|
|
-
พ่นกันสนิม
|
|
- พ่นกันสนิม/เคลือบสี/สัญญาณกันขโมย
-
-
เมื่อซื้อมาแล้ว สิ่งที่เจ้าของรถมักจะปฏิบัติเหมือน ๆ กัน
คือการนำรถไปพ่นกันสนิม เคลือบสี ติดตั้งสัญญาณกันขโมย
เพื่อให้รถที่ซื้อมาราคาแพง คงสภาพเหมือนใหม่ให้นานที่สุดที่จะทำได้
-
-
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติ และวิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
พร้อมทั้งแนะนำบริษัทที่ดำเนินธุรกิจประเภทนี้เป็นเวลานาน
มีลูกค้าในความเชื่อถือมากมาย
เพื่อคุณจะได้ใช้งบประมาณที่ตั้งไว้อย่างคุ้มค่าที่สุด
-
- พ่นกันสนิม/เคลือบสี
-
ตลาดโดยทั่วไปของธุรกิจพ่นกันสนิม
/ เคลือบสี เริ่มมีขนาดเล็กลง
เนื่องจากปัจจุบันวัสดุที่นำมาประกอบตัวถังรถมีคุณภาพดีขึ้น
พร้อมผ่านกระบวนการป้องกันสนิมคุณภาพมาจากโรงงาน รถยุโรป
บางยี่ห้อถึงกับรับประกันว่า จะไม่เกิดสนิมนานถึง 10
ปี เราจึงไม่ค่อยเห็นรถยนต์ที่เป็นสนิมตามบังโคลน
หรือขอบประตู ฯลฯ,
เหมือนเช่นในสมัยก่อน
เจ้าของรถบางคนจึงคิดว่า ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ต้องไปเสียเงินเพิ่ม
หลังจากที่ซื้อรถใหม่มาแล้ว ในช่วงนี้
ตลาดจึงเป็นของผู้บริโภคที่จะเลือกบริษัทที่มีคุณภาพ
และน่าเชื่อถือในการป้องกันสนิมในราคาที่สมเหตุสมผล
-
-
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางราย ให้ความเห็นว่า ธุรกิจการพ่นกันสนิม
/
เคลือบสีจะโตขึ้น เจ้าของรถจึงต้องการทะนุถนอมให้สามารถใช้งานได้ยาวนาน
อีกทั้ง สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป ยังมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้สีรถหมอง
แตกหรือด้าน เร็วกว่าปกติ ผู้ที่ซื้อรถใหม่จึงมักไปใช้บริการกันสนิม
เคลือบสี ซึ่งปัจจุบันมีราคาไม่แพงนัก ในตลาดล่างจะมีการแข่งขันกันสูง
เนื่องจากรถยนต์มักจะนำมาเป็นของแถมให้แก่ลูกค้าที่ซื้อรถใหม่
-
- ข้อสังเกต
ในการเลือกใช้บริการพ่นสีกันสนิมให้คุ้มค่า มีดังนี้
- 1.
ควรเป็นยี่ห้อที่รู้จักแพร่หลายในระดับสากล
และควรเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ เช่น สหรัฐอเมริกา /
เยอรมัน /
อังกฤษ ฯลฯ
- 2.
ทางศูนย์ต้องมีเครื่องมือพิเศษแบบต่าง ๆ เพื่อที่จะพ่นน้ำยาได้ทั่วถึง
- 3.
เงื่อนไขในการรับประกันต้องสมเหตุสมผล
มีระยะเวลาที่คุ้มครองที่ยาวนานพอสมควร
- 4.
น้ำยากันสนิมที่ดีจริง ไม่จำเป็นต้องพ่นซ้ำซ้อน
ดูตัวอย่างได้จากการป้องกันสนิมจากโรงงานรถยนต์เยอรมันชั้นดี
อยู่ได้นานเกือบ 10
ปี ถ้าไม่มีรอยแผลจากการชน
-
-
ส่วนการเคลือบสีนั้น เนื่องจากไม่มีน้ำยาเคลือบสีแบบถาวร การนำรถไปเคลือบสี
จึงเป็นการเคลือบสีชั่วคราว เท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้ว
ก็คือการจ้างบำรุงรักษาสีรถ โดยที่เราไม่ต้องออกแรง นั่นเอง ดังนั้น
ราคาจึงไม่ควรสูงเกินไปนัก เพราะไม่ใช่ของถาวร
-
- สัญญาณกันขโมย
-
-
สัญญาณกันขโมยเข้ามามีบทบาทกับรถยนต์มากกว่าอุปกรณ์เสริมแต่งอื่น ๆ
โดยเฉพาะรถใหม่ป้ายแดง ดูจากโปรโมชันของค่ายรถยนต์ต่าง ๆ
ที่มักมีการติดตั้งสัญญาณกันขโมยให้พร้อมสรรพ
-
-
ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงระบบการทำงานของสัญญาณกันขโมยว่า
เข้าไปควบคุมในจุดใดบ้าง ทราบแต่เพียงว่า มีรีโมท เปิด/ปิดรถแทนกุญแจ
และป้องกันรถหาย ซึ่งในความเป็นจริง มีรายละเอียดมากกว่านั้น
จึงต้องถามตัวเองก่อนว่า ต้องการอะไรจากอุปกรณ์ดังกล่าว
-
-
การติดตั้งอุปกรณ์สัญญาณกันขโมยหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าภายในรถ เริ่มจากระบบเปิด/ปิดประตู
หรือเซ็นทรัลล็อก ระบบไฟส่องสว่าง และขุดควบคุมการสตาร์ทเครื่องยนต์
รวมทั้งแบตเตอรี่
-
หลายครั้งที่พบว่า เมื่อแบตเตอรี่มีปัญหา
"ไฟอ่อน"
สัญญาณกันขโมยจะทำงานโดยอัตโนมัติ
ส่งเสียงร้องและตัดไฟไม่ให้สตาร์ท บางรายก็พบว่า
การต่อสายไฟในบางจุดไม่เรียบร้อย กระแสไฟผ่านไปยังระบบไฟเลี้ยว
ทำให้ไฟเลี้ยวติดตลอดเวลา ซึ่งผู้ใช้รถบางรายถึงกับทนไม่ได้ต้องถอดทิ้ง
-
-
ส่วนถ้าจะติดตั้งกันจริง ก็มีคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ใช้รถ
ที่คิดจะติดตั้งสัญญาณกันขโมย ตามร้านประดับรถยนต์ ดังนี้
-
- 1.
เลือกยี่ห้อที่มีการระบุแหล่งผลิตแน่นอน และเลือกร้านที่น่าเชื่อถือ
-
- 2.
เงื่อนไขการรับประกันต้องรวมคุ้มครองถึงความเสียหายกับระบบไฟฟ้า
ภายในรถที่เกิดจากติดตั้งและมีใบรับประกันจากบริษัทผู้ผลิต
-
- 3.
ระบบสัญญาณกันขโมยสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องไปติดตั้งอุปกรณ์อื่นเพิ่มเติม
-
- 4.
ราคากับมูลค่ารับประกันต้องสมเหตุสมผล
ไม่ใช่ราคาอุปกรณ์ถูกแต่กำหนดวงเงินจ่ายชดเชยสูง
-
- 5.
มีระยะตรวจเช็กอุปกรณ์ที่แน่นอน ตลอดระยะเวลารับประกัน
- ทางที่ดี
ถ้าบริษัทผลิตรถยนต์มีอุปกรณ์สัญญาณกันขโมยอยู่แล้ว ก็ควรใช้ของเขาไป
เพื่อป้องกันปัญหาในภายหลัง
และเป็นการรักษาสิทธิการรับประกันจากผู้ผลิตรถยนต์เอาไว้
|
|
|