|
|
-
ตัวเลขประหยัดน้ำมันฯเชื่อได้หรือไม่
|
|
-
·
ตัวเลขประหยัดน้ำมันฯเชื่อได้หรือไม่
-
เครื่องยนต์ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาขึ้นสวนทางกับขีดจำกัดเดิม ๆ อยู่เสมอ แรงขึ้น
แต่ต้องประหยัดและมลพิษต่ำ ผู้ผลิตทุกรายล้วนทำได้
แต่รายใดประสบความสำเร็จมากหน่อย
ก็ต้องเอาตัวเลขความประหยัดมาโฆษณาเรียกร้องความสนใจ
ผู้บริโภคจะเชื่อตัวเลขเหล่านั้นได้หรือไม่ เพราะเมื่อใช้งานจริง
ไม่เคยทำได้ตามนั้นเลย
-
-
·
ตัวเลขแสดงความประหยัด
- โดยทั่วไปแล้ว
การดูความประหยัดของรถยนต์แต่ละคัน
มักจะใช้ระยะทางกับปริมาตรของน้ำมันเชื้อเพลิงมาคำนวณเปรียบเทียบกัน
ซึ่งทั่วโลกไม่ได้ใช้หน่วยเป็นกิโลเมตร/ลิตรเสมอไป
ต้องแล้วแต่หน่วยปริมาตรหรือหน่วยระยะทางที่ใช้ในประเทศนั้น ๆ เช่น ไมล์/แกลลอน
แกลลอนก็มีหลายหน่วย หรืออย่างในยุโรป แม้จะเป็นกิโลเมตร/ลิตรเหมือนที่คนไทยนิยม
แต่ก็ต่างกัน เพราะคิดและแสดงผลออกมาเป็น กี่ลิตรต่อ 100
กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องดูให้ละเอียด
-
- ถ้าจะเปรียบเทียบกันในแบบต่างหน่วย
ก็ต้องคำนวณกันให้ถูกต้อง ระยะทาง 1 ไมล์ =
1.609334 กิโลเมตร ปริมาตร 1
แกลลอนยูเอส = 3.7853 ลิตร 1
แกลลอนอังกฤษ = 4.5496 ลิตร
- ในไทยนิยมแสดงผลหรือคิดกันเป็นอัตรา
กิโลเมตร/ลิตร เพราะใช้การวัดระยะทางเป็นกิโลเมตร
และจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในหน่วยลิตร
- วิธีทดสอบ
- ในเอกสารโฆษณาของบริษัทรถยนต์
มักมีการอ้างอิงถึงความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
และมักจะมีข้อความกำกับเกี่ยวกับเส้นทางทดสอบ ลักษณะ
และความเร็วประมาณเท่าไร หรือบอกเพียงขับความเร็วคงที่ ที่ 90
กิโลเมตร/ชั่วโมง ในสนามทดสอบ
หรือบนทางหลวง ฯลฯถ้าเป็นตัวเลขจากผู้ผลิต
มักจะเป็นการทดสอบด้วยความเร็วคงที่ ในสนามทดสอบหรือเส้นทางเรียบโล่ง
เพื่อไม่ให้ตัวแปรอื่น ๆ มากวน เพราะแสดงผลได้แม่นยำ และถ้ามีการทดสอบซ้ำ
ก็น่าจะผลใกล้เคียงเดิมที่สุด
-
- การขับก็มักจะนั่งคนเดียว
การวัดใช้เครื่องมือพิเศษ ไม่ใช่ดูจากตัวเลขบนมาตรวัดบนหน้าปัด
เพราะอาจมความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ โดยอาจทำถังน้ำมันเชื้อเพลิงแบบใส
แยกออกมาแสดงปริมาตรอย่างชัดเจน
-
การวัดระยะทางทำด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ปรับตั้งจนตรงกับระยะทางจริง ๆ
ต่างจากมาตรวัดบนหน้าปัดที่มีเพี้ยนน้อยกับเพี้ยนมาก
- การทำความเร็วคงที่มีระบบควบคุมพิเศษ
เพื่อให้รอบเครื่องยนต์และความเร็วของรถยนต์นิ่งคงที่จริง ๆ
- เส้นทางทดสอบทำในสนามเฉพาะ
ที่ลมไม่แรง เส้นทางเรียบโล่งไม่มีรถยนต์คันอื่น ๆ มากวน
บางครั้งมีการล็อกคันเร่งกันโดยคนขับไม่ต้องเหยียบ มีการทดสอบหลายครั้ง
จนมั่นใจว่าได้ตัวเลขที่แน่นอน จึงนำผลทดสอบนั้นออกมาโฆษณา
เพราะหน่วยงานที่คุ้มครองผู้บริโภคสงสัยแล้วให้ทดสอบซ้ำ
จะได้ใกล้เคียงกันและไม่โดนเล่นงาน
-
-
ผู้ผลิตทุกรายต้องพยายามทดสอบให้ได้ตัวเลขออกมาประหยัดมาก ๆ
เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ซื้อ
แต่เงื่อนไขการทดสอบไม่ตรงกับการใช้งานจริง เช่น การขับด้วยความเร็วคงที่
60 กม./ชม.
และปิดแอร์ ซึ่งไม่มีใครขับช้าขนาดนั้นบนทางหลวง
และผู้ใช้รถยนต์เกือบทั้งหมดก็ต้องเปิดแอร์ขณะขับ
-
-
ระยะหลังมานี้ก็ยังมีผู้ผลิตรถยนต์หลายราย
ที่ยังใช้เงื่อนไขการทดสอบแตกต่างจากการใช้งานจริงอยู่ไม่น้อย
แต่ก็เริ่มมีผู้ผลิตบางรายที่เพิ่มความเร็วที่ใช้ในการทดสอบ เช่น
ใช้ความเร็วคงที่ในช่วง 80 กม./ชม.
ไล่ไปจนถึง 120 กม./ชม.
แต่ก็ไม่มากรายนัก
เพราะตัวเลขความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ออกมาเป็นกิโลเมตร/ลิตรจะน้อย
จนลดความน่าสนใจลงไปด้วย
-
- อาจมีข้อโต้แย้งว่า
การขับด้วยความเร็วคงที่
ย่อมประหยัดกว่าสภาพการขับจริงที่ต้องมีการลดและเพิ่มความเร็วบ่อยกว่า
นั่นเป็นเรื่องจริง แต่การที่บริษัทรถยนต์ต้องทำเช่นนั้น
เพราะต้องการให้มีเงื่อนไขที่อ้างอิงได้ชัดเจน
-
- ถ้าจะทดสอบคล้ายกับการใช้งานจริง
ก็อาจจะได้ผลที่ผิดเพี้ยนจากสารพัดตัวแปร และดูเลื่อนลอย เช่น
บอกว่าขับทางไกล แล้วขับแบบไหน เร่งแซงบ่อยหรือไม่
เส้นทางคดเคี้ยวหรือการจราจรคับคั่งหรือเปล่า หากบอกว่าขับในเมือง
เดี๋ยวจอด เดี๋ยวออกตัว ในเมืองการจราจรติดขัดขนาดไหน
ทางด่วนรวมด้วยหรือไม่ ตัวแปรมากมายเต็มไปหมด
-
- ดังนั้น
ถ้าใครสนใจตัวเลขความประหยัดจากผู้ผลิต ก็ควรนำมาอ้างอิงบ้างเท่านั้น
โดยมองกว้าง ๆ ว่า ในการขับจริงนั้นใช้ความเร็วสูงกว่าและไม่ค่อยคงที่
เปิดแอร์ นั่งหลายคน ความประหยัดต้องไม่เท่ากันแน่ ๆ
โดยอาจแตกต่างกันหลายกิโลเมตร/ลิตร
ส่วนการขับในเมือง เดี๋ยวเร่งเดี๋ยวจอดนั้น
ย่อมกินน้ำมันมากกว่าขับทางไกลที่ความเร็วคงที่ เป็นเรื่องปกติ
-
-
ไม่ใช่ผู้ผลิตแสดงตัวเลขเกินจริงเสมอไป เพราะถ้ามีหน่วยงานราชการสงสัย
ขอทดสอบซ้ำแล้วไม่ได้ผลตามที่ระบุไว้ อาจมีปัญหาได้
แต่เป็นเพราะเงื่อนไขการทดสอบมีความแตกต่างจากการใช้งานจริง
และมักเป็นเงื่อนไขแปลก ๆ ที่ทำให้ตัวเลขออกมาสวย ๆ
-
·
ทำไมประหยัดขึ้น
-
เงื่อนไขในการทดสอบของผู้ผลิตตลอดนับสิบปีที่ผ่านมามักคล้ายกัน เช่น
ใช้ความเร็วคงที่ ปิดแอร์ ขับคนเดียว บนเส้นทางเรียบโล่ง
แต่ทำไมระยะหลังมานี้ รถยนต์ส่วนใหญ่ประหยัดขึ้น
-
- สมัยก่อน
ตัวเลขของรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน ระดับ 1,300 – 1,600
ซีซี ขับด้วยความเร็วคงที่ช้า ๆ ยังป้วนเปี้ยนแถว ๆ
20 กิโลเมตร/ลิตร โม้หรือเปล่า
- ในทางวิศวกรรมแล้ว
ผู้ผลิตทุกรายล้วนพยายามพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีกำลังสูงขึ้น
โดยไม่ต้องเพิ่มซีซี แต่มีความสิ้นเปลืองและมลพิษต่ำลง
- จริงอยู่ ม้าต้องกินหญ้าถึงจะมีแรง
แต่ก็อยากให้หญ้าหมายถึงน้ำมันเชื้อเพลิงที่กินเข้าไป
แปรสภาพเป็นกำลังงานให้ได้มากที่สุด
เมื่อมีกำลังมากขึ้นต่อน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละหยด
ก็สามารถเลือกอัตราทดของระบบส่งกำลังให้อื้อต่อสมรรถนะและความประหยัดควบคู่กันได้
-
มีหลากหลายเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องยนต์ยุคใหม่เป็นเช่นนั้น เช่น
ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ฝาสูบที่ดี โลหะวิทยาที่ทั้งทำให้ชิ้นส่วนเบา
ลื่น และทนทาน ฯลฯ
-
- ลองนึกง่าย ๆ ว่า
รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ 1,600 ซีซี รุ่นเมื่อ
10-20 ปีที่แล้ว มีเรี่ยวแรงไม่ถึง 100
แรงม้า พอมาถึงรุ่นปัจจุบัน ซีซีเท่าเดิม แต่แรงกว่าเดิม
จนแรงถึงระดับ 130-150 แรงม้า ในขณะที่กินน้ำมันพอ
ๆ กับแต่ก่อนหรือประหยัดกว่า
- จริง ๆ แล้ว
ตัวเลขความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ผลิตส่วนใหญ่นั้นเชื่อถือได้
อย่าเพิ่งรีบมองว่าโม้ เพราะมักมีการทดสอบกันอย่างละเอียด
แม้จะทำโดยทีมงานเอง ซึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ได้ตัวเลขสวย ๆ
แต่ก็อยู่ในเงื่อนไขที่ระบุไว้เสมอ และไม่ตรงกับลักษณะการใช้งานจริง
ถ้าตัวเลขความสิ้นเปลืองแตกต่างกันก็ไม่น่าแปลกใจ
|
|
|