-
พื้นฐานเรื่องเครื่องยนต์ที่ควรรู้
- ซีซี กับความแรง
- ซีซี
เป็นหน่วยการวัดปริมาตรของทุกกระบอกสูบของเครื่องยนต์ ซีซี=คิวบิกเซนติเมตร
ในยุคที่ผู้ผลิตยังไม่มีความแตกต่างด้านเทคโนโลยีบรรจุไว้ในเครื่องยนต์มากนัก
การใช้ซีซีเป็นพื้นฐานในการเดาความแรงแบบคร่าวๆ
ยังพอบอกได้ว่าเครื่องยนต์ซีซีน้อยจะมีกำลังต่ำกว่าเครื่องยนต์ที่มีซีซีมากแต่ในยุคปัจจุบันเป็นคนละเรื่องกัน
-
การเดากำลังของเครื่องยนต์จากซีซี ไม่ใช่เรื่องที่แม่นยำ
ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของเทคโนโลยี เช่น เครื่องยนต์
2,000 ซีซี
แคมชาฟท์เดี่ยว 8 วาล์ว คาร์บูเรเตอร์
เป็นไปได้ที่จะมีกำลังต่ำกว่าเครื่องยนต์ 1,800
ซีซี ที่พกเทคโนโลยีมาเพียบ ทวินแคม 16
วาล์ว
หัวฉีด เทอร์โบ
-
- ความทนทาน
-
ตามพื้นฐานของเครื่องยนต์ยุคเก่าเมื่อกว่า
10-20 ปีที่แล้ว
ชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ค่อยทนทาน และน้ำมันเครื่องยังมีคุณภาพไม่สูงมาก
จึงมีมาตรฐานกลายๆ ว่า เครื่องยนต์จะหลวมเมื่อผ่านการใช้งานไป
100,000-150,000 กิโลเมตร มาตรฐานนี้สมควรถูกลบล้างไป
เนื่องจากเครื่องยนต์ยุคนี้มีความทนทานขึ้นมาก หากได้รับการดูแลรักษาที่ดี
อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยมักเกิน 250,000 กิโลเมตร
เครื่องยนต์บางรุ่นทนทานเกิน 400,000
กิโลเมตร
- เครื่องยนต์หลวม
-
เราสามารถสังเกตได้จากความผิดปกติได้คือ
1.
กินน้ำมันเครื่องมากไหม ระยะทาง 3,000 กิโลเมตร
ไม่ควรพร่องเกินครึ่งลิตร2.
มีควันสีขาวออกทางท่อไอเสียไหม 3.
ท่อไอเสียชื้นฉ่ำด้วยคราบน้ำมันเครื่องไหม
-
แต่อย่าเพิ่งสรุป เพราะอาการหลักของเครื่องยนต์หลวม คือ แหวน-กระบอกสูบ-ลูกสูบหลวม
ทำให้แรงตก และน้ำมันเครื่องเล็ดลอดผ่านแหวนลูกสูบเข้าสู่ห้องเผาไหม้
และเผาไหม้ออกมาเป็นควันสีขาว ทำให้กินน้ำมันเครื่อง
-
แต่การที่น้ำมันเครื่องสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ อาจมาจากอีกทาง คือ
ยางตีนวาล์ว
(หรือหมวกวาล์ว)
หมดสภาพทำให้น้ำมันเครื่องไหลผ่านก้านวาล์วไอดีลงมาในห้องเผาไหม้ได้
กรณีนี้ต้องวัดกำลังอัดในกระบอกสูบด้วยเครื่องมือ
เพราะการซ่อมแซมจะเกี่ยวกับส่วนของฝาสูบเท่านั้น แหวนลูกสูบยังไม่หลวม
-
- น้ำมันเครื่อง
-
ไม่ได้ทำหน้าที่แค่การหล่อลื่น ยังช่วยระบายความร้อน ป้องกันสนิม
และทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์อีกด้วย การใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ
หรือละเลยต่อการเปลี่ยนถ่าย อาจไม่ส่งผลชัดเจนในทันที
แต่แน่นอนว่าเครื่องยนต์จะหลวมเร็วขึ้น และกำลังอาจลดลงบ้าง
- เครื่องยนต์หัวฉีด
-
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น อย่ารีบสรุปลงไปที่กล่องอีซียูเสีย
เพราะไม่ได้เสียกันง่ายๆ ควรตรวจสอบเป็นจุดๆ ไป
พื้นฐานปัญหาก็มีเหมือนกับเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ คือ หัวเทียนบอด
ไส้กรองตัน วาล์วรั่ว สายหัวเทียนขาดใน ปั๊มเสีย ฯลฯ
-
-
โดยรวมแล้ว เครื่องยนต์หัวฉีด ทนทานและจุกจิกน้อยกว่า
เครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ด้วยซ้ำ แท็กซี่มิเตอร์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
300,000-400,000
กิโลเมตร ยังไร้ปัญหา
-
- โมดิฟาย
- เพิ่มจาก
2 ทางเลือกหลัก
คือ 1. เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่
เหมาะกับรถยนต์ญี่ปุ่น เพราะมีเครื่องยนต์และอะไหล่เก่าจากญี่ปุ่นจำนวนมาก
2. ปรับแต่งเครื่องยนต์เดิม เหมาะสำหรับรถยนต์ยุโรป
ที่เครื่องยนต์เก่าราคาแพง
-
หากเลือกแต่งแบบเบาะๆ กับเครื่องยนต์เดิม
ไม่หนักหน่วงถึงขนาดติดตั้งเทอร์โบ ก็ทำได้แค่ภายนอกเครื่องยนต์ เช่น
เปลี่ยนไส้กรองอากาศ หัวเทียน สายหัวเทียน เฮดเดอร์-ท่อไอเสีย
รวมกันแล้วไม่น่าได้กำลังเพิ่มขึ้นเกิน 5-10
เปอร์เซ็นต์เท่านั้น !
-
- ไส้กรองอากาศ หากตัน แรงตก กินน้ำมัน
-
ถ้าหมดอายุและปล่อยให้ฝุ่นละอองรั่วเข้าสู่เครื่องยนต์ได้ นอกจากแหวน-ลูกสูบ-กระบอกสูบจะสึกหรอเร็วกว่าปกติ
ยังมีผลทำให้น้ำมันเครื่องสกปรกและหมดอายุเร็วขึ้น
เพราะฝุ่นละอองเล็ดลอดผ่านแหวนลูกสูบลงไปผสมกับน้ำมันเครื่องด้านล่าง
-
- สายพานไทม์มิ่ง
-
สายพานไทม์มิ่งหรือสายพานราวลิ้น
เป็นสายพานขับเคลื่อนแคมชาฟท์ของเครื่องยนต์ที่มีแคมชาฟท์เหนือฝาสูบ
-
เครื่องยนต์ทุกรุ่นไม่ได้ใช้ระบบนี้เสมอไป อาจใช้โซ่โลหะแทน
แต่ถ้าใช้ระบบสายพานไทม์มิ่งซึ่งมีส่วนผสมของยาง
อายุการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนดไว้เฉลี่ย
100,000 กิโลเมตร
แต่นั่นเป็นมาตรฐานในต่างประเทศที่อากาศไม่ร้อนจัด การจราจรไม่ติดขัดมาก
-
- การใช้งานในเมืองไทย
ถ้าใช้ในกรุงเทพฯ การจราจรติดขัด เครื่องยนต์หมุนตลอดเวลา
แต่ระยะทางไม่ค่อยขึ้น ควรเปลี่ยนที่ 50,000-60,000
กิโลเมตร ต่างจังหวัดจราจรไม่ติดขัด ควรเปลี่ยนที่ 60,000-80,000
กิโลเมตร เพราะถ้าสายพานไทม์มิ่งขาด จะเกิดความเสียหายมาก
เช่น วาล์วคด ลูกสูบร้าว ฯลฯ ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด
ลดกำหนดการเปลี่ยนมาไว้ที่ 50,000 กิโลเมตร
ค่าใช้จ่ายไม่เกิน 3,000-5,000 บาทต่อครั้ง
-
-
|
|