|
|
-
รายละเอียดบนแก้มยาง
|
|
- รายละเอียดบนแก้มยาง
-
การเลือกซื้อยางรถยนต์มิได้สำคัญแค่ยี่ห้อ, รุ่น,
ขนาด และราคาเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องสนใจ
และมักปรากฏอยู่บนแก้มยาง
-
ยางรถยนต์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคู่มือประกอบการใช้งานแถมมาให้แบบตัวรถยนต์
โดยอาจมีรายละเอียดอยู่บนห่อบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับบนแก้มยาง
ที่มีเกือบทุกอย่างที่ควรทราบเกี่ยวกับยางเส้นนั้น
พอจะเอายางมาใส่กับกระทะล้อก็แกะห่อทิ้งไป
- รายละเอียดบนแก้มยางมีมากมายจนลายตา
และไม่ได้สำคัญแค่ขนาด ความเร็วสูงสุด
และน้ำหนักบรรทุกที่ยางเส้นนั้นรับได้เท่านั้น
ยังมีรายละเอียดอื่นที่น่าสนใจอีกด้วย
แต่ก็มิได้สำคัญไปทุกตัวเลขทุกตัวอักษร
จึงควรเลือกอ่านและเลือกทำความเข้าใจ
- ขนาด
- รหัสบอกขนาด เช่น 195/60R15
87V
- 195
คือ ความกว้างของยาง
ไม่ใช่ความกว้างของหน้ายางตามที่เข้าใจกัน ! (หน่วยเป็นมิลลิเมตร)
- 60 คือ ซีรีส์
หรือความสูงของแก้มยางทั้งหมด
ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่เห็นเมื่อใส่กับกระทะล้อแล้ว
แต่รวมขอบด้านในที่แนบกับขอบกระทะล้ออยู่ด้วย
เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จากความกว้างของยาง หรือตัวเลขกลุ่มแรก (ซีรีส์ระบุเป็นเปอร์เซนต์
ไม่ใช่มิลลิเมตร)
- R
คือ ตัวย่อประเภทของยาง
R-RADIAL ยางเสริมใยเหล็ก
- 15
คือ เส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ
(หน่วยเป็นนิ้ว)
ซึ่งต้องพอดีกับยาง (ส่วนความกว้างนั้นพอจะยืดหยุ่นกันได้)
- 87
คือ รหัสการรับน้ำหนัก
ต้องดูในตารางเปรียบเทียบ เดาไม่ได้ มีหน่วยเป็นกิโลกรัม
- V
คือ ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นรองรับได้
ต้องดูในตารางเปรียบเทียบ เดาไม่ได้ พบอักษร S T U H V Z R
บ่อย มีหน่วยเป็นกิโลเมตร/ชั่วโมง
- 195 จากตัวอย่าง
ไม่ใช่ความกว้างของหน้ายาง
-
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตัวเลขความกว้างของยาง (ในตัวอย่างนี้
คือ 195) ซึ่งเป็นตัวปัญหา
เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นความกว้างของหน้ายาง ที่สัมผัสพื้นระหว่างซ้ายสุด-ขวาสุด
ซึ่งในหลักการจริงนั้น ไม่ใช่ !
-
-
เพราะตัวเลขนั้นเป็นความกว้างของยางในส่วนที่กว้างที่สุด ระหว่างด้านขวา-ซ้าย
ซึ่งอยู่บริเวณช่วงป่องสุดของแก้มยาง
เมื่อยางเส้นนั้นถูกนำไปใส่ในกระทะล้อที่มีความกว้างเหมาะสม และสูบลมแล้ว
-
- ความกว้างของยางที่ระบุไว้
วัดจากบริเวณจุดที่ป่องที่สุดของแก้มยาง (รวมตัวอักษรตัวเลขนูนๆ
ในจุดที่วัดด้วย-ถ้ามี)
ไม่ใช่บริเวณหน้ายางที่สัมผัสพื้น
ส่วนหน่วยความกว้างเป็นมิลลิเมตรนั้นถูกต้องแล้ว
-
- อย่าสับสนระหว่างความกว้างของยาง
กับความกว้างของหน้ายาง !
- โดยเฉพาะยางสำหรับรถยนต์ทั่วไป
ตัวเลขที่ระบุบนแก้มยาง คือ ความกว้างของยาง
ซึ่งมักมีหน้ายางที่สัมผัสพื้นจริงๆ น้อยกว่าตัวเลขที่ระบุไว้ ประมาณ
15-35 มิลลิเมตร แตกต่างกันในยางแต่ละรุ่นและยี่ห้อ
(สามารถทดลองวัดได้ด้วยไม้บรรทัด)
จึงมีส่วนทำให้ยางขนาดความกว้างดียวกัน
มีประสิทธิภาพการเกาะถนนต่างกัน เพราะตัวความกว้างของหน้ายางจริงๆ
แตกต่างกัน
- จากการทดลองวัดจริง
พบว่ายางขนาดความกว้างเดียวกัน (ตามที่ระบุไว้)
ในยี่ห้อเดียวกันแต่ต่างรุ่นกัน
มีความกว้างของหน้ายางต่างกันถึง 5-10 มิลลิเมตร
หรือในยางต่างขนาดกัน-ต่างยี่ห้อกัน
เมื่อลองวัดดูแล้วกลับพบว่า ยางที่ระบุเลขความกว้างไว้ 195
มิลลิเมตร (ในขนาด
195/60/14) กลับมีหน้าสัมผัสพื้นพอๆ
กับยางอีกยี่ห้อที่ระบุตัวเลขความกว้างไว้แค่ 185
มิลลิเมตร (ในขนาด 185/65/14)
คือ หน้ายางสัมผัสพื้นประมาณ 160
มิลลิเมตรใกล้เคียงกัน
-
-
ดังนั้นถ้าสงสัยความกว้างของหน้ายางเส้นใด
ก็สามารถใช้ตลับเมตรหรือไม่บรรทัดวัดได้เองอย่างง่ายๆ ถึงแม้จะไม่เป๊ะนัก
แต่ก็ยังดีกว่าเดา เพราะตัวเลขที่ระบุไว้
ไม่ใช่ตัวเลขความกว้างของหน้ายางที่จะสัมผัสพื้น
-
- เท่าที่ทีมงานลองทดลองวัดจริง
พบว่ายางรถยนต์ไม่ว่ายี่ห้อใดๆ ในรุ่นที่เน้นสมรรถนะ (ไม่เน้นความเงียบนัก)
ราคาแพง แก้มเตี้ย ที่ระบุความกว้างของยางไว้เท่ากัน
มักมีหน้าสัมผัสพื้นจริง มากกว่ายางขนาดเดียวกัน
ซึ่งเป็นรุ่นที่เน้นความนุ่มนวล หรือราคาถูกกว่า
-
ยางที่ใช้งานทั่วไปมักมีความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสพื้น
น้อยกว่าตัวเลขที่ระบุไว้มาก แต่ถ้าเป็นยางประสิทธิภาพสูง
มักมีหน้ายางที่สัมผัสพื้นใกล้เคียงกับตัวเลขที่ระบุไว้มากกว่า
ส่วนยางรถแข่งจะวัดและแสดงผลออกมา เป็นความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสพื้น
- ความกว้างของกระทะล้อ
ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าสัมผัสจริงของยาง
เพราะถ้าใช้กระทะล้อแคบกว่าความเหมาะสมของความกว้างของยาง
ขอบยางที่ต้องแนบกับขอบกระทะล้อก็ต้องถูกบีบเข้า
แก้มที่ถูกบีบเข้าจะทำให้หน้ายางด้านริมทั้งสองถูกยกขึ้น
ส่งผลโดยตรงให้หน้าสัมผัสจริงแคบลงไปอีก
-
นอกจากนี้ยังไม่ควรรีบสรุปด้วยตัวเลขว่า
ความกว้างของยางแค่ไหนจะแคบหรือกว้างไป เช่น ดูยางกว้างขนาด 185
มิลลิเมตร แล้วรีบสรุปว่าจะลื่น
ต้องรีบเปลี่ยนออกหลังจากซื้อรถยนต์คันนั้นมาใช้
ทั้งที่ยังไม่ได้ทดลองขับเลย
-
-
เพราะรถยนต์แต่ละคันควรจะใช้ยางกว้างเท่าไร
ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะการขับด้วย ถ้าขับไม่เต็มสมรรถนะของรถยนต์
ยางกว้างขนาดมาตรฐานที่ติดมามักเพียงพออยู่แล้ว
-
-
การเพิ่มความกว้างของยางมากกว่าขนาดมาตรฐาน มีข้อดี คือ เพิ่มการเกาะถนน
แต่ถ้าเพิ่มความกว้างทั้งที่ยางขนาดเดิมยังเกาะถนนเพียงพอ
ก็ถือว่าไร้ประโยชน์ และมีข้อเสียมากมาย เช่น ราคายางแพงขึ้น
รถยนต์มีอัตราเร่งแย่ลง ช่วงล่างพังเร็วขึ้น กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
(แต่ก็มิได้แตกต่างกันมากมายนัก
ถ้าเพิ่มความกว้างขึ้นไม่มาก และไม่ใช่ช่วงล่างต้องพังในทันที)
-
- ซีรีส์ ต้องคำนวณก่อน
- แค่ตัวเลขซีรีส์บนแก้มยาง เช่น
70, 65, 60, 55, 50 ฯลฯ
ไม่สามารถสรุปได้ว่ายางที่มีตัวเลขซีรีส์น้อยต้องมีแก้มเตี้ยกว่าเสมอไป
เพราะนั่นเป็นแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่มิลลิเมตรตรงตัว
จึงต้องขึ้นอยู่กับความกว้างของยางด้วย
-
- เช่น ยาง 60
ซีรีส์ ขนาด 205/60R14 มีแก้มสูง 205 x
(60/100) = 123 มิลลิเมตร
- ยาง 65
ซีรีส์ ขนาด 185/65R14 มีแก้มสูง 185 x
(65/100) = 120.25 มิลลิเมตร
- จากตัวอย่างพบว่า ยาง 60
ซีรีส์กลับมีแก้มสูงกว่ายาง 65
ซีรีส์
-
- คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า
ความสูงของแก้มยางที่คำนวณออกมาได้ เป็นเพียงแก้มยางด้านนอกที่สายตามองเห็น
หลังจากใส่กับกระทะล้อแล้ว ซึ่งไม่ใช่ !
-
- ซีรีส์
คือ ความสูงของแก้มยางทั้งหมด ตั้งแต่ขอบริมหน้ายางถึงขอบในสุด
ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่เหลือให้เห็นเมื่อใส่กับกระทะล้อแล้ว
แต่รวมขอบด้านในสุดที่แนบกับขอบกระทะล้อด้วย
-
- เส้นรอบวง
- ไม่ว่าจะเปลี่ยนยางเป็นขนาดเท่าไร
ใช้กระทะล้อขนาดเท่าไร ควรรักษาเส้นรอบวงของยางเส้นใหม่
ให้ใกล้เคียงกับยางขนาดมาตรฐานให้มากที่สุด ไม่ต้องคำนวณให้ยุ่งยากก็ได้
ให้เอายางใส่กระทะล้อแล้วสูบลม มาเปรียบเทียบกันเลย
โดยอย่าลืมเผื่อดอกยางที่สึกต่างกันด้วย
-
-
แต่ถ้าอยากคำนวณหาความสูงหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของยางก็ไม่ยาก
ให้หาความสูงของแก้มยางออกมาเป็นมิลลิเมตรก่อน นำไปคูณ 2 (เพราะมีแก้มยาง
2 ข้าง)
แล้วบวกกับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อที่คูณด้วย 25.4
เพื่อแปลงเป็นมิลลิเมตรไว้ก่อนแล้ว
เมื่อบวกกันทั้งหมดจะได้หน่วยเป็นมิลลิเมตร
-
- ขนาดกระทะล้อกับเส้นรอบวงของยาง
- เส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ
ไม่ได้วัดถึงริมนอกสุดของกระทะล้อ
แต่วัดจากขอบกระทะส่วนที่แนบกับขอบยางด้านใน
-
- มีคำถามแบบลอยๆ อยู่เสมอว่า
ใส่ยางขอบ 16-17 นิ้ว แทนขอบ 15
นิ้วของเดิมจะติดบังโคลนไหม หรือยางจะสูงขึ้นไหม
เพราะดูเผินๆ จากตัวเลข 15 16 กับ 17
เห็นตัวเลขมาก ก็เลยรีบสรุปว่ายางขอบ 17
นิ้ว ต้องเป็นวงใหญ่กว่าขอบ 15
หรือ 16 นิ้ว
- การถามเช่นนั้นไม่สามารถให้คำตอบได้
เพราะตัวเลขที่บอกเป็นขนาดกระทะล้อสำหรับใส่ยางเส้นนั้นเท่านั้น
วงนอกสุดหรือเส้นรอบวงของยาง ต้องขึ้นอยู่กับความสูงของแก้มยาง
ซึ่งขึ้นอยู่กับความกว้างและซีรีส์ของยางโดยตรง
-
- ยางขอบ 16
นิ้ว แก้มสูงๆ อาจมีความสูงโดยรวมและเส้นรอบวงมากกว่ายางแก้มเตี้ยขอบ
17 นิ้วก็เป็นได้
-
- ผลิตเมื่อไร ?
เลี่ยงยางเก่าเก็บ
-
- รหัสบนแก้มยางที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ
หรือบางคนสนใจและพยายามจะทราบ แต่ไม่ค่อยมีใครอยากบอก คือ
วันที่ยางเส้นนั้นผลิต
- เพราะผู้ขายหรือผู้ผลิต
กลัวจะขายยางเก่าเก็บไม่ได้ แต่ผู้ผลิตก็ต้องระบุลงไป
เพื่อไม่ให้ผิดกฏของหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค เพียงแต่ถ้าไม่ถามก็จะไม่บอก
-
- ยางรถยนต์สามารถหมดสภาพได้
แม้เป็นยางใหม่ที่เก็บไว้เฉยๆ ก็เริ่มเสื่อมสภาพลงตั้งแต่ผลิตเสร็จ
แล้วลดอายุการใช้งานลงเรื่อยๆ เมื่อเก็บไว้หลายปี
-
-
แม้การเก็บยางอย่างถูกวิธีจะชะลอการหมดอายุลงได้
และไม่หมดอายุเร็วเท่ากับการใช้งานบนถนนจริง
แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยางเก่าเก็บ ซึ่งผู้ผลิตหลายรายบอกว่า 2-3
ปีก็ยังใช้ได้ แต่ในแง่ของผู้บริโภคแล้ว
ยิ่งใหม่เท่าไรก็ยิ่งดี
-
- ถ้าเป็นยางนำเข้าหรือยางผลิตในประเทศ
ที่มีทั้งการจำหน่ายในประเทศและการส่งออก จะมีตัวเลข 3-4
หลักอยู่ในวงรี บอกสัปดาห์และเลขตัวท้ายๆ ของปี ค.ศ.
ที่ผลิตยางเส้นนั้นไว้แบบลบไม่ได้
เพราะเป็นเนื้อยางที่อยู่บนแก้มยาง หล่อออกมาจากแม่พิมพ์เลย
และเป็นมาตรฐานเดียวกันที่ใช้ทั่วโลก
-
-
ตัวเลขนั้นอยู่ในวงรีแนวโค้งเดียวกับแก้มยาง อาจอยู่ใกล้กับตัวอักษร
DOT และอาจมีเพียงข้างเดียวในยาง 1
เส้น
- ยางรถยนต์ที่ผลิตก่อนปี 2000
จะเป็นเลข 3 หลัก เช่น 449
หรือ 328 โดยเลข 2
ตัวแรกบอกสัปดาห์ที่ผลิต และตัวเลขท้ายสุด คือ
ตัวเลขสุดท้ายของปี ค.ศ.
ที่ผลิต เช่น 127 ก็เป็นยางที่ผลิตสัปดาห์ที่
12 ของปี 1997
-
- พอมาถึงปี 2000
และตั้งแต่ปัจจุบันนี้เป็นต้นไป มีการเปลี่ยนมาเป็นเลข
4 หลัก เพื่อป้องกันความสับสนกับยางที่ผลิตก่อนปี
2000 และค้างสต็อกอยู่
-
- ตัวอย่าง 1300, 3500, 4100
เลข 2 ตัวแรกบอกสัปดาห์ที่ผลิต และ
2 ตัวท้าย คือ เลข 2
ตัวสุดท้ายของปี ค.ศ.
ที่ผลิต เช่น 3600 เป็นยางที่ผลิตสัปดาห์ที่
36 ของปี 2000
-
-
ส่วนยางบางยี่ห้อที่ผลิตจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย เช่น บริดสโตนบางรุ่น
ในเนื้อยางบริเวณแก้มก็มีรหัสระบุถึงวันที่ผลิต แต่ไม่เหมือนกับข้างต้น
เพราะเป็นรหัสเฉพาะ เช่น L0Y3A ต้องเปิดตารางเทียบ
ซึ่งผู้ผลิตไม่เปิดเผย
-
- ในเมื่อผู้ซื้ออ่านแล้วไม่เข้าใจ
ก็เลยมีการทดแทนด้วยการปั๊มหมึกสีอ่อนไว้บนแก้มยาง
เป็นรูปวงกลมขนาดเล็กแบ่งครึ่งบนล่าง ครึ่งบนบอกเดือน และปี พ.ศ.
เช่น 11 43
ส่วนครึ่งล่างไม่ต้องสนใจ
เพราะเป็นตัวเลขรหัสประจำตัวของผู้ตรวจยางเส้นนั้น บางร้านพอยางเก่าเก็บ
ก็จะลบหมึกวงกลมนี้ออก เพื่อไม่ให้ทราบวันผลิตจริง ถ้าเจออย่างนั้น
ควรหลีกเลี่ยง
-
- ถ้าเป็นยางนำเข้า
หากยังไม่แกะออกจากห่อ ที่ตัวห่อหรือสติกเกอร์ที่ติดไว้
อาจมีรายละเอียดวันที่ผลิตระบุไว้ด้วย ถ้าหาที่แก้มยางไม่เจอ
ให้ลองหาที่ตัวห่อก็อาจเจอ
-
- ดอกยาง ไม่ได้มีไว้ให้เกาะ แต่มีไว้รีดน้ำ
- ยังมีความเข้าใจผิดและพูดกันผิดๆ
ต่อเนื่องกันในวงกว้าง ว่าดอกยางหรือยางที่มีร่องๆ เป็นลวดลาย
มีไว้ให้ยางเกาะถนน หรือถ้ายางดอกหมดแล้วจะลื่น ซึ่งตามหลักการจริงนั้น ผิด
!
-
- ตามความหมายของคนทั่วไป
ยางที่ยังมีร่องอยู่บนหน้ายาง หมายถึง ยางมีดอก แต่ถ้าหน้ายางเรียบ
ไม่มีร่องบนหน้ายาง ทั้งจากการสึกหรอหรือยางสำหรับรถแข่งทางเรียบ หมายถึง
ยางดอกหมด ยางหัวโล้น ยางโล้น หรือยางไม่มีดอก
- จริงๆ แล้วตัวแท่งๆ บนหน้ายาง
เรียกว่า 'ดอกยาง'
ส่วนช่องว่างระหว่างดอกเรียกว่า 'ร่องยาง'
-
-
ประเด็นสำคัญที่บอกว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คือ การคิดว่ายางโล้น
ยางไม่มีดอก ไม่เกาะถนน
เพราะการยึดเกาะของยางกับถนนเกิดจากหน้ายางที่กดแนบลงกับพื้น
ยิ่งมีหน้าสัมผัสมาก ก็ยิ่งเกาะมากขึ้น ร่องยางซึ่งแทรกอยู่ระหว่างดอกยาง
ก็มีแค่อากาศ ไม่ได้มีเนื้อยางกดลงบนพื้นแต่อย่างไร
-
- ดังนั้นถ้าหน้ายางมีความกว้างเท่ากัน
ยางไม่มีดอก ไม่มีร่อง หรือยางหัวโล้น
ย่อมมีพื้นที่สัมผัสถนนมากกว่ายางที่มีร่องระหว่างดอกยาง
-
- แล้วทำไมยางรถยนต์ทั่วไป
จึงมีดอกหรือมีร่อง ทั้งที่ผลิตยากกว่าแบบเรียบ
และต้องเสียหน้าสัมผัสกับพื้นถนนตรงช่วงที่เป็นร่องไป ?
-
เพราะยางหน้าเรียบเกาะถนนดีบนถนนเรียบแห้งเท่านั้น แต่ถ้าถนนเปียกจะลื่นมาก
เพราะหน้ายางที่แบนกว้าง จะไม่สามารถกดรีดน้ำออกจากหน้ายาง
เพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นตามปกติได้
น้ำเลยกลายเป็นชั้นฟิล์มคั่นอยู่ระหว่างยางกับผิวถนน
ก็เลยลื่นหรือมีอาการเหิรน้ำ
-
-
หน้ายางที่กว้างประมาณสิบเซ็นติเมตรขึ้นไป เมื่อกดลงบนพื้นถนนที่เปียกน้ำ
ย่อมไม่สามารถรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสได้ เสมือนเอาฝ่ามือที่นิ้วมือชิดกัน
กดแรงๆ ลงบนพื้นที่เปียกน้ำ
-
-
การแบ่งหน้าสัมผัสออกเป็นบล็อกเป็นดอกด้วยร่องยาง
ทำให้การกดรีดน้ำออกจากหน้ายางทำได้ดีขึ้น
เพราะเท่ากับเป็นการรีดน้ำออกจากพื้นที่ย่อยๆ ที่แคบลง
และมีร่องลึกอยู่รายรอบ เพื่อให้น้ำที่ถูกรีดแทรกตัวเข้าไปได้
และถ้าร่องต่อกันก็จะช่วยให้สลัดน้ำออกด้านข้างได้ดีขึ้นไปอีก
เปรียบเทียบได้กับการกางนิ้วมือออก แล้วกดมือลงบนพื้นเปียกนั่นเอง
-
- ดอกหรือร่องยางจึงลดอาการลื่นของยาง
เมื่อต้องขับรถยนต์ลุยฝนหรือบนถนนลื่น
โดยต้องยอมเสียหน้าสัมผัสพื้นถนนบางส่วนให้เป็นร่องยางแทน
-
- ดังนั้นการบอกลอยๆ ว่า ยางดอกหมด
ยางหัวโล้น แล้วจะลื่นนั้น ผิด
-
- เพราะที่ถูกต้อง น่าจะบอกว่า
ยางดอกหมด ยางหัวโล้น จะลื่นบนถนนเปียก ส่วนบนถนนแห้งสนิทนั้น
เกาะถนนดีกว่ายางมีดอก (ทั้งยางรถแข่งและรถยนต์ทั่วไป)
-
- แล้วทำไมเมื่อดอกหมดแล้วต้องรีบเปลี่ยนยางชุดใหม่
ทั้งที่ไม่ใช่หน้าฝน ?
-
- เพราะรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป
ผู้ขับคงไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะเจอถนนเปียกเมื่อไร
ขับไปแล้วอาจเจอโดยไม่ได้ตั้งตัว เพราะไม่มีทีท่าว่าฝนจะตก
หรือพื้นถนนเปียกจากน้ำรดต้นไม้
- ถ้ายางไม่มีร่อง
หรือมีแต่ไม่ลึกพอให้น้ำเข้าไปแทรกอยู่ได้ ก็จะลื่นไถลได้ง่ายมาก
ส่วนรถแข่งทางเรียบนั้น ถ้าฝนตกหรือผิวสนามลื่น ก็มักรู้ตัวก่อนและค่อยๆ
ประคองรถเข้าพิต เพื่อเปลี่ยนเป็นยางมีดอก แล้วออกไปแข่งต่อ
-
- ปัจจุบันมีผู้ผลิตยางบางราย
เริ่มผลิตยางรุ่นที่เน้นสำหรับการขับหรือแข่งบนทางเรียบแบบสมัครเล่น
โดยออกแบบให้มีหน้าสัมผัสกับถนนมากๆ เป็นหลัก คือ มีร่อง แต่น้อยและแคบ
และอยู่ห่างกันมาก เพื่อให้สามารถขับบนถนนเปียกได้บ้าง ไม่ถึงกับลื่นไถล
แต่ก็ไม่สามารถรีดน้ำได้ดีเท่ากับยางทั่วไปที่มีร่องรีดน้ำมากกว่า
-
- เมื่อไรดอกยางหมด
- เมื่อดอกยางจุดที่เตี้ยที่สุด
มีร่องลึกน้อยกว่า 1.5-2 มิลลิเมตร ซึ่งตัวเลข
1.5-2 มิลลิเมตรนี้
รวบรวมมาจากคำแนะนำของผู้ผลิตยางหลายยี่ห้อ
จึงไม่สามารถสรุปเป็นตัวเลขตายตัวได้เป๊ะๆ
-
- ในความเป็นจริง
ก็ไม่ค่อยมีใครหยิบไม้บรรทัดมาวัดหรือหาอะไรมาแหย่เพื่อวัดความลึกของร่องยาง
เพราะไม่สะดวก และจริงๆ แล้วก็ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการวัด
ดังนั้นส่วนใหญ่จึงดูด้วยสายตา และประเมินเอาว่าดอกยางหมดหรือยัง
-
- ในขั้นตอนการออกแบบและผลิต
ผู้ผลิตยางได้อำนวยความสะดวกในการดูว่ายางดอกหมด
หรือร่องตื้นเกินกว่าที่จะใช้งานบนถนนได้อย่างปลอดภัย
โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือวัด
-
-
โดยในร่องยางบางจุดจะนูนขึ้นจากปกติประมาณ 1.5-2
มิลลิเมตร แต่มิได้นูนขึ้นมาจนเท่ากับหน้ายางตอนที่ยังใหม่ๆ สมมุติตอนใหม่ๆ
ร่องลึก 8 มิลลิเมตรเท่ากันตลอด
ก็จะมีในบางจุดที่ร่องลึกแค่ 6-6.5 มิลลิเมตร
เสมือนมีเนินเตี้ยๆ อยู่ก้นหลุม ซึ่งเมื่อดอกยางสึกมากเข้า
ก็จะเรียบเท่ากับยอดเนินเตี้ยๆ ที่ก้นหลุมนั้น
เป็นการบอกว่าดอกยางเตี้ยเกินไป หรือร่องโดยรวมตื้นเกินไปแล้ว หรือดูง่ายๆ
-
สำหรับดอกยางที่มีลวดลายของร่องเป็นแนวตรงโดยรอบ
ปกติแล้วร่องจะต่อกันตลอดแนว แต่พอดอกยางสึกลงไปจนบางส่วนเท่ากับเนินนั้น
จนทำให้ร่องยางไม่ต่อกัน แสดงว่ายางเหลือร่องรีดน้ำเตี้ยเกินไปแล้ว
-
- การหาว่าจุดไหนของร่องยาง
มีเนินเตี้ยๆ อยู่กันหลุมหรือที่ฐานของร่อง ไม่ต้องเดาหรือเสียเวลานาน
เพราะมีจุดสังเกตได้จากขอบของแก้มยางบริเวณใกล้ๆ กับขอบริมของหน้ายาง
จะมีตัวอักษร TWI หรือสัญลักษณ์รูป 3
เหลี่ยมขนาดเล็ก ชี้เข้าหาหน้ายาง
- โดยปกติแล้วจะมี 6
จุดในแก้มยางแต่ละด้าน แบ่งห่างเท่าๆ กัน ในมุม 60
องศาของวงกลม แต่ในยางบางยี่ห้ออาจห่างไม่เท่ากัน
หรือไม่ได้มี 6 จุด แต่ก็มีหลายจุดในแต่ละด้าน
ยางในบางยี่ห้ออย่างมิชลิน ก็ใช้สัญลักษณ์ตัวบีเบนดั้มขนาดเล็ก
เป็นจุดสังเกตแทนรูป 3 เหลี่ยม
-
- สัญลักษณ์เหล่านี้
ไม่ได้มีไว้บอกการสึก
หรือดูว่าเมื่อไรสัญลักษณ์นี้ลบแล้วแสดงว่ายางสึกแต่อย่างไร
เพราะอยู่บริเวณแก้มยางซึ่งไม่สัมผัสพื้นจึงไม่สึก (แต่ถ้าเข้าโค้งแรงๆ
จนขอบของแก้มยางเอนแนบลงกับพื้นถนน สัญลักษณ์ก็อาจสึกได้)
-
เมื่อเจอสัญลักษณ์ข้างต้นที่ริมนอกของแก้มยางแล้ว
ก็ให้มองในแนวเดียวกันไล่ขึ้นไปที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องยาง
ก็จะพบกับเนินเตี้ยๆ ที่ร่องยาง เมื่อไรที่ดอกสึกไปถึงยอดเนินนั้น
แสดงว่าดอกหมดหรือร่องตื้นและไม่ควรใช้ต่อ (ไม่ใช่ต้องสึกจนหมดเนินหรือหมดร่อง)
-
-
สาเหตุที่ผู้ผลิตแนะนำให้ใช้จนเหลือแค่ร่องตื้นๆ ไม่ใช่หมดร่อง
ทั้งที่ดูแล้วร่องนั้นน่าจะยังพอช่วยในการรีดน้ำได้
- เพราะจริงๆ แล้ว ร่องตื้นๆ นั้น
มีช่องว่างให้น้ำที่ถูกรีดไล่ออกจากหน้ายางแทรกตัวอยู่ได้น้อยมาก
ส่งผลให้หน้ายางไม่สามารถรีดน้ำได้อย่างต่อเนื่อง
-
-
เรื่องความสูงของเนินขนาดเล็กในร่องยาง ว่าแต่ละยี่ห้อสูงเท่าไร ?
พบว่าในแต่ละยี่ห้ออาจไม่เท่ากัน
แต่อยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกัน คือ 1.5-2 มิลลิเมตร
ซึ่งผู้ใช้ก็ไม่ต้องดิ้นรนหาตัวเลขนั้นว่าเป็นเท่าไร
-
-
เอาเป็นว่าผู้ผลิตได้ทดสอบหาความเหมาะสมมาแล้วว่า ยางรุ่นนั้น
ควรเหลือดอกยางสูงไม่ต่ำกว่าเท่าไรแล้วยังใช้งานได้ดี
และออกแบบทำเนินให้สูงตามนั้น
ผู้ใช้ก็แค่ใช้จนดอกสึกลงไปเท่ากับยอดเนินก็ควรเปลี่ยนยางชุดใหม่
-
- อย่างไรก็ตาม
ยางรถยนต์ก็สามารถหมดอายุได้แม้ดอกยังไม่หมด เช่น ยางเก่าเก็บ
รถยนต์ใช้งานไม่มาก จอดมากกว่าขับ ทำให้หน้ายางไม่ค่อยสึก
แต่ยางก็หมดอายุได้ จากการหมดสภาพทั้งของโครงสร้างภายใน
และความแข็งของเนื้อยาง เพราะโดยพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ยางทุกประเภท
จะแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามความร้อนและเวลาที่ผ่านไป เนื้อยางที่แข็ง
ย่อมมีแรงเสียดทานน้อยลงหรือลื่นขึ้นนั่นเอง
-
- โดยเฉลี่ยแล้ว แม้ดอกยางยังไม่หมด
ก็ไม่ควรใช้งานเกิน 3 ปี ถ้าจะใช้เกิน
ควรพิจารณาความแข็ง การแตกลายงา หรือการแตกปริของเนื้อยางอย่างละเอียด
-
- รายละเอียดอื่นๆ บนแก้มยาง
- ถ้าสังเกตกันอย่างละเอียด
จะพบว่ามีระบุไว้มากมายจนลายตา บางอย่างอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย เช่น
-
- - ประเทศผู้ผลิต
- -
น้ำหนักบรรทุกสูงสุดเป็นหน่วยน้ำหนักเลย ไม่ต้องเปิดตารางเทียบ
- - แรงดันลมสูงสุดที่ยางรับได้
- - ROTATION
หรือลูกศรระบุทิศทางการหมุนที่ควรใส่ให้ถูกด้าน
- - รหัสแม่พิมพ์ TREAD WEAR
TRACTION TEMPERATURE บอกประสิทธิภาพด้านต่างๆ แบบกว้างๆ
- - ตรา 4
เหลี่ยมตะแคง มาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย (มอก.)
ซึ่งมักมีปีที่ได้รับรองระบุไว้ควบคู่ด้วย
ระวังจะสับสนกับปีที่ผลิตยาง
- - TUBELESS ไม่ต้องใช้ยางใน
- - จำนวนชั้นของใยเหล็กหรือผ้าใบ
- ความรู้หลายอย่าง ขาดคนชี้นำ
บางอย่างแค่เสียเวลาอ่านอย่างละเอียด เช่น บนแก้มยาง หลายอย่างรู้กันผิดๆ
ต่อเนื่องกันมา แต่ก็ยังไม่สายที่จะรู้เพิ่มหรือลบความรู้ผิดๆ ออกไป
กลับไปอ่านตอนแรก
-
|
|
|