|
|
-
พรบ.
|
|
- พรบ.ใหม่สำหรับการผ่อนรถ
-
-
เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.
2540
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงประกาศข้อบังคับในการทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์
และจักรยานยนต์ขึ้นใหม่ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1
กันยายน 2543
-
-
โดยถือว่าการเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ต้องควบคุมสัญญา
เป็นผลให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ต้องทำสัญญาเช่าซื้อขึ้น
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เช่าซื้อ
-
-
สาระสำคัญในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ ที่จะต้องระบุไว้
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เช่าซื้อ มีดังนี้
-
ต้องระบุให้ชัดแจ้งเรื่องสภาพทรัพย์สินที่เช่าซื้อ รายละเอียดต่างๆ เช่น
ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่องยนต์ และหมายเลขตัวถัง
ระบุว่าเป็นรถยนต์ใหม่หรือใช้แล้ว ถ้าเป็นรถยนต์ใช้แล้ว
ต้องระบุจำนวนระยะทางที่ใช้ รวมทั้งระบุภาระผูกพัน
(ถ้ามี)
ด้วย
-
-
กรณีค้างชำระค่างวด เดิมอาจจะระบุการค้างชำระค่างวด
2 งวดติดกัน
หรืองวดใดงวดหนึ่ง ก็ให้สิทธิผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา หรือยึดรถยนต์ได้
แต่ในประกาศฉบับนี้กำหนดบังคับไว้ว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ
หรือการยึดรถยนต์จะทำได้ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อติดกัน
3 งวดขึ้นไป
และการบอกเลิกสัญญาต้องบอกเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
โดยจะบอกเลิกสัญญาได้ก็ต่อเมื่อ
มีหนังสือทวงถามให้ใช้เงินค่างวดที่ค้างชำระนั้นล่วงหน้าอย่างน้อย
30 วัน นับจากวันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือก่อน
เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้เช่าซื้อยังคงเพิกเฉยอยู่
ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จากนั้น
จึงค่อยทำการติดตามทวงถามเอารถยนต์คันที่ใช้เช่าซื้อคืนมา (ยึดรถยนต์)
-
-
การจำหน่ายทอดตลาดของรถยนต์ที่ถูกยึดมา
ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้แก่ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
7 วัน
ก่อนวันขายหรือประมูล ทั้งนี้โดยการแจ้งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
และยังต้องให้สิทธิผู้เช่าซื้อ
ในการซื้อรถยนต์คันนี้ได้ในราคาตามมูลหนี้ที่ค้างชำระ เช่น
ค้างค่าเช่าซื้อรถอยู่ทั้งหมด 100,000 บาท กรณีนี้
ถ้าหากผู้เช่าซื้อจะซื้อรถยนต์คันที่ตนเช่าซื้อ
ก็สามารถทำได้โดยชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อ 100,000
บาท
ตามจำนวนที่ค้างชำระอยู่
-
-
หากผู้ให้เช่าซื้อ สามารถจำหน่ายรถยนต์คันที่ยึดมานี้ได้ในราคาสูง
กว่ามูลค่าหนี้ที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระอยู่เดิม เช่น ขายได้
120,000 บาท
มูลหนี้เดิมที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระอยู่ จำนวน 100,000
บาท
กรณีนี้ส่วนที่เกินมูลค่าหนี้ที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระนั้น ผู้ให้เช่าซื้อ
ต้องคืนแก่ผู้เช่าซื้อ คือ คืนให้ 20,000
บาท
-
-
กรณีรถยนต์ หรือจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อสูญหายหรือเสียหาย หรือถูกยึด
อายัด ถูกริบ โดยมิได้เกิดจากความผิดของผู้เช่าซื้อ
ห้ามมิให้ผู้ให้เช่าซื้อกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบตามสัญญา
เช่น รถยนต์คันที่ให้เช่าซื้อนั้นมีการใช้มาแล้ว และถูกขโมยมา กรณีเช่นนี้
ผู้ให้เช่าซื้อจะให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบจำนวนงวดมิได้
-
-
ห้ามผู้ให้เช่าซื้อใช้ข้อสัญญาที่เป็นการผลักภาระค่าภาษีอากร
ซึ่งเกิดขึ้นก่อนสัญญาเช่าซื้อให้แก่ผู้เช่าซื้อ
-
-
กรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ
การกำหนดเบี้ยปรับ
ผู้ให้เช่าซื้อต้องกำหนดในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรือmaaของธนาคารกรุงไทย
+10 โดยคิดจากจำนวนเงินที่ผิดนัดชำระเท่านั้น
ซึ่งเดิมผู้ให้เช่าซื้อสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดได้เอง
-
-
กรณีที่ผู้เช่าซื้อจะชำระค่ารถยนต์
หรือจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว ที่เรียกว่าชำระหนี้ปิดบัญชี
ผู้ให้เช่าซื้อต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ
50
ของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
-
-
ส่วนการโอนทางทะเบียน
ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภายใน
30 วัน
นับจากวันที่ผู้เช่าซื้อชำระราคาครบถ้วน
หากผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามนี้ก็ต้องเป็นฝ่ายเสียเบี้ยปรับให้แก่
ผู้เช่าซื้อในอัตรา maa +10 ต่อปี
ของมูลค่าเช่าซื้อเช่นกัน
และเมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์นั้นจะโอนมาเป็นของผู้เช่าซื้อทันที
(ไม่ต้องรอการจดทะเบียนรถยนต์ ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน)
-
-
ผู้ให้เช่าซื้อจะเรียกค่าเสียหาย เบี้ยปรับ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม
ติดตาม ค่าทนายความ ได้ตามที่ได้จ่ายจริง
และต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร
|
|
|