15 คำถามเกี่ยวกับถุงลมนิรภัย 
เกร็ดควรรู้เกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง
เครื่องยนต์
เครื่องหลวม
เทคนิคเลือกซื้อรถปิกอัพ
เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องยนต์ เก่า
เทคนิคการขับรถในสภาพทางต่าง ๆ
เทคนิคการปฏิบัติ หลังซื้อเครื่องยนต์จากเชียงกง
เบรกอย่างไรให้ปลอดภัย
เมื่อไรควรเปลี่ยนยาง
เรียนรู้เทคนิคขับรถเอาตัวรอดยามฉุกเฉิน
เรียนรู้การประกันภัยแบบใหม่
เรื่องการเกาะถนนของยางรถ
เรื่องของเบรกที่ควรทราบ
เรื่องของเบาะ
เรื่องยุ่ง ๆ ของลมยาง
เรื่องยุ่ง ๆ ของสปริง
เอาตัวรอดจาก10เหตุที่เจอบ่อย
แก้ไขอย่างไรเมื่อเครื่องโอเวอร์ฮีท
แบบทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถ
โช้พอัพแก๊ส
ใช้เกียร์อัตโนมัติให้เป็น
ใช้รถขับหน้าให้ทนทาน
ไฟ
ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัยเกิดอะไรขึ้น
กฏหมายเกี่ยวกับรถยนต์
กรมการขนส่งทางบกกำลังเตรียมปรับอัตราภาษีป้ายทะเบียนรถยนต์ประจำปี
กลวิธีซื้อรถมือสอง
การเลือกและใช้น้ำมันเครื่อง
การเลือกและใช้ยางรถ
การจับพวงมาลัยอย่างถูกวิธี
การดูแล และการพ่วงแบตเตอรี่
การล้างหม้อน้ำ
ข้อคิดที่อาจมองข้ามเมื่อจะซื้อรถใหม่
ขับรถให้ปลอดภัยในหน้าฝน
ขับรถอย่างไรให้ประหยัด
ขับอย่างมีมารยาทและน้ำใจบนท้องถนน
ความเร็วและอัตราเร่ง
ความปลอดภัยเริ่มตั้งแต่ยังไม่สตาร์ท
จับพวงมาลัยให้ถูกต้อง
จุดด้อยที่ถูกมองข้ามของ
ซื้อรถใหม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
ดาวน์รถ
ตัวเลขประหยัดน้ำมันฯเชื่อได้หรือไม่
ทางเลือกของการซ่อมรถ
ท่านั่งนั้น
ทำอย่างไรเมื่อเครื่องยนต์ดับ
ทำอย่างไรเมื่อขึ้นโชว์รูมซื้อรถใหม่
ทำอย่างไรเมื่อยางรั่วหรือแบน
ทำอย่างไรเมื่ออยากขายรถตัวเอง
ปัญหาของคลัตช์และทางแก้
ผลกระทบจากถุงลมนิรภัย
พ่นกันสนิม
พรบ.
พื้นฐานเรื่องเครื่องยนต์ที่ควรรู้
พื้นฐานของถุงลมนิรภัย
มาเตรียมตัวก่อนการขับรถทางไกลกันเถอะ
มารู้จักกับดอกยางลายตัว V
รถบ้าน
รถป้ายแดงหรือมือสองดีเอ่ย
รายละเอียดบนแก้มยาง
รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
รู้ทันลูกเล่น อู่
ล้างรถยนต์ให้ถูกวิธี
สลับยางรถยืดอายุ
สัญญาซื้อขายรถ(มัดจำ)
สัญญาณบอกอาการรถ
สัญญานไฟใช้ให้ถูกมารยาทและปลอดภัย
สารพัดของเหลวในรถยนต์
สี่งที่ต้องทำหลังซื้อรถมือสอง
หัวเทียนบอกสุขภาพเครื่องยนต์
 
รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
สารพัดลูกเล่นของเกียร์ยุคใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างจุดเด่นด้านการตลาด และเสริมสมรรถนะ ผสานความสะดวกสบายและความสนุกในการขับเข้าด้วยกัน บางระบบก็เสมือนเป็นเพียงของเล่นที่ใช้เป็นจุดเด่นในการโฆษณาเท่านั้น
แต่บางระบบก็ไฮเทคและขับสนุกจริง เพราะใช้พื้นฐานเทคโนโลยีเดียวกับเกียร์รถแข่ง...ก้าวให้ทันลูกเล่นของเกียร์ยุคใหม่ เพื่อทราบถึงความแตกต่าง และการทำงานที่แท้จริง
·        + - ลูกเล่นยอดฮิต
ระยะ 10 ปีหลังมานี้ เกียร์อัตโนมัติที่มีความพิเศษ เพิ่มร่องเกียร์เป็นลูกเล่น + - ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้มีแค่ตำแหน่ง P-R-D-3-2-L แบบที่คุ้นเคยเท่านั้น โดยมีร่องเกียร์ + - เพิ่มเข้าไปพ่วงกับร่องเกียร์ปกติ กลายเป็นร่องคล้าย ๆ ตัว H หรือตัว T คว่ำ เมื่อจะใช้ระบบพิเศษ ก็ต้องเลื่อนไปตำแหน่งเกียร์ D คือ ถ้าจะขับตามปกติก็เข้าเกียร์ D แต่ถ้าจะเลือกจังหวะเกียร์เองกฌผลักเข้าร่องพิเศษที่มีตำแหน่ง + - สำหรับให้ผู้ขับผลักหรือดึงคันเกียร์ เพื่อเลือกเปลี่ยนเกียร์จังหวะสูงต่ำเอง
 
ถ้าผลักไปทาง + 1 ครั้ง เกียร์จะเปลี่ยนสูงขึ้น 1 จังหวะ และถ้าผลักไปทาง – 1 ครั้ง เกียร์จะเปลี่ยนลดลง 1 จังหวะ โดยมักจะมีจอดิจิตอลบนหน้าปัดบอกจังหวะเกียร์ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เพื่อป้องกันการหลงเกียร์
ผู้ผลิตเกียร์อัตโนมัติที่มีลูกเล่นลักษณะนี้มักโฆษณาว่า ทำให้ผู้ขับสามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้เอง แค่ผลักคันเกียร์ไปทาง + หรือ ก็สามารถขับเกียร์อัตโนมัติได้สนุก และมีสมรรถนะใกล้เคียงเกียร์ธรรมดา
 
การถูกชี้นำและการรับทราบโดยผิวเผินของผู้บริโภค ทำให้หลายคนคิดเหมาไปว่า รถยนต์เกียร์อัตโนมัติที่เพิ่มลูกเล่น + - จะขับสนุกกว่าเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐานมาก ๆ และน่าจะมีสมรรถนะใกล้เคียงกับเกียร์ธรรมดา แต่สบายกว่าเพราะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ซึ่งไม่เป็นความจริง
 
ทั้งนี้เพราะ พื้นฐานและไส้ในของเกียร์ระบบนี้ ยังเป็นเกียร์อัตโนมัติ ที่มีคลัตช์เปียกหลายแผ่นอยู่ภายใน และรับกำลังจากเครื่องยนต์ผ่านทอร์คคอนเวอร์เตอร์ จึงมีความเชื่องช้าในการเปลี่ยนเกียร์ และมีการสูญเสียกำลังเหมือนเดิม
 
ดังนั้น แม้จะเพิ่มลูกเล่น + - ก็ทำให้มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเป็นเพียงการเพิ่มให้สามารถโยกคันเกียร์ง่ายขึ้นในการเล่นจังหวะเกียร์เอง ต่างจากเดิมที่ต้องเลื่อนไปมาในร่องตรง และเพิ่มโปรแกรมในกล่องอีซียูที่ควบคุมเกียร์ให้รองรับกันเท่านั้น ผู้ขับอาจสนุกขึ้นบ้าง จากการได้ผลัก-ดึงคันเกียร์เอง และสะดวกกว่าการเลื่อนแบบเดิม หรือรถยนต์บางรุ่นอาจทำปุ่ม + - แยกไว้บริเวณก้านพวงมาลัย เพื่อให้เลือกเปลี่ยนเกียร์ได้สะดวกขึ้น
 
ในความเป็นจริงแล้ว แม้เป็นเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐาน ไม่มีลูกเล่น + - เพิ่มขึ้นมา ผู้ขับก็สามารถเปลี่ยนเกียร์เองได้ โดยศึกษาว่าแต่ละเกียร์สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไร ที่รอบเครื่องยนต์เท่าไร เพื่อให้เลือกตำแหน่งเกียร์ได้เหมาะสม โดยการเลื่อนคันเกียร์ไปในตำแหน่งต่าง ๆ ตามร่องตรง เช่น L-2-D หรือกดปุ่มเปิด/ปิดโอเวอร์ไดรฟ์ที่หัวเกียร์ แต่จะไม่สะดวกเท่ากับการใช้คันเกียร์เลือก + -
 
ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ ๆ ที่มีกล่องอีซียูควบคุม ก็สามารถลดความกังวลว่าจะเข้าเกียร์ผิดจนทำให้เกียร์พัง เช่น การเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำขณะที่ใช้ความเร็วสูง เพราะแม้ผู้ขับจะเลือกเกียร์เองได้ แต่ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะไม่เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำให้ จนกว่าจะลดความเร็วลงอยู่ในระดับที่เหมาะสม
 
 
 
·        เปรียบเทียบการขับจากจุดหยุดนิ่งด้วยเกียร์อัตโนมัติ 3 ลักษณะ
1. เข้าเกียร์ D ออกตัวไป กดคันเร่งจนมิดแช่ไว้ ปล่อยให้เครื่องยนต์ลากรอบ และเกียร์ไล่เปลี่ยนขึ้นเอง
2. ในรถยนต์ที่ไม่มีตำแหน่งเกียร์ + - ให้เลือกเกียร์เองด้วยการเลื่อนคันเกียร์จาก L-2-3 หรือ L-2-D (ปิดโอเวอร์ไดร์ฟ) เริ่มตั้งแต่เกียร์ต่ำสุด ลากรอบเครื่องยนต์จนสูงแล้วค่อยไล่เปลี่ยนขึ้นไปทีละเกียร์
3. ถ้ามีลูกเล่นเกียร์ + - ให้ออกตัวด้วยเกียร์ 1 ลากรอบเครื่องยนต์จนสูงแล้วจึงผลักคันเกียร์ไปทาง + ไล่ขึ้นไปทีละเกียร์
 
ทั้ง 3 ลักษณะการขับ จะให้อัตราเร่งและความเร็วใกล้เคียงกัน เพราะมีการลากรอบเครื่องยนต์ไปยังรอบสูงสุดที่กำหนดไว้ ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูง และไส้ในเกียร์ก็ทำงานเหมือน ๆ กัน หรือในรถยนต์บางรุ่น แม้จะใช้โหมดเกียร์ + - แต่ถ้าผู้ขับเร่งเครื่องยนต์ไปถึงรอบที่เกียร์เคยต้องเปลี่ยนขึ้น แม้ผู้ขับจะเลือกไปทาง + อีกครั้ง ระบบควบคุมก็จะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นเอง 1 จังหวะอยู่ดี นับเป็นความฉลาด (เกินไป) ของระบบควบคุมที่ป้องกันความเสียหายจากการหลงลืมของผู้ขับ โดยจะไม่ทำให้เครื่องยนต์หมุนรอบสูงอยู่นานเกินไป
 
·        ยังไงก็เกียร์อัตโนมัติ
ในการใช้งานจริง กล่องควบคุมมักถูกโปรแกรมไว้ฉลาดมาก เพราะทราบดีว่า ผู้ขับส่วนใหญ่ยังต้องการความสะดวกควบคู่กันด้วยเสมอ เช่น ขณะจอดนิ่งก็มีระบบควบคุม แม้จะผลักคันเกียร์ไปทาง + ซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง เกียร์ก็ยังไม่เปลี่ยนไปยังจังหวะสูงขึ้นตามจำนวนครั้ง อาจอยู่ที่เกียร์ 1 หรืออย่างมากก็เปลี่ยนเป็นเกียร์ 2 เท่านั้น
 
เมื่อขับออกไปแล้ว หากผู้ขับกดคันเร่งจนมิดแล้วรอบเครื่องยนต์กวาดขึ้นสูงมากจนถึงจุดที่เกียร์เคยเปลี่ยนขึ้นเมื่อใช้เกียร์ D แม้ผู้ขับไม่ได้ผลักคันเกียร์ไปทาง + ระบบก็จะเปลี่ยนเป็นเกียร์สูงขึ้นให้เอง และถ้ายังแช่คันเร่งอยู่ ขับต่อไป เกียร์ก็จะไล่เปลี่ยนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงเกียร์สูงสุด เหมือนตอนเข้าเกียร์ D แล้วกดคันเร่งจมมิด
 
ถ้าลดความเร็วลงมาก ๆ หรือจอดนิ่ง แม้ผู้ขับไม่ได้เลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง เพื่อลดจังหวะเกียร์ลง แต่ระบบควบคุมก็จะลดเกียร์ต่ำให้เอง ตามความเหมาะสมของความเร็ว ถ้าจอดนิ่งเลยก็จะลดมาที่เกียร์ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขับ และเตรียมออกตัวครั้งต่อไป
 
·        สรุป เกียร์อัตโนมัติมี + -
ไส้ในของระบบการทำงานยังเป็นเกียร์อัตโนมัติ มีคลัตช์หลายแผ่นแช่ในน้ำมัน และมีทอร์คคอนเวอร์เตอร์ มีการสูญเสียกำลังในการถ่ายทอดตามปกติ การเพิ่มลูกเล่น + - จึงไม่ถือว่ามีความโดเด่นในด้านสมรรถนะจนน่าตื่นเต้นแต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงการเพิ่มความสะดวกในการใช้คันเกียร์ เมื่อผู้ขับต้องการเล่นกับจังหวะเกียร์เองเท่านั้น ท้ายสุดก็ยังเป็นเกียร์ อัตโนมัติตามชื่อนั่นเอง
เกียร์อัตโนมัติที่มีลูกเล่น + - บางคนซื้อไปก็แทบไม่ได้ใช้ เพราะในการขับปกติกแค่เข้าเกียร์ D ถ้าต้องการอัตราเร่งก็กดคันเร่งหนัก ๆ เกียร์ก็เปลี่ยนลงต่ำให้เอง และเมื่อลากขึ้นสู่รอบสูงสุดที่กำหนดไว้ ระบบก็เปลี่ยนเกียร์ให้เอง
 
ส่วนการลดเกียร์ต่ำที่หลายคนคิดว่าจะช่วยในการเบรก ก็ไม่มีความจำเป็น เพราะเกียร์และเครื่องยนต์จะสึกหรอสูง แต่มีผลช่วยในการเบรกน้อยมาก รวมทั้งระบบเบรกยุคใหม่ก็มีประสิทธิภาพเหลือเฟือแล้ว
เกียร์อัตโนมัติระบบนี้มีใช้ในรถยนต์สารพัดยี่ห้อ โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ทิปทรอนิกส์ สเตปทรอนิก สปอร์ตทรินิกส์ ฯลฯ ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติระบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่สร้างจุดเด่นทางการตลาดได้มาก
·        เกียร์ธรรมดามี + -
นี่สิของจริง แต่มีในรถยนต์น้อยรุ่น เพราะแพงทั้งระบบและรุ่นรถยนต์ที่ใช้
ไม่มีแป้นคลัตช์ มีคันเกียร์ การขับเคลื่อนเดนหน้ามีตำแหน่ง D และลูกเล่น + - ให้เลือก
 
หากมองหรือทดลองขับอย่างผิวเผิน อาจคิดว่าเหมือนกับระบบแรกทั้งการทำงาน และการใช้ เพราะหากใส่เกียร์ไว้ในตำแหน่ง D ผู้ขับจะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ และไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์เอง หรือถ้าอยากจะเปลี่ยนเกียร์เอง ก็เพียงเลื่อนคันเกียร์มายังตำแหน่ง + - หรือกดปุ่มที่พวงมาลัย
แต่ในความจริงแล้ว เกียร์ธรรมดาที่มีลูกเล่นนี้ ต่างกันจากระบบแรกโดยสิ้นเชิง ทั้งไส้ในของระบบเกียร์ การควบคุม และการทำงาน
เพราะระบบแรกมีไส้ใน และการทำงานทั้งหมดเป็นเกียร์อัตโนมัติ ส่งกำลังผ่านทอร์คคอนเวอร์เตอร์ มีการสูญเสียกำลังไม่น้อยจากการส่งกำลังผ่านน้ำมัน และการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ก็ไม่ฉับไว
 
ส่วนเกียร์พิเศษในระบบนี้ มีการทำงานทั้งหมดเป็นเกียร์ธรรมดา มีเฟืองเกียร์หลายอัตราทดอยู่ภายใน ส่งกำลังผ่านคลัตช์แห้ง มีการสูญเสียกำลังน้อย และการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ก็ฉับไวกว่า มีช่วงเวลาวืดในขณะเปลี่ยนเกียร์น้อยกว่าเกียร์อัตโนมัติ
 
สาเหตุที่สามารถเพิ่มระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ + - ได้คล้ายเกียร์อัตโนมัติ เพราะถูกเสริมด้วย 3 ระบบ คือ
1. ระบบกด - ปล่อยคลัตช์ ที่ทำหน้าที่แทนเท้าเหยียบ
2. ระบบเลือกจังหวะเกียร์แทนมือ ส่วนจะใช้ระบบมอเตอร์หรือปั๊มน้ำมันไฮดรอลิก ก็แล้วแต่การออกแบบ ส่วนคันเกียร์ที่โผล่ข้นมา ก็ไม่ได้เสียบลงไปในเรือนเกียร์ หรือไม่ได้มีสายโยงไปยังเกียร์เหมือนปกติ แต่เป็นสวิตซ์ไฟฟ้าที่เป็นทรงเหมือนคันเกียร์ เป็นเหมือนจอยสติ๊กเท่านั้น
3. หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์
 
ตลอดการขับ หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์จะรับข้อมูลมาจากหลายเซ็นเซอร์ และประมวลผลเพื่อควบคุมการกด-ปล่อยคลัตช์ พร้อมกับเลือกจงหวะเกียร์ให้เหมาะสมตลอดการขับ
 
ตั้งแต่ก่อนการออกตัว ระบบควบคุมจะบังคับให้ต้องเหยียบเบรกไว้ จึงจะยอมทำตามผู้ขับเข้าเกียร์ขับเคลื่อนให้ เมื่อผลักคันเกียร์ไปยังตำแหน่งขับเคลื่อน เพียงเสี้ยววินาที คลัตช์จะถูกกด และต่อเนื่องกันเลย เกียร์ก็จะถูกเลื่อนเข้าสู่เกียร์ 1 เองด้วยกลไกที่ติดตั้งไว้ แต่ถ้าไม่เหยียบเบรกไว้ก่อน แม้จะผลักคันเกียร์จากเกียร์ว่างไปยังตำแหน่ง 1, D หรือR คลัตช์ก็จะไม่ถูกสั่งให้ถูกกด และยังไม่เข้าเกียร์ให้ เพื่อความปลอดภัย
 
หลังการเข้าเกียร์ขับเคลื่อนแล้ว ทั้งระบบก็ยังนิ่งเหมือนกับผู้ขับเหยียบคลัตช์ไว้สุด รถยนต์จะยังไม่เคลื่อนตัว และถ้าจอดอยู่บนทางขึ้นเนิน รถยนต์ก็จะไหลได้ เพราะมีการเข้าเกียร์แต่ยังกดคลัตช์อยู่ เครื่องยนต์อิสระไม่มีการส่งกำลังมา (ต่างจากเกียร์อัตโนมัติ ที่เมื่อเข้าเกียร์ขับเคลื่อนแล้วปล่อยเบรก รถยนต์จะแล่นช้า ๆ )
 
รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
 
การกดคลัตช์จะกลายตัวเร็วหรือช้า น้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับความลึก และความเร็วในการกดคันเร่ง ถ้าค่อย ๆ แตะคันเร่งแผ่ว ๆ เหมือนตอนที่จะค่อย ๆ กลับรถ หรือออกตัวบนการจราจรที่ติดขัด คลัตช์ก็จะค่อย ๆ ถูกคลายออกทีละนิด รถยนต์ก็จะค่อย ๆ ไหลออกตัวแบบช้า ๆ เหมือนกับผู้ขับถอนคลัตช์ช้า ๆ ด้วยตนเอง เวลากลับรถก็ไม่ต้องกังวลว่าจะกระชากจนหัวรถเลนออกไปจนถูกชน เพราะหากค่อย ๆ แตะคันเร่ง การออกตัวก็จะนิ่มนวลมาก ขับในการจราจรติดขัดได้ตามปกติ
 
เกียร์ธรรมดาระบบนี้ ในกรณีของอัลฟา ถ้าต้องการขับแบบ ออกเอี๊ยดจะไม่สามารถทำได้ ทดลองโดยใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกเพื่อให้ระบบสั่งกดคลัตช์แล้วเข้าเกียร์ 1 ส่วนเท้าขวาเหยียบคันเร่งให้รอบสูงกว่าปกติ จากนั้นจึงปล่อยเบรก ระบบจะไม่ยอมสั่งให้คลัตช์จับตัวเพื่อป้องกันความเสียหายของชุดคลัตช์ ต้องถอนคันเร่งให้รอบเครื่องยนต์ลดต่ำลงมาในระดับที่ปลอดภัยก่อน ระบบจึงสั่งให้คลัตช์จับตัว และขับออกตัวไปได้ ถ้าต้องการออกตัวอย่างรวดเร็ว หลังเข้าเกียร์ 1 แล้ว ก็ทำได้แต่ยกเท้าจากแป้นเบรกมากดคันเร่งจมมิดเท่านั้น
 
เมื่อรถยนต์เคลื่อนที่แล้ว โดยส่วนใหญ่จะมี 2 โหมด หรือ 2 โปรแกรมการขับให้เลือก คือ MANUAL ผู้ขับต้องเลือกจังหวะเกียร์เอง คล้ายเกียร์ธรรมดาระบบพื้นฐาน และโหมด CITY หรือ AUTO หรือบางยี่ห้อใช้ชื่อว่า E
 
หากใช้โหมด AUTO หรือ CITY แม้ชื่อจะพ้องกับเกียร์อัตโนมัติ แต่การทำงานภายในแตกต่างกัน ตลอดการขับระบบควบคุมจะมีการประมวลผล กด-ปล่อยคลัตช์ พร้อมเลือกจังหวะเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว และการกดคันเร่ง หากไม่ได้จับความรู้สึกอย่างละเอียด บางคนก็อาจคิดว่ากำลังขับรถยนต์ที่มีไส้ในเป็นเกียร์อัตโนมัติก็เป็นได้ เพราะตลอดการขับ ผู้ขับแค่กดคันเร่งโดยไม่ต้องยุ่งกับเกียร์เลย เมื่อไรต้องตอดก็แค่เบรก จะไม่ต่อก็กดคันเร่ง
 
ความแตกต่างที่พอรู้สึกได้ของเกียร์ 2 ระบบนี้ คือ ก่อนการออกตัว ถ้าไส้ในเป็นเกียร์ธรรมดา แม้จะเข้าเกียร์ขับเคลื่อนไว้แล้ว แต่เครื่องยนต์ยังไม่ส่งกำลังผ่านเกียร์ เพราะคลัตช์ถูกกดสุด และค้างไว้ รถยนต์จึงไม่เคลื่อนที่แม้ไม่ได้เหยียบเบรก จนกว่าจะเริ่มกดคันเร่ง ชุดคลัตช์ถึงจะเริ่มจับตัว
 
แต่ถ้าไส้ในเป็นเกียร์อัตโนมัติ เมื่อเข้าเกียร์ขับเคลื่อนแล้ว แม้ไม่ได้กดคันเร่ง แต่เครื่องยนต์จะส่งกำลังผ่านเกียร์ไปแล้ว สังเกตได้จากถ้าเหยียบเบรกค้างไว้ รถยนต์จะกระตุกเบา ๆ หรือเข้าเกียร์แล้วไม่เหยียบเบรก รถยนต์จะแล่นช้า ๆ
 
เมื่อขับเคลื่อนไปแล้ว ความแตกต่างของเกียร์ทั้ง 2 ระบบจะอยู่ที่การสูญเสียกำลังหรืออาการวืดขณะเกียร์เปลี่ยนจังหวะ ถ้าไส้ในเป็นเกียร์ธรรมดา ก็จะมีอาการคล้ายกับผู้ขับเหยียบคลัตช์จนสุดตัว เปลี่ยนเกียร์ และถอนคลัตช์ เป็นการขาดช่วงของการส่งกำลังเพียงสั้น ๆ มีความฉับไวดี ส่วนถ้าไส้ในเป็นเกียร์อัตโนมัติ ขณะเปลี่ยนเกียร์ก็จะมีอาการวืดสั้น ๆ ถ้าผู้ขับความรู้สึกไว ก็จะสัมผัสถึงความแตกต่างได้
 
แม้โดยพื้นฐานแนวคิดของเกียร์ธรรมดาแบบมีลูกเล่น + - เพิ่มเข้ามา จะถูกพัฒนามาจากฟอร์มูลา วัน (ตามโฆษณา) แต่ความฉับไวในการทำงานยังต่างกันมากในรถยนต์ทั่วไปที่ใช้เกียร์ระบบนี้ การกดคลัตช์ เปลี่ยนเกียร์ และถอนคลัตช์ ยังใช้เวลาน้อยกว่า 0.5-1 วินาที และสามารถจับอาการขณะเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างชัดเจน จากรอบเครื่องยนต์ และอาการผงกของตัวถัง ส่วนในฟอร์มูลา วัน ใช้เวลาไม่เกิน 0.1 วินาที และมีการควบคุมที่ละเอียดกว่า
 
หากอยู่ในโหมดที่ผู้ขับต้องเปลี่ยนเกียร์เอง โดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่มีการลากรอบเครื่องยนต์ไปที่รอบสูงมาก ๆ จรดแถบแดง เกียร์ก็จะไม่เปลี่ยนสูงขึ้น จนกว่าผู้ขับจะสั่ง แต่ถ้าผู้ขับกดคันเร่งจนรอบเครื่องยนต์สูงมากติดต่อกันเพียงครู่เดียว ระบบควบคุมก็จะสั่งให้กดคลัตช์ และเปลี่ยนไปเกียร์สูงขึ้นเอง เพื่อป้องกันความเสียหาย และอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับ กรณีลืมเปลี่ยนเกียร์
เมื่อขับอยู่ในเกียร์ใด ตำแหน่งของเกียร์จะยังค้างอยู่ นอกจากมีการลดความเร็วลงมาก ๆ หรือจอด แม้ผู้ขับจะไม่ได้สั่งเปลี่ยนเกียร์ แต่ระบบควบคุมก็จะสั่งกดคัลตช์ และลดมายังเกียร์ต่ำ เพื่อเตรียมไว้ให้เร่งได้ดี
 
ขณะขับ หากผู้ขับสั่งลดเกียร์ต่ำทั้งที่ความเร็วขณะนั้นสูงรุ่นกว่าเกียร์จังหวะนั้นจะทำได้ ระบบควบคุมก็จะยังไม่ยอมเปลี่ยนเกียร์ลงให้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย จนกว่าความเร็วจะลดลงมาอยู่ในช่วงที่เหมาะสมถึงจะเข้าเกียร์นั้นให้
 
ในปัจจุบันนี้ มีรถยนต์น้อยรุ่นมากที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดาซึ่งมีการทำงานกด-ปล่อยคลัตช์ และเปลี่ยนเกียร์โดยผู้ขับไม่ต้องออกแรงเหยียบตลัตช์เอง เช่น เฟอร์รารี่บางรุ่น อัลฟาในชื่อระบบเซเลสปีด โตโยต้าในรุ่นเอ็มอาร์-เอส บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม3 ฯลฯ โดยมักจะมีทั้งคันเกียร์ไฟฟ้าในตำแหน่งปกติ และสวิตซ์ + - สำหรับเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้สะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัสที่บริเวณก้านพวงมาลัย เพิ่มความสะดวก และความรื่นรมย์ในการขับ
 
อนาคตน่าจะเพิ่มความนิยมในการผลิต และการใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะขับสนุกแบบเกียร์ธรรมดา เนื่องจากมีไส้ในแบบเดียวกัน แต่ขับสบายแบบเกียร์อัตโนมัติ ด้วยระบบการกดคลัตช์ และเข้าเกียร์ ที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์
 
·        เกียร์ CVT มี + -
CVT – CONTINUOUSLY VARIABLE TRANSMISSION เกียร์ที่มีการแปรผันอัตราทดอย่างต่อเนื่อง โดยการเปลี่ยนขนาดของร่องพูเลย์ขับ และพูเลย์ตาม ซึ่งถูกคล้องด้วยสายพานโลหะหรือโซ่ มีจุดเด่น คือ ไม่มีอัตราทดตายตัว จึงไม่ต้องมีการข้ามจังวะเพื่อเปลี่ยนอัตราทด สามารถเรียกใช้รอบเครื่องยนต์ในรอบที่มีแรงม้าแรงบิดได้ในการเน้นอัตราเร่ง เช่น สามารถเร่งรอบเครื่องยนต์ไว้ในรอบที่มีแรงม้าสูงสุดแล้วก็แปรผันอัตราทดด้วยการบีบหรือถ่างพูเลย์ ไม่ต้องลากรอบเครื่องยนต์ขึ้น-ลง เหมือนเกียร์ทั่วไป
ช่วงแรกยังไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากการทำงานมีเสียงดัง และโซ่ที่ไม่ค่อยทนทาน ต่อมาจึงมีการพัฒนาให้เงียบลง และทนทานขึ้น แต่ก่อนที่โซ่ไม่สามารถทนกับกำลังเครื่องยนต์ที่สูง ๆ ได้ ปัจจุบันนี้ รถยนต์ยุโรปหลายรุ่นที่มีกำลังระดับ 200 แรงม้าก็นำระบบเกียร์ซีวีทีมาใช้แล้ว
 
เกียร์ซีวีทีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ เนื่องจากสามารถลบจุดด้อยของเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติได้ คือ ความไม่ต่อเนื่องของอัตราทด ต้องมีการกระโดดข้ามอัตราทดทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้อัตราเร่งขาดความต่อเนื่อง และอีกปัญหาเล็ก ๆ คือ อาการกระตุกขณะเปลี่ยนเกียร์ แม้เป็นเกียร์อัตโนมัติยุคใหม่ที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ยังมีอาการกระตุกให้สัมผัสอยู่บ้าง
 
ผู้ขับส่วนใหญ่ที่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนเกียร์แบบมีจังหวะ เมื่อขับรถยนต์เกียร์ซีวีที จึงอาจรู้สึกแปลก ๆ ในการเร่งความเร็ว เพราะรอบเครื่องยนต์จะคงที่ หรือเพิ่มขึ้นช้า รอบไม่กวาดขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเกียร์นั่น และรอบไม่ลดลงเมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น เพราะเกียร์ซีซีทีไม่มีอัตราทดตายตัว แต่จะแปรผันอัตราทดไปเรื่อย ๆ รอบจึงนิ่ง แต่ความเร็วจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
 
บางคนถึงขั้นตั้งแง่กับเกียร์ซีวีทีว่าขับไม่สนุก เพราะเสียงเครื่องยนต์ไม่เร้าใจเวลาเรียกอัตราเร่ง จะฟังเหมือนเครื่องยนต์ตื้อ ๆ (ทั้งที่ตอนนั้นความเร็วกำลังเพิ่มขึ้นเพราะมีการแปรผันอัตราทดอยู่ตลอด) จึงทำให้ผู้ผลิตเกียร์หลายรายต้องเพิ่มลูกเล่น + - ให้เกียร์ซีวีที เพื่อให้มีความรู้สึกขณะขับคล้ายเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐาน โดยการล็อกพูเลย์ที่บีบ-ถ่างไปมา ให้หยุดเป็นช่วง ๆ กลายเป็นอัตราทดคงที่ แบ่งเป็นหลาย ๆ อัตราทด
 
ในความเป็นจริงแล้ว การเพิ่มลูกเล่น + - แบ่งอัตราทด ไม่ได้เป็นการเพิ่มสมรรถนะเลย จะลดเสียด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นผลทางด้านการตลาดว่ารถยนต์รุ่นนั้นมีลูกเล่นของเกียร์เพิ่มขึ้น หรือขับแล้วจะได้คุ้นเคยรอบเครื่องยนต์มีการแกว่งขึ้นลงตามที่เคยเจอ ทั้งที่เกียร์ซีวีทีนั้น เกิดมาเพราะไม่ต้องการให้มีอัตราทดตายตัว แต่กลับต้องเพิ่มลูกเล่นให้มีการล็อกอัตราทด เพื่อหวังผลทางการตลาด และสร้างความคุ้นเคยแก่ผู้ขับ
 
·        ก่อนมาเป็นเกียร์ + -
ในอดีต มีความพยายามเพิ่มความสะดวกสบาย ให้ผู้ขับเกียร์ธรรมดาด้วยระบบคลัตช์ไฟฟ้า แต่ผู้ขับต้องโยกคันเกียร์เลือกจังหวะเอง มีในรถยนต์ต้นแบบของซาบ ในชื่อเกียร์ SENSONIC เมื่อมีการสัมผัสกับสวิตซ์บริเวณหัวเกียร์ ระบบจะกดคลัตช์สุด ผู้ขับเพียงเข้าเกียร์ตามปกติ จากนั้นคลัตช์ก็จะถูกปล่อย และเริ่มจับตัวโดยมีการประมวลผลจากเซ็นเซอร์ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้การปล่อยคลัตช์เหมาะสมกับลักษณะการขับ คันเกียร์มีร่องสำหรับโยกไปมาเหมือนเกียร์ธรรมดาแบบพื้นฐาน
 
นอกจากนั้น ยังมีผู้ผลิตเฉพาะชุดคลัตช์อัตโนมัติออกจำหน่ายด้วย มีหลักการทำงานคล้ายเกียร์ SENSONIC มีสวิตซ์กดคลัตช์ติดตั้งบนหัวเกียร์ แต่ในการกดและปล่อยคลัตช์มีความละเอียดน้อยกว่า เคยเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะราคาแพง และขาดความแม่นยำในการทำงาน
 
·        ถ้างง...ต้องล้วงลึกดูไส้ใน
ในอนาคต จะมีรถยนต์ที่มีเกียร์ลูกเล่น + - ในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดา โดยเฉพาะเกียร์อัตโนมัติกับลูกเล่น + - จะแพร่หลายอย่างมาก เพราะเพิ่มต้นทุนไม่มาก แต่ได้ผลด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ คือ มักจะพยายามบอกว่าขับสนุก จึงอาจเกิดความสับสนขึ้นได้ว่าอะไรเป็นอะไร ขับสนุกจริงหรือไม่ เพราะรุ่นใด ๆ ก็มีลูกเล่น + - ทั้งนั้น จะเหมือนกันหมดเลยหรือไม่
 
หากงงก็แต่ล้วงลึกดูสักนิดว่า ไส้ในของเกียร์ในรถยนต์รุ่นนั้น มีการทำงานแบบเกียร์อัตโนมัติหรือธรรมดา ถ้าเป็นแบบเกียร์ธรรมดาก็ถือว่าสมราคาคุย น่าสนใจกว่า และมีสมรรถนะที่ดีกว่าเกียร์อัตโนมัติที่เพิ่มลูกเล่น
 
 
 
©2007 สว่างแสงธรรม กู้ภัย 01