ลูกเล่น + -
ในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดา
โดยเฉพาะเกียร์อัตโนมัติกับลูกเล่น + -
จะแพร่หลายอย่างมาก เพราะเพิ่มต้นทุนไม่มาก แต่ได้ผลด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์
คือ มักจะพยายามบอกว่าขับสนุก จึงอาจเกิดความสับสนขึ้นได้ว่าอะไรเป็นอะไร
ขับสนุกจริงหรือไม่ เพราะรุ่นใด ๆ ก็มีลูกเล่น + -
ทั้งนั้น จะเหมือนกันหมดเลยหรือไม่
-
- หากงงก็แต่ล้วงลึกดูสักนิดว่า
ไส้ในของเกียร์ในรถยนต์รุ่นนั้น มีการทำงานแบบเกียร์อัตโนมัติหรือธรรมดา
ถ้าเป็นแบบเกียร์ธรรมดาก็ถือว่าสมราคาคุย น่าสนใจกว่า
และมีสมรรถนะที่ดีกว่าเกียร์อัตโนมัติที่เพิ่มลูกเล่น
-
|
|
|