|
|
-
ผลกระทบจากถุงลมนิรภัย
|
|
- ผลกระทบจากถุงลมนิรภัย
- เมื่อ 2-3
ปีที่ผ่านมา
หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยในระบบการจราจรของประเทศสหรัฐอเมริกา
คือ NHTSA (National Highway Traffic Safety Administration)
ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตจากถุงลมนิรภัยจำนวนกว่า 50
คน หลังจากนั้น ปัญหาของถุงลมนิรภัยที่เคยจำกัดอยู่ในวงแคบ
ก็กลายเป็นของร้อนขึ้นมาทันที
-
- ข้อมูลจาก NHTSA
- ในรายงาน ผู้ใหญ่ 19
คนที่เสียชีวิตนั้น มีอยู่ 10 คน
ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 1 คนขาดเข็มขัดนิรภัยผิดวิธี
และอีก 2 คนไม่รู้ว่าคาดหรือไม่ เพราะฉะนั้น
จึงเหลือ 6 คน ที่คาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง แต่
2 ใน 6 คน มีหลักฐานว่า
หมดสติ และฟุบลงกับพวงมาลัยก่อนชน ดั้งนั้น 4 ใน
19 คน คือ ผู้ที่คาดเข็มขัดนิรภัยถูกต้อง
และเสียชีวิตจากการถูกถุงลมนิรภัยกระแทก โดยที่ทั้งหมดเป็นผู้หญิง และ
3 ใน 4 คน
มีความสูงอยู่ระหว่าง 145-160 ซม.
-
- ถ้าดูในจำนวนรวม บังเอิญเหลือเกินที่
15 คน จาก 19
คนที่เสียชีวิต เป็นผู้หญิง
-
- ในด้านของเด็ก 40
คน ที่เสียชีวิต 19 คน
นั่งบนเบาะหน้าโดยไม่มีอะไรยึดรัดตัวเลย 14 คน
นั่งในเบาะนิรภัยสำหรับเด็กชนิดหันหน้าไปท้ายรถยนต์ (Rear-Facing
Child Seat) แต่นำมาวางไว้ที่เบาะหน้า
ซึ่งไม่ถูกต้องอยู่แล้ว 4 คนคาดเข็มขัดนิรภัยชนิด
2 จุด อีก 1 คน
ไม่รู้ว่าใส่หรือไม่ จึงเหลืออยู่ 2 ใน 40
คนที่ใช้อุปกรณ์นิรภัยครบถ้วนถูกต้อง
และเสียชีวิตจากถุงลมนิรภัย
-
- ผลกระทบใน 2 มุมมอง
- มองในแง่ดี
ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพราะถุงลมนิรภัยกระแทก เป็นสาเหตุเดี่ยว ๆ อย่างชัดเจน
มีไม่มากอย่างที่ตกอกตกใจกัน ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตเป็นกลุ่ม
ก็เพราะใช้อุปกรณ์นิรภัยไม่ถูกต้องครบถ้วน และมีถุงลมนิรภัยเป็นปัจจัยร่วม
-
- ในอีกด้านหนึ่ง
ผู้เสียชีวิตทั้งหมดพบว่า เกิดจากการบาดเจ็บที่ศรีษะ และคอเป็นหลัก
ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะต่อการถูกกระแทกโดยถุงลมนิรภัย
และทั้งหมดเกิดอุบัติเหตุ ที่ความเร็วต่ำกว่า 24 กม./ชม.
ทั้งหมดที่เสียชีวิตมีหลักฐานชัดเจนว่า
ถุงลมนิรภัยเป็นสาเหตุหนึ่งด้วยอย่างแน่นอน ไม่มีใครทราบว่า
ในกลุ่มที่หลักฐานไม่ชี้ชัด และไม่ได้รวมข้อมูลไว้ด้วยนั้น
มีเหยื่อของถุงลมนิรภัยมากไปกว่านี้อีกหรือไม่
-
- ใครอยู่ในข่ายเสี่ยง
- การศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่า
เด็กอายุน้อยกว่า 12
ปีบนที่นั่งด้านหน้าซึ่งติดตั้งถุงลมนิรภัย
มีอัตราเสี่ยงสูงกว่าในรถยนต์ที่ไม่มีถุงลมนิรภัย 28%
ทางแก้ปัญหาสำหรับเด็กคือ ควรจะให้เด็กอยู่ที่นั่งหลัง
และใช้อุปกรณ์เสริมให้ถูกต้องกับอายุ และขนาดของเด็ก
หรือตัดการทำงานของถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าออกไปเป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ
-
- หญิงตัวเล็กเสี่ยงมากเป็นพิเศษ
- มีการศึกษาพบว่า ผู้หญิงตัวเล็ก
มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการพองตัวของถุงลมนิรภัยมากเป็นพิเศษ
-
- การจะดูต้นสายปลายเหตุ
ก็ต้องกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์ของถุงลมนิรภัยในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เริ่มพัฒนาขึ้นในราวปี
1970 เมื่อจะนำมาใช้งานจริง
รัฐบาลจึงออกระเบียบควบคุมขึ้น คือ FMVSS 208 (Federal Motor
Vehicle Safety Standard)
ให้ถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์ป้องกันผู้ขับ
และผู้โดยสารที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยเป็นหลัก
เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน NHTSA
กำหนดให้ทดลองโดยใช้ความเร็วในการชน 48 กม./ชม.
กับหุ่นทดลองที่มีน้ำหนัก 75 กก.
-
-
ผลการทดลองที่จะพิสูจน์ได้ว่าหุ่นทดลองปลอดภัย
อ่านจากเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งที่ศรีษะ และหน้าอกของหุ่น
โดยแรงกระแทกไม่เกินเกณฑ์ที่ระบุไว้ ถุงลมนิรภัยจึงต้องพองตัวอย่างรวดเร็ว
และแรง ให้ทันที่จะหยุดยั้งการเคลื่อนที่ของหุ่นไม่ให้พุ่งมาด้านหน้ามากนัก
-
-
ข้อมูลจากห้องทดลองโดยผู้ผลิตรายหนึ่งระบุว่า
แรงกระแทกที่เกิดต่อหุ่นโดยทั่วไปจะมีค่าประมาณ 1,600
ปอนด์เมื่อปะทะกับถุงลมนิรภัย ณ จุดที่พองตัวเต็มที่แล้ว
แต่ถ้าผู้ขับอยู่ใกล้พวงมาลัยมากกว่าปกติในรัศมี 0
ถึง 2 นิ้วจากจุดที่ถุงลมนิรภัยพองตัวสูงสุด
แรงกระแทกจะเพิ่มขึ้นได้เป็น 4,000 –5,000 ปอนด์
จากการทดลองพบว่า แรงปะทะที่เกินกว่า 3,000 ปอนด์
ก็สามารถก่ออันตรายต่อมนุษย์ได้แล้ว
-
- ผู้เคราะห์ร้าย 15
ใน 19 คนที่เป็นผู้หญิง
มีรูปร่างเตี้ย (ในสายตาฝรั่ง)
ทำให้ต้องเลื่อนเบาะใกล้พวงมาลัยมากกว่าปกติ
จึงมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในกลุ่มที่ว่านี้
-
- ป้องกันและแก้ไขอย่างไรดี
-
มีความเห็นหลากหลายมากในการหลีกเลี่ยงอันตรายในกรณีของผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับการบาดเจ็บจากการพองตัวของถุงลมนิรภัย
คือ
-
- -
ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้ให้สิทธิผู้บริโภคเลือกที่จะติดหรือไม่ติดตั้งถุงลมนิรภัยก็ได้
โดยเฉพาะด้านผู้โดยสารตอนหน้า
หรือติดตั้งสวิตช์ตัดการทำงานของถุงลมนิรภัยได้ ซึ่งต้องทำเรื่องร้องขอ
และชี้แจงเหตุผลต่อทางการ
-
- -
ให้ลดความแรงของการพองตัวลง หรือใช้ขนาดยูโรไซส์ที่จะเล็ก
และรุนแรงน้อยกว่าฟูลไซส์ของอเมริกา
-
- -
รณรงค์ให้เด็กอยู่ในเบาะหลังเสมอ เมื่อโดยสารรถยนต์ที่มีถุงลมนิรภัย
และคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
-
- -
ผู้ขับควรอยู่ห่างจากพวงมาลัยมากที่สุดเท่าที่สรีระร่างกายจะอำนวยให้
ระยะที่ห่างจากพวงมาลัย ซึ่งติดตั้งถุงลมนิรภัย อย่างน้อยที่สุดควรเกินกว่า
10 นิ้วฟุต
-
- ผู้ขับในบ้านเรา
คงมีไม่น้อยที่อยู่ในข่ายเสี่ยงที่ว่า ใครรู้ตัวว่ามีความสูงน้อยเข้าเกณฑ์
และใช้รถยนต์ที่มีถุงลมนิรภัยติดตั้งอยู่
จึงควรจะจริงจังกับการใช้เข็มขัดนิรภัยให้มากกว่าปกติ
และพยายามปรับระยะจัดท่านั่งให้ห่างจากพวงมาลัยเกินกว่า 10-20
นิ้วหรือ 1 ฟุตขึ้นไป ส่วนเด็กนั้น
คงต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป เบาะหลังปลอดภัยที่สุด ถ้าจะให้นั่งหน้า
ควรคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ
-
-
|
|
|