|
|
-
เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องยนต์เก่า
|
|
-
เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องยนต์เก่า
-
ความคุ้มค่าของการเลือกวิธี
“เปลี่ยนเครื่อง”
อยู่ที่ “เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องยนต์”
ที่จะต้องเหลืออายุการใช้งานมากที่สุด
เพราะเครื่องยนต์เก่าจากญี่ปุ่น จะปะปนกันระหว่างรถทิ้งและรถชน
ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถประเมินอายุการใช้งานที่แน่นอนได้เลย
-
-
เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องยนต์เก่า เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ไม่ยาก
แต่จะต้องมีความละเอียดรอบคอบ
เพราะเจ้าของรถยนต์เป็นผู้ใช้เครื่องยนต์ตัวนี้เอง เรื่องอะไรจะไปเลือกแบบ
“ตาดีได้
ตาร้ายเสีย”
-
-
เมื่อขึ้นชื่อว่าเครื่องยนต์เก่าใช้แล้ว การเลือกซื้อต้องมีความใจเย็น
ในเมื่อราคาจำหน่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานที่เหลือ
จึงต้องเลือกเครื่องยนต์ที่ใหม่ที่สุด จึงจะคุ้มค่าเงินที่สุด
-
-
1.
เปิดดูฝาเติมน้ำมันเครื่อง
- เพื่อดูคราบน้ำมนเครื่องใต้ฝาวาล์ว
ถ้าทางร้านยอมให้เปิดฝาวาล์วยิ่งดี
(แต่ทางร้านมักไม่ยอมเสียเวลา)
ควรหาไฟฉายกระบอกเล็ก ๆ ไปส่องดู
-
ถ้าเครื่องยนต์ผ่านการใช้งานมาน้อย คราบน้ำมันที่เกาะอยู่จะน้อยและมีสีอ่อน
เครื่องยนต์ที่มีคราบเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน จะผ่านการใช้งานมากปานกลางประมาณ
20,000 –50,000 กม.
ถ้าเครื่องยนต์มีเขม่าสีน้ำตาลเข้มหรือตะกรันสีดำก็มองข้ามไปได้เลย
-
-
ถ้าพบเครื่องยนต์ที่มีชิ้นส่วนภายในมีคราบน้อยมาก
แสดงว่าเครื่องยนต์ตัวนั้น
ผ่านการใช้งานมาน้อยหรือถอดจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ
เครื่องยนต์ที่พบส่วนใหญ่จะมีคราบสีเหลืองอ่อน ๆ ซึ่งยังน่าสนใจอยู่
เพราะยังเหลืออายุการใช้งานอยู่เกินครึ่ง
-
-
การสอดส่องดูคราบน้ำมันเครื่องใต้ฝาวาล์ว
จะได้ผลก็ต่อเมื่อสายตาคุณสามารถสอดส่องเข้าไปให้ลึกที่สุด
โดยมีข้อควรระวังก็คือ
เครื่องยนต์ที่ทางร้านล้างบริเวณช่องเติมน้ำมันเครื่องหลอกตาไว้
จึงควรสอดส่องเข้าไปลึกที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ให้เปิดฝาวาล์วดูจะแน่นอนที่สุด
-
-
ถ้าไม่ชำนาญพอ ว่าง ๆ ลองเปิดฝาเติมน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์รถตัวเอง
ประเมินกับอายุการใช้งานที่ผ่านมาไว้สำหรับเปรียบเทียบตอนเลือกซื้อเครื่องยนต์ตัวใหม่
-
-
2.
ท่อทางเดินน้ำระบบระบายความร้อน
-
ไม่ควรมีคราบสนิมหรือรอยผุกร่อน
-
-
3.
น๊อต
-
น๊อตทุกจุดทุกตัว ไม่ควรมีร่องรอยการถอด
เพราะอาจแสดงว่าเครื่องยนต์ตัวนั้นถูกย้อมแมวกันในเมืองไทย
-
-
4.
ร่องพูเลย์สายพาน
-
สายพานจะหมุนบนร่องพูเลย์ตลอดการทำงาน ถ้าร่องสายพานบนพูเลย์สึกหรอมาก
แสดงว่าเครื่องยนต์ตัวนั้น ผ่านการใช้งานมามากแล้ว
-
-
5.
ท่อไอเสีย
-
ดูให้ชัดเจนและใช้นิ้วแตะดูเขม่าลึก ๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร
ถ้าเป็นเขม่าเปียกปนกับน้ำมันเครื่อง
แสดงว่าเครื่องยนต์ตัวนั้นมีน้ำมันเครื่องเล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ได้ หรือ
“เครื่องหลวม”
แล้วนั่นเอง
-
-
เครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ ควรมีเขม่าสีเทาเข้มและแห้งสนิทจริง ๆ
ถ้าเป็นเขม่าสีดำแห้ง
แสดงว่าเครื่องยนต์นั้นปรับอัตราส่วนผสมไอดีไว้ไม่ถูกต้อง
ต้องเหนื่อยในการซ่อมหรือปรับกันอีก
-
-
จุดนี้อย่ามองข้ามเป็นอันขาด
เพราะเขม่าในไอเสียจะเป็นตัวบอกสภาพของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี
ควรติดเครื่องยนต์ดูเขม่าซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อความแน่ใจ
-
-
6.
เฟืองฟลายวีล
-
ไม่ควรมีร่องรอยสึกหรอบิ่นหรือบิ่นมาก รอยบิ่นนั้น
หมายถึงจำนวนครั้งที่เครื่องยนต์ถูกสตาร์ท
-
-
7.
หวีคลัตช์
-
กรณีที่เครื่องยนต์ไม่ได้ประกบกับเกียร์
ให้ดูสภาพภายนอกของหวีคลัตช์และจุดที่ลูกปืนคลัตช์กด
(ปลายในสุดโดยรอบ)
ไม่ควรมีการสึกหรอมากจนเป็นร่องลึก
-
-
8.
ผ้าคลัตช์
-
ถ้ามีโอกาสถอดดูผ้าคลัตช์ หน้าสัมผัสที่ฟลายวีลและหวีคลัตช์
ควรเรียบสม่ำเสมอ
-
-
9.
ลิ้นปีกผีเสื้อ
-
ในชุดคาร์บูเรเตอร์ หรือชุดหัวฉีด ไม่ควรมีเขม่าเกาะมาก ข้อควรระวังก็คือ
จุดนี้ทางร้านอาจมีการล้างเอาไว้แล้ว
-
10.
สายหัวเทียน
-
ไม่ควรแข็งกระด้าง หรือแห้งกรอบ เช่นเดียวกับสายไฟต่าง ๆ
-
11.
ฝาจานจ่าย
-
ไม่ควรมีตะกรันด้านในมากนัก
-
-
12.
ท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิง
-
ถ้าผ่านการใช้งานมาก จะแข็งกรอบ
-
-
13.
ซีลข้อเหวี่ยงกันน้ำมันเครื่องด้านหน้า และด้านหลัง
-
ต้องไม่รั่วซึม ข้อควรระวังในการตรวจสอบจุดนี้ก็คือ ทางร้านอาจล้างไว้แล้ว)
-
-
14.
สายพานรับแคมชาฟท์
-
ถ้าเป็นเครื่องยนต์OHC
หรือDOHC
ที่ใช้สายพานไทม์มิง
สภาพของสายพานไทม์มิงนี้ มักจะเป็นสภาพของสายพานเส้นแรกเป็นส่วนใหญ่
-
-
15.
ติดเครื่องฟังเสียงการทำงาน
-
การติดเครื่อง ควรให้ทางร้านใช้น้ำประปาต่อเข้าไปหล่อเย็นตามระบบหล่อเย็น
ซึ่งการใช้น้ำหล่อเย็นในการติดเครื่อง
จะทำให้ติดเครื่องได้นานโดยไม่เสียหาย
-
-
การจับหาเสียงผิดปกตินั้นค่อนข้างยาก
เพราะเครื่องยนต์ไม่ได้ต่อท่อไอเสียและระบบเก็บเสียง
(ท่อพัก)
เสียงต่อไอเสียจะดังจนกลบเสียงต่างๆ หมด
-
-
16.
เครื่องยนต์หัวฉีด
-
ควรเลือกซื้อในร้านที่สามารถติดต่อร้านดินสายไฟชุดหัวฉีดให้ได้
อาจจะเหมารวมในราคาไปเลยก็ได้ โดยการสตาร์ทเครื่องยนต์หัวฉีดได้ที่ร้าน
มีข้อดี คือ สามารถดูอาการของเครื่องยนต์ได้
อีกทั้งยังหมายถึงความครบครันของอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกด้วย
-
-
17.
การรับประกันคุณภาพ
-
ร้านค้าส่วนใหญ่จะรับประกันในระยะ
7 วัน ถ้าเครื่องมีปัญหา สามารถนำมาเปลี่ยนได้ฟรี
ประเด็นนี้สำคัญที่สุด
-
|
|
|