|
|
-
จุดด้อยที่ถูกมองข้ามของ
|
|
- จุดด้อยที่ถูกมองข้ามของ “ออฟโรด”
- ตลาดรถยนต์ที่กำลังมาแรง
เพราะได้รับการยอมรับว่าใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์
แต่การใช้งานที่ผิดประเภทตามความเป็นจริงของพื้นฐานการพัฒนา
อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้
ออฟโรดก็เป็นรถที่มีทั้งข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง
-
- ออฟโรด
ยานยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ คันโย่ง
หรือที่เรียกกันว่า SUV (SPORT UTILITY VEHICLE)
ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5
ปีที่ผ่านมา แต่กลับเป็นความนิยมตามกระแสสังคม แฟชั่น
ความเท่ ความโก้เก๋ หรือความสวยงาม
โดยไม่ตรงกับคุณสมบัติเด่นทางวิศวกรรมเท่าใดนัก
-
- รถยนต์ขับเคลื่อน 4
ล้อแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ
รถยนต์คันเตี้ยแบบรถยนต์นั่ง เช่น ซูบารุ ฯลฯ และรถยนต์คันโย่งแบบออฟโรด
สารพัดรุ่นหลากยี่ห้อ ส่วนใหญ่เป็นทรงกึ่งแวน เป็น 3
หรือ 5 ประตู ห้องโดยสารทรงยาว
มีประตูบานท้าย สะดวกต่อการขนย้ายสัมภาระ
- สำหรับในเมืองไทย ที่ไม่มีหิมะตก
มีแค่ฝนตกบ่อย แต่ก็แห้งเร็วเพราะเป็นเมืองร้อน
จึงแทบไม่มีความจำเป็นในการใช้รถยนต์นั่งแบบขับเคลื่อน 4
ล้อ เช่น ซูบารุ อิมเพรซา เทอร์โบ วอลโว่ วี70
เอ็กซ์ซี ฯลฯ ที่มีการยึดเกาะถนนสูง
การทำตลาดของรถยนต์กลุ่มนี้จึงมีน้อยมาก และมักเป็นรถยนต์ราคาแพง
สมรรถนะสูง ยอดจำหน่ายก็น้อยตามความจำเป็นในการใช้งาน
-
- ดังนั้น สำหรับคนไทย
เมื่อนึกถึงรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็มักจะหมายถึง
ออฟโรดคันสูงโย่ง หรือเอสยูวี มากกว่ารถยนต์ขับเคลื่อน 4
ล้อที่เป็นเก๋ง
-
- ความสวย ความเท่ เป็นหลัก
- มีประโยคเหน็บแนมที่ได้ยินกันบ่อย ๆ
ว่า “ซื้อออฟโรดแล้วเคยลุยหรือเปล่า
ไม่กล้าลุยเพราะกลัวพังใช่หรือไม่ แค่โดนกิ่งไม้ขูดเบา ๆ ก็เสียดายแล้ว”
ซึ่งเป็นความจริงสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่มีออฟโรด
แต่ไม่ได้ใช้นอกถนนตามชื่อแต่อย่างใด กลับซื้อมาใช้ออนโรดเป็นหลัก
-
- กลุ่มคนเหล่านี้
ไม่ได้ขับรถยนต์บนเส้นทางวิบากสุดโหด จนต้องใช้สมรรถนะของระบบขับเคลื่อน
4 ล้ออย่างเต็มที่ แต่สนใจด้านความสวยงาม
ความโก้เก๋ในสังคม และก็บังเอิญว่ารถยนต์ออฟโรดส่วนใหญ่มีราคาแพง
แม้แต่ปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็มีราคาแพงถึง
6-7 แสนบาท
บางคนเกิดความรู้สึกหรูหราควบคู่กันกับความเท่เมื่อขับรถยนต์ออฟโรด
-
- แม้ไม่มีใครตัดสินว่า
ขับรถยนต์ออฟโรดแล้วจะเป็นเช่นนั้นในสังคม แต่ก็ไม่มีใครดูแคลน
ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากราคาที่แพง
และสำหรับผู้ชายที่ครอบครองออฟโรดแล้วยังตกแต่งเพิ่ม หลายคนก็บอกว่าดูลุย ๆ
เป็นผู้ชายพันธุ์แกร่ง
-
- ถนนไม่ดี ต้องออฟโรด ต้องคันโย่ง
จุดเด่นหรือจุดด้อยแน่?
- ความนิยมที่เพิ่มขึ้น
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมุมมองที่ว่า ถนนเมืองไทยไม่ค่อยเรียบ ทั้งในเมือง
และทางหลวง ล้วนมีหลุมมีบ่อ เป็นลูกคลื่น มีการปะซ่อมเกือบตลอดเส้นทาง
ทั้งยังไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่า
ตรงไหนจะมีหลุมดักอยู่จนเกิดอุบัติเหตุได้ ซ้ำร้ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว
ก็ยังไม่สามารถฟ้องร้องใครได้อีกด้วย
-
- หลายคนพบถนนแย่ ๆ แบบนั้นบ่อย ๆ
จึงอาจคิดไปเองว่า ถนนเมืองไทยเหมาะกับปิกอัพหรือออฟโรดเท่านั้น
ที่จะสามารถลุยผ่านไปได้โดยช่วงล่างไม่พัง
-
- แนวคิดนี้มีส่วนถูกต้องบ้างเท่านั้น
แต่ยังมีส่วนผิดอยู่มากกว่า เพราะแม้ถนนในไทยจะแย่ แต่ก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด
และยังไม่ถึงขนาดเป็นหลุมโลกพระจันทร์ สามารถขับผ่านไปด้วนรถเก๋งธรรมดาได้
-
-
การนำปิกอัพหรืออฟโรดคันโย่งขับถนนที่ไม่เรียบกริบ
เป็นความจริงที่ช่วงล่างจะมีความทนทาน
เพราะโดยพื้นฐานของรถบรรทุกอย่างปิกอัพ หรือรถยนต์พันธุ์ลุยอย่างออฟโรด
ถูกออกแบบให้ช่วงล่างมีความแข็งแกร่งกว่ารถเก๋งทั่วไปอยู่แล้ว
-
-
ความแข็งแรงของช่วงล่างรองรับกับสภาพถนนแย่ ๆ ได้
แต่ก็มีจุดสำคัญที่มองข้ามกันไป ชนิดที่ได้อย่างเสียอย่างเป็นธรรมดา
เพราะปัญหาใหญ่อยู่ที่ประสิทธิภาพจองระบบช่วงล่างและระบบเบรก
กับความสูงโดยรวมของตัวรถยนต์
-
- ปิกอัพขับเคลื่อน 4
ล้อ มักมีประสิทธิภาพของช่วงล่างโดยรวมด้อยกว่าเก๋ง
เพราะพื้นฐานถูกออกแบบมาเพื่อการบรรทุก ทั้งแหนบ สปริง ทอร์ชันบาร์
หรือโช้กอัพ ไม่ได้เน้นถึงประสิทธิภาพในช่วงความเร็วสูงแต่อย่างใด
เมื่อบวกเข้าไปกับความสูงโย่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากใช้ความเร็วสูงเกิน
100 กม./ชม.
บนทางเรียบ ปิกอัพขับเคลื่อน 2
หรือ 4 ล้อ
จะมีประสิทธิภาพในการบังคับควบคุมการทรงตัว ทิศทาง และเบรก
แย่กว่ารถเก๋งโดยทั่วไป
-
- ส่วนรถยนต์ออฟโรดพันธุ์แท้ มีราคาแพง
แม้จะมีการเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานออนโรดบนถนนปกติ
และดีกว่าปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อ
โดยมีการออกแบบระบบช่วงล่าง และระบบเบรกให้ใช้งานในช่วงความเร็วสูงได้ดี
แต่ส่วนใหญ่ ก็ยังสู้เก๋งในระดับราคาเดียวกันไม่ได้ ยังด้อยกว่าเสมอ
ด้วยความสูงโย่งของตัวถัง
-
- เมื่อ 2-3
ปีก่อน มีรายงานชัดเจนถึงผลการวิจัยอย่างละเอียดในสหรัฐอเมริกาว่า
ความเข้าใจของผู้ใช้รถยนต์ที่ว่า การขับรถยนต์ออฟโรดคันโย่ง
จะมีความปลอดภัยมากกว่าการขับรถเก๋ง เพราะตำแหน่งที่นั่งสูง
ทำให้มองได้ไกลกว่า…เป็นความเข้าใจผิด
-
- ผลการวิจัยและเก็บข้อมูลพบว่า
การใช้รถยนต์ออฟโรดคันโย่งบนทางหลวงสายเรียบด้วยความเร็วสูง (ในสหรัฐอเมริกา
กำหนดที่ประมาณ 110-120 กม./ชม.
เท่านั้น)
จะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่ารถเก๋ง เพราะ 1.
ความสูงโย่ง ทำให้มีโอกาสเสียการทรงตัวหรือพลิกคว่ำ
เมื่อมีการหักเลี้ยวหรือหลบหลีกกระทันหัน และ2.
ส่วนใหญ่
ระบบช่วงล่างมีประสิทธิภาพในการควบคุมด้อยกว่ารถเก๋งในระดับเดียวกัน
-
- ลบความเข้าใจผิดว่า
การใช้ออฟโรดบนทางหลวงจะมีความปลอดภัยมากกว่ารถเก๋ง
เพราะเหนือกว่าแค่ความทนทานในระยะยาว
แต่การบังคับควบคุมในการขับด้อยกว่าแน่ หรือจะไม่ด้อยกว่ามาก
ก็ต่อเมื่อใช้ความเร็วไม่เกิน 80-100 กม./ชม.
-
- หากยังไม่เชื่อ ลองนึกในใจว่า
ในช่วงความเร็ว 120 กม./ชม.
แบบที่เห็นกันบ่อย ๆ
ถ้าต้องแตะเบรกหรือหลบหลีกอย่างกระทันหัน ก็คงพอทราบว่าออฟโรด
หรือปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อ
กับรถเก๋งที่มีระดับราคาเดียวกัน รถยนต์ประเภทใด
จะมีความปลอดภัยในการหลีกเลี่ยงการชน
หรือมีประสิทธิภาพในการบังคับควบคุมมากกว่ากัน
-
- สารพัดจุดด้อยที่ควรทราบ
- ราคาใหม่แพง แต่ขายต่อราคาตก
– ถึงจะได้รับความนิยม
แต่ก็ยังไม่ใช่รถยนต์กลุ่มหลักในการทำตลาดอย่างปิกอัพหรือเก๋ง
รถยนต์ออฟโรดเมื่อออกจาโชว์รูม จึงมีราคาแพง เช่น ปิกอัพขับเคลื่อน
4 ล้อ ราคาอยู่แถว ๆ 6-7 แสนบาท
ออฟโรดดัดแปลงจากปิกอัพคันละแถว ๆ หรือกว่าล้านบาท ออฟโรดสำเร็จรูปคันละ
1.2-5 ล้านบาท แต่เมื่อขายต่อ
ส่วนใหญ่ก็จะมีเปอร์เซ็นต์การลดลงของราคามากกว่ารถเก๋งหรือปิกอัพที่อยู่ในความนิยม
-
- แข็งแรงกว่า ซ่อมอาจแพงกว่า -
รถยนต์ออฟโรดหรือปิกอัพขับเคลื่อน 4
ล้อ ย่อมถูกเลือกใช้ชิ้นส่วนของระบบช่วงล่างที่แข็งแรงกว่า
เตรียมพร้อมสำหรับการลุย จึงมีโอกาเสียยากกว่า แต่เมื่อต้องเปลี่ยน
บ่อยครั้งพบว่า มีราคาแพงกว่ารถเก๋งในระดับเดียวกัน
-
- ถ้าเป็นปิกอัพ สะเทือนกว่า –ในกรณีของปิกอัพขับเคลื่อน
4 ล้อ มักจะขาดความนุ่มนวลของระบบช่วงล่าง
เพราะไม่ใช่ปิกอัพแบบที่คนอเมริกันนิยมใช้
ซึ่งกำเนิดมาจากแนวคิดที่ต้องการให้เป็นรถยนต์นั่ง แต่ปิกอัพในไทย
กำหนดขึ้น และถูกบังคับให้ผลิตขึ้นบนพื้นฐานของการบรรทุก
ถูกบังคับให้ต้องใช้แหนบที่รองรับการบรรทุกได้ 1-1.5
ตัน ระบบช่วงล่างจึงขาดความนุ่มนวล
และด้อยในการบังคับควบคุมกว่ารถเก๋งหรืออฟโรดสำเร็จรูป
-
- กินน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า –
รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ มีเพลา
4 ล้อ มีเพลากลาง มีระบบขับเคลื่อน
จึงมีน้ำหนักโดยรวมมากขึ้น แม้ตอนที่ใช้แค่ระบบขับเคลื่อน 2
ล้อ ก็ยังมีอุปกรณ์เหล่นนี้ถ่วงน้ำหนักอยู่
ย่อมกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น หากคันใดใช้ยางที่มีขนาดใหญ่ (ที่เรียกกันว่า
ล้อโต) น้ำหนักก็มาก หน่วงการหมุนมาก
ก็ยิ่งทำให้กินน้ำมันมากขึ้นไปอีก
-
- เสียงดัง –
ถ้าใช้ยางดอกลุย บั้งห่าง ดอกแท่งใหญ่
การขับบนถนนเรียบจะมีเสียงรบกวนจากยางกรีดถนนมากกว่าปกติ
-
- บทความนี้
นำเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง
เจ้าของเงินย่อมมีสิทธิ์ในการใช้จ่าย และขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัว
จะซื้อออฟโรดไปขับออนโรดล้วน ๆ ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล
แต่ก็ควรทราบจุดด้อยกันไว้บ้าง
-
-
|
|
|