|
|
-
ซื้อรถใหม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
|
|
- ซื้อรถใหม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
-
·
ฟิล์มกรองแสง
- ในปัจจุบัน
ในตลาดมีฟิล์มกรองแสงสารพัดยี่ห้อ แตกต่างทั้งราคา และคุณภาพ
โดยมีการปั่นราคาสร้างภาพเกินจริงในหลายยี่ห้อ จึงทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่า
ยี่ห้อที่มีราคาแพง จะมีคุณภาพดีกว่ายี่ห้อที่มีราคาถูกเสมอไป
- เช่น ยี่ห้อ A
ราคาพร้อมติดคันละ 3,000 บาท
ส่วนยี่ห้อ B ราคา 6,000
บาท แพงกว่ากันเท่าตัว แต่อาจทนทาน มีการกรองแสง
และกรองความร้อนดีกว่านิดเดียวเท่านั้น
ไม่ได้เด่นกว่าเป็นเท่าตัวเหมือนราคาก็เป็นได้ ในตลาด
จึงมีฟิล์มกรองแสงราคาแพงที่สร้างภาพได้ดี
จนสามารถตั้งราคาได้แพงเกินคุณภาพในหลายยี่ห้อ
- ฟิล์มกรองแสงบางยี่ห้อ
ก็เน้นราคาถูกไว้ก่อน ทำตลาดด้วยการตัดราคา และลดคุณภาพลงไป เช่น
เน้นทึบแสง กรองแสงดี แต่กรองความร้อนไม่ดี ทัศนะวิสัยแย่
เพราะมองทะลุไม่ดี หรือหลอกตา ซึ่งอาจเกิดอันตรายในการขับขี่ได้
รวมทั้งไม่ทนทาน ใช้ได้แค่ 1-2 ปีก็เริ่มเสื่อมสภาพ
ฟิล์มกรองแสงบางยี่ห้อสามารถติดตั้งทั้งคันในราคาแค่ประมาณ 1,000
บาทเท่านั้น
-
- หากเป็นเงื่อนไขของผู้ขายว่า
จะแถมการติดฟิล์มกรองแสงให้ฟรี ควรตรวจสอบรานละเอียดให้ดีว่า
เป็นฟิล์มกรองแสงยี่ห้อใด รุ่นใด มีตัวอย่างหรือไม่ ไม่ใช่บอกลอย ๆ
ว่าจะเอาจะเอาทึบกี่เปอร์เซ็นต์ ควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ
ถ้าทราบถึงร้านติดตั้งด้วยก็ดี เพราะฟิล์มกรองแสงที่ติดมาเสร็จแล้ว
จะทราบยี่ห้อได้ยาก ซึ่งหากไม่สะดวกในการติดตามไปดู ฟิล์มกรองแสงยี่ห้อดัง
ๆ มักจะมีใยรับประกันคุณภาพ ซึ่งระบุร้านติดมาให้ด้วย
- การเลือกฟิล์มกรองแสงควรทราบไว้ว่า
คุณภาพการกรองแสงกับการกรองความร้อนแตกต่างกัน
ฟิล์มกรองแสงที่กรองแสงได้มาก อาจกรองความร้อนได้น้อย หรือฟิล์มกรองแสงใด ๆ
กรองแสงได้น้อย แต่อาจกรองความร้อนได้ดีกว่าก็เป็นได้
-
·
กันขโมย
-
หมายถึงระบบกันขโมยที่ติดตั้งเพิ่มเติม
ทั้งแบบที่ได้รับการแถมจากผู้จำหน่าย
หรือผู้ซื้อที่จ่ายเงินติดตั้งเพิ่มเองเพื่อป้องกันปัญหาใหญ่ที่แก้ยาก
โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นเด่นดัง
ที่มีการสั่งซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านยิ่งต้องระวัง
- ไม่มีอุปกรณ์กันขโมยใดป้องกันได้
100% แม้แต่ยี่ห้อดัง ๆ
บางยี่ห้อก็ยังแถมกรมธรรม์ประกันภัยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้า
- โดยรวมแล้ว น่าจะเรียกระบบกันขโมยว่า
ระบบหน่วงเวลาขโมยหรือระบบเบี่ยงเบนความสนใจของขโมย
เพราะเมื่อต้องใช้เวลามากขึ้น หากมีรถคันอื่นที่น่าสนใจ
หรือขโมยได้ง่ายกว่า เนื่องจากไม่มีระบบป้องกันขโมย
ขโมยก็อาจเปลี่ยนความสนใจไปโจรกรรมรถคันอื่นแทน
- ระบบกันขโมยแบ่งออกเป็น 2
แบบหลัก คือ แบบกลไก เช่น ล็อกเกียร์ ล็อกคลัตช์
ล็อกพวงมาลัย และแบบอิเล็กทรอนิกส์ รีโมทคอนโทรล ฯลฯ
ถ้าจะให้ขโมยต้องใช้เวลามากขึ้นในการโจรกรรม ควรติดตั้งแบบกลไก 1
ตัว และแบบอิเล็กทรอนิกส์ 1 ตัว
ร่วมกันถ่วงเวลาขโมย
- ควรเลือกอย่างรอบคอบ
เพราะบางยี่ห้อติดแล้วไม่ค่อยได้ประโยชน์ เสียเงินเปล่า
โดยเฉพาะตัวล็อกวงพวงมาลัย เพราะสามารถตัดที่ตัววงพวงมาลัยได้ง่ายกว่า
ตัวล็อก หรือตัวล็อกคันเกียร์ ที่เคยโชว์กันว่าใช้เวลาสกัดออกไม่เกิน
3 นาที ไม่ต้องสะเดาะกุญแจให้เสียเวลา
- ท้ายที่สุด
ก็ไม่ควรไว้ใจระบบกันขโมยใด ๆ ประกันภัยชั้น 1
ที่ครอบคลุมการสูญหายในวงเงินสูง ๆ จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
-
·
เคลือบสี
- คนไทยรักสวยรักงามอยู่แล้ว
และรถก็เป็นทรัพย์สินมีค่า ไทยจึงเป็นประเทศอันดับต้น ๆ
ในโลกที่มีรถสีสวยสะอาดเอี่ยมแล่นอยู่บนถนนเป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่ารถที่สกปรก
ต่างจากชนชนติอื่น ๆ ที่ขับรถสกปรกกันเกลื่อนถนน นอกจากนั้น
รถคันหนึ่งก็ใช้งานกันเกิน 10-20 ปี
ไม่ว่าจะใช้คนเดียวหรือขายต่อเปลี่ยนมือ
สภาพของสีก็มีส่วนสำคัญกับการใช้งาน และราคาขายต่อ
-
รถใหม่มีการพ่นเคลือบสีให้เงางามมาจากโรงงานแล้วทุกคัน
จึงไม่มีความจำเป็นที่จะใช้น้ำยาหรือแว็กซ์ใด ๆ เคลือบซ้ำ
แต่การใช้น้ำยาเคลือบลงไปอีกชั้นหนึ่ง ก็สามารถเพิ่มความเงางาม
และความทนทานได้บ้าง เสมือนเป็นเกราะชั้นที่ 2
นั่นเอง
-
- ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า
การเคลือบสีรถใหม่ไม่มีความจำเป็น แต่ทำแล้วไม่มีผลเสียใด ๆ นอกจากเสียเงิน
ดังนั้น ควรเลือกจ่ายเงินอย่างคุ้มค่า
เพราะทั้งร้านที่รับเคลือบหรือน้ำยาที่ซื้อมาเคลือบเอง
บางยี่ห้อไม่ได้แพงเพราะคุณภาพ แต่แพงเนื่องจากการสร้างภาพปั่นราคา
- ส่วนจะเคลือบเอง
หรือให้ร้านบริการเคลือบให้ก็ตามสะดวก แต่ราคาก็แตกต่างกัน
น้ำยาเคลือบที่ขายอยู่ทั่วไป นำมาเคลือบเอง หลายยี่ห้อไม่แพง
และคุ้มค่ากว่าการจ้างร้านเคลือบ
-
·
กันสนิม
- รถทุกคันจากโรงงาน
มีการชุบสารกันสนิมมาในกระบวนการการพ่นสีแล้ว เป็นการชุบด้วยสารเคมี
และมีขั้นตอนดีเยี่ยม ไม่ใช่แค่พ่นตัวถังชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กจองรถรุ่นใหม่
ๆ จึงทนทานต่อสนิมได้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
และหลายรุ่นรับประกันถึง 10 ปีก็มี
- คล้ายกับกรณีของสารเคลือบสี คือ
การพ่นกันสนิมในภายหลัง ไม่มีความจำเป็น แต่ทำแล้วไม่มีผลเสียใด ๆ
เพราะเสมือนเป็นเกราะชั้นที่ 2 แต่ต้องเสียเงิน
ดังนั้น ถ้าจะทำกันจริง ๆ ควรเลือกจ่ายเงินอย่างคุ้มค่า
เลือกดูยี่ห้อว่าน่าเชื่อถือได้ในคุณภาพ
-
·
เบาะหนังแท้
-
จากสมัยก่อนที่มีเฉพาะรถราคาแพงหลายล้านบาทเท่านั้นที่จะมีเบาะหุ้มหนังแท้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่รถคันละต่ำกว่าล้านบาทก็มีให้
หรือสามารถสั่งให้หุ้มหนังแท้ได้ทั้งคันในราคาเพียง 15,000-30,000
บาทเท่านั้น เพราะมีร้านรับหุ้มเบาะหนังแท้เกิดขึ้นมากมาย
จึงมีกรแข่งขันทั้งในด้านราคา และคุณภาพ
-
ลูกเล่นของร้านหุ้มเบาะอยู่ที่ชนิดของหนังที่จะนำมาหุ้ม
หนังแท้มีหลายเกรดหลายคุณภาพ ทั้งความสวยงาม และความทนทาน
หนังแท้ที่ทำเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน โดยทั่วไปจะมีความทนทานต่ำกว่า
เพราะไม่ต้องโดนความร้อนความชื้นมาก
- นอกจากนั้น
ยังมีประเด็นสำคัญอยู่ที่ปัจจุบันนี้
มีหนังเทียมหรือไวนิลที่ผลิตออกมาได้เกือบเหมือนหนังแท้
ชนิดที่ว่าถ้าไม่ใช่เซียนก็จับผิดยากหรือถ้าไม่พลิกด้านหลังเพื่อดูขนของหนังก็แทบจะไม่ทราบ
-
ลูกเล่นของร้านหุ้มเบาะหนังแท้หรือบริษัทรถที่พบกันบ่อย คือ
ใช้หนังแท้เฉพาะแผ่นหน้า และแผ่นนั่งที่สัมผัสกับตัวคน
ส่วนด้านริมหรือด้านหลัง ทั้งเบาะหน้าและเบาะหลังใช้หนังเทียมที่มีสี
และเนื้อคล้ายกับหนังแท้ นำมาเย็บประกบกัน หากไม่จ้องใกล้ ๆ ไม่เอามือคลำ
หรือไม่พลิกดูด้านหลัง ก็แทบจะไม่ทราบเลยว่ามีการนำหนังแท้
และหนังเทียมมาเย็บผสมในเบาะตัวเดียวกัน
-
·
ประกันภัย
- ท่ามกลางการแข่งขัน
ทำให้เกิดความแตกต่างของราคาเบี้ยประกันภัย
เพราะมีหลายบริษัทประกันภัยในท้องตลาด ราคาที่แตกต่างกัน
อาจทำให้เกิดความแตกต่างกันทั้งการบริการ ความรวดเร็วหลังเกิดอุบัติเหตุ
รวมทั้งจำนวนเงิน และความฉับไวในการจ่ายค่าเสียหาย
-
ลูกเล่นบริษัทประกันภัยมีมากมายไม่รู้จบ
ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารายที่คิดค่าเบี้ยประกันภัยไม่แพง
จะมีบริการที่แย่เสมอไป
-
-
ก่อนติดสินใจว่าจะทำประกันภัยกับที่ใด
ควรสอบถามเพื่อนฝูงหรือคนที่เคยใช้บริการ รวมถึงอ่านเงื่อนไข
และการจ่ายค่าเสียหายต่าง ๆ ในกรมธรรม์ให้ละเอียดที่สุด
|
|
|