-
·
เครื่องหลวม…ซื้อหรือซ่อมดี
-
เครื่องยนต์อันเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนของรถยนต์ทุกคัน
ชิ้นส่วนที่จะต้องทำงานอยู่ทุกวินาที
ย่อมมีการศึกหรออย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่ารถคันใดจะใหม่หรือเก่า
ก็หนีไม่พ้นการหมดอายุ การใช้งานของเครื่องยนต์ ปัญหาที่จะต้องพบก็คือ
จะทำอย่างไร ให้รถกลับไปมีเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์อย่างคุ้มค่าเงินที่สุด
และมี 2
ทางเลือกที่จะต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ คือ การซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า
และเปลี่ยนเครื่องยนต์(ใช้แล้ว)ตัวใหม่
ซึ่งทั้ง 2 ทางเลือก
ต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกตางกันออกไป
-
·
การซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า (OVERHAUL)
-
ภาษาชาวบ้าเรียกว่า “ฟิตเครื่อง”
เป็นทางเลือกที่อู่ซ่อมรถชอบและแนะนำให้ลูกค้าเลือกวิธีนี้
เพราะการซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะต้องมีการรื้อชิ้นส่วน
เพื่อวิเคราะห์การสึกหรอ
และตัดสินใจเลือกเปลี่ยนอะไหล่ใหม่การที่เจ้าของรถยนต์ส่วนใหญ่มอบหมายให้อู่หาซื้ออะไหล่ให้นั้น
เป็นการเปิดทางให้อู่สามารถ “บวกราคาอะไหล่”
หรือ ซื้ออะไหล่ของเทียม
แต่เก็บเงินในราคาอะไหล่แท้อย่าคิดจะจับผิดในจุดนี้
เพราะอู่ซ่อมรถส่วนใหญ่มักจะสนิทสนมกับร้านอะไหล่จนเป็นปกติ
จะให้ลงราคาในใบเสร็จเท่าไรก็ได้ บางครั้งไม่ได้เปลี่ยน
แต่มีรายการอะไหล่อยู่ในใบเสร็จก็ยังมี
และอย่าคิดว่าจะแก้ปัญหานี้ได้โดยเลือกซื้ออะไหล่เอง
อู่บริการจะมีข้อแม้ว่า เจ้าของรถไม่ชำนาญพอ และอาจทำให้งานลาช้า
ถ้าซื้ออะไหล่มาไม่ครบหรือซื้อผิดรุ่นการบวกราคาค่าอะไหล่ในใบเสร็จร้านอะไหล่บางครั้งไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย
เพราะบางแห่งบวกกันกว่า 50-100%
เรื่องอย่างนี้อยู่ที่จรรยาบรรณนอกจากอู่ซ่อมรถจะได้กำไรจากการบวกราคาค่าอะไหล่
ยังมีการบวกคาใช้จ่ายในส่วนของ “โรงกลึง”
อีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ท้ายสุด
ยังได้ค่าแรงรื้อประกอบอีก 2,000-3,000 บาท
(ค่าแรงเปลี่ยนเครื่องเพียง 1,000-1,500
บาทเท่านั้น)การเลือกวิธีซ่อมเครื่องเก่า
จะต้องเสียเวลาประมาณ 3-7
วัน กับค่าใช้จ่ายสูงลิบ และยากแก่การควบคุม
เพราะจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักการ “ฟัน”
ของอู่
อีกทั้งยังต้องลุ้นกับฝีมือช่างอีกด้วยภาพการสึกหรอของเครื่องยนต์
จะเป็นตัวกำหนดทางเลือกที่ดี ขีดจำกัดอยู่ที่
“การสึกหรอของกระบอกสูบและชาฟท์(แบริ่ง)”
-
ถ้ากระบอกสูบมีการสึกหรอจนไม่สามารถใช้ลูกสูบชุดเดิมได้
การกลึงคว้านเพื่อเปลี่ยนลูกสูบใหญ่ขึ้น หมายถึงค่าใช้จ่าย…โรงกลึง,
ลูกสูบ และแหวนลูกสูบ
ฯลฯการคว้านกระบอกสูบในภายหลังนี้ จะไม่มีการ
“ชุบแข็ง”
ที่ผิวกระบอกสูบเดิมที่ถูกคว้านออกไปที่มีการชุมแข็งจากโรงงานผู้ผลิตผิวกระบอกสูบที่ไม่ได้ชุบแข็ง
จะมีอัตราการสึกหรอมากกว่ามาตรฐาน เครื่องยนต์จะมีอายุการใช้งานสั้นลง
และไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปการเลือกวิธีการซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า
จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อเป็นเครื่องยนต์ของรถยุโรป
ที่มีปริมาณเครื่องยนต์เก่าซึ่งนำเข้ามาจำหน่ายกันน้อยและมีราคาสูง
แต่ถ้าเป็นรถญี่ปุ่น เครื่องยนต์ในตลาดอะไหล่เก่าให้เลือกมาก
และอย่างจุใจ
-
- อีกประการก็คือ
การเลือกฟิตเครื่องเก่าจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อ ไม่ต้องเปลี่ยนลูกสูบ,
แบริ่ง (ชาฟท์)
และวาล์ว รวมถึงในเรื่องของค่าใช้จ่าย
เพราะถ้าค่าใช้จ่ายในการฟิตเครื่องสูงกว่า 50%
ของราคาเครื่องเก่าในเชียงกง
-
-
สิ่งที่ควรระวังก็คือ อู่บริการส่วนใหญ่
มักจะประเมินราคาค่าซ่อมขั้นต้นไว้
เพื่อจูงใจให้เลือกวิธีซ่อมเครื่องยนต์เก่า แต่เมื่อลงมือไปแล้ว
ค่าใช้จ่ายจะบานปลายจนไม่สามารถควบคุมได้ ด้วยข้ออ้างที่ว่า
“ทำครั้งเดียวทำดี ๆ ไปเลย”
ซึ่งถึงเวลานั้นก็คงกลับตัวกันไม่ทัน เพราะเครื่องก็ถูกรื้อออกมาแล้ว
อย่างไรก็ต้องทำให้เสร็จ
-
-
·
การเปลี่ยนเครื่องยนต์
-
ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องยนต์ใช้แล้วของรถญี่ปุ่น
มีให้เลือกซื้ออย่างแพร่หลายในราคาที่น่าสนใจ
โดยแหล่งใหญ่อยู่บริเวณหลังสนามกีฬาแห่งชาติ แถว ๆ
สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในชื่อเรียกว่า “เชียงกง”
-
-
แหล่งรองลงมาอยู่ที่สี่แยกหลักสี่ในชื่อเรียก
“เชียงกงหลักสี่”
นอกจากนั้น ยังมีร้านเล็ก ๆ
กระจายอยู่ตามตึกแถวทั่วกรุงเทพฯ
-
-
เครื่องยนต์ที่ถูกนำเข้ามา
จะเป็นเครื่องยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วทั้งสิ้น
ถูกถอดออกมาจากรถยนต์ที่ถูกทิ้งในป่าช้ารถในประเทศญี่ปุ่น
-
-
คนญี่ปุ่นมักใช้รถกันเพียง 3-5
ปี เพราะในญี่ปุ่นรถมีราคาถูก
แต่ค่าซ่อมแพง ถ้าใครทนใช้เกินระยะเวลานี้ จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง
การต่อทะเบียน ตรวจสภาพ ประกันภัย ฯลฯ
จนทางเลือกในการซื้อรถใหม่เป็นทางที่คุ้มค่ากว่า
-
-
การใช้งานในระยะเวลา 3-5
ปี มิได้หมายความว่ารถยนต์จะผ่านการใช้งานอย่างหฤโหดเป็นแสน ๆ
กิโลเมตรแบบคนไทย เพราะระบบขนส่งมวลชนที่ดีเยี่ยม คนญี่ปุ่นหลายคน
จึงใช้รถยนต์แค่วันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น
-
-
นอกจากรถยนต์ที่ถูกทิ้งด้วยสาเหตุที่กล่าวมา
ก็มีรถยนต์ที่ถูกทิ้งเพราะเกิดอุบัติเหตุ “ไม่คุ้มค่าซ่อม”
บริษัทประกันภัยจะเคลมรถใหม่ให้แก่ลูกค้า
พร้อมกับทิ้งรถเก่าเข้าป่าช้ารถไป
-
-
อย่าคิดว่ารถที่ถูกทิ้งจะต้องถูกชนยับแบบเมืองไทย เพราะการ
“ไม่คุ้มค่าซ่อม”
ของญี่ปุ่น คือ
การชนในส่วนที่ไขน็อตเปลี่ยนไม่ได้ ในเมื่อค่าแรงแพงมาก
จะมาดึงมาเคาะโป๊วสีนั้นไม่คุ้มแน่ บางครั้ง แค่ชนท้ายยุบหรือเสาประตูงอ
รถก็ถูกทิ้งกันแล้ว
-
-
ถ้าอุบัติเหตุไม่เกิดขึ้นจนทำให้เครื่องยนต์เสียหาย
เครื่องยนต์ก็จะถูกถอดลำเลียงมาจำหน่ายในเมืองไทย
เช่นเดียวกับรถประเภทแรกที่เจ้าของทิ้งเพราะไม่อยากต่อทะเบียน
-
- บางครั้ง
รถก็เกิดอุบัติเหตุหลังผ่านการใช้งานเพียไงม่กี่เดือนหรือยังไม่พ้นระยะ
“รันอิน”
ด้วยซ้ำไป
ถ้าใครโชคดีได้ซื้อเครื่องลักษณะนี้
ก็เท่ากับซื้อเครื่องใหม่ในราคาเครื่องเก่า
-
-
เครื่องยนต์ที่ถูกส่งเข้ามาขายจะปะปนกันระหว่าง
“รถทิ้ง” กับ
“รถชน”
ซึ่งก็ไม่มีใครจดจำกันได้ แม้แต่ผู้ขายเอง
-
-
แต่เครื่องยนต์ส่วนใหญ่ จะมีสภาพไม่ต่ำกว่า
50-70% อย่างแน่นอน
คาดคะเนได้จากการใช้งานโดยเฉลี่ยของคนในเมืองหลวงวันละ 30-40
กิโลเมตร (ไป-กลับลาดพร้าว-ฝั่นธนบุรี)
1 ปีจะถูกใช้ประมาณ 14,000 กม.
4 ปีก็ 56,000 กม.
ยังเหลือให้เราใช้อีกกว่า 50%
-
บางเครื่องอาจจะถูกใช้น้อยกว่านี้ เพราะเป็นที่ถูกทิ้งเพราะการชน
อีกทั้งการแข่งขันของกลุ่มผู้ค้าอะไหล่เก่าก็รุนแรงขึ้น
จนต้องมีการคัดสรรเครื่องยนต์ที่มีสภาพดีมาจำหน่าย
-
-
ความคุ้มคาของการเลือกซื้อเครื่องยนต์ใหม่
(ใช้แล้ว)
อยู่ที่เทคนิคการเลือกซื้อ
เพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่มีอายุการใช้งานเหลืออยู่มากที่สุด
-
- ข้อดีของการเลือกเปลี่ยนเครื่องยนต์
-
ความแน่นอนในการประปอบชิ้นส่วน -
ช่างในโรงงานผู้ผลิตย่อมเหนือกว่าฝีมือช่างตามอู่ทั่วไป
ในกรณี “ฟิตเครื่อง”
จะต้องลุ้นในฝีมือช่างประกอบด้วย
อะไหล่ดีหมดแต่ฝีมือไม่ดีก็พังได้
-
-
การควบคุมค่าใช้จ่าย –
ค่าใช้จ่ายหลักมีเพียงค่าเครื่อง, ค่าหัวเทียน,
ผ้าคลัตช์, น้ำมันเครื่อง
ทางอู่บริการไม่สามารถบวกค่าอะไหล่ได้มากเท่ากับการฟิตเครื่อง
ลดค่าแรงการฟิตเครื่อง 2,000-4,000 บาท
มาเป็นค่าเปลี่ยนเครื่อง 800 –1,500
บาทเท่านั้น
-
-
ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการฟิตเครื่องยนต์ –
การฟิตเครื่องที่จะได้เครื่องสมบูรณ์ใกล้ 100%
ที่สุด จำเป็นต้องใช้อะไหล่แท้ที่มีราคาแพงลิบลิ่ว
ราคาอะไหล่ทั้งหมด แพงกว่าราคาเครื่อง 1 ตัวอีก
และถึงแม้จะใช้อะไหล่แท้และประกอบดีเพียงใด
เครื่องยนต์ที่เสร็จออกมาก็จะได้แค่ “ใกล้”
100% หรือประมาณ 80-90%
เท่านั้นเอง เพราะหลายชิ้นส่วนมีการสึกหรอแล้ว
-
-
อะไหล่เหลือเก็บ –
ควรเก็บเครื่องยนต์เก่ากลับมาบ้าน (ถ้ามีที่เก็บ)
เพราะอะไหล่ต่าง ๆ อาจนำมาใช้ได้ในอนาคต ถ้าที่เก็บไม่พอ
ให้ถอดอะไหล่ชิ้นต่าง ๆ ออกมาเก็ไว้ เช่น ไดชาร์จ,
ไดสตาร์ท, คาร์บูเรเตอร์,
จานจ่าย, สายหัวเทียน,
ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิง,
ฟลายวีล, ทวีคลัตช์,
ผ้าคลัตช์, ปั๊มน้ำ ฯลฯ
อุปกรณ์เหล่านี้เสมือนผลกำไรของเรา อนาคต ถ้าชิ้นส่วนเหล่านี้เสีย
ก็จะมีอะไหล่ใช้โดยไม่ต้องซื้อ
-
- ประหยัดเวลา
– การเปลี่ยนเครื่องใช้เวลาเพียงครึ่งวัน-สองวัน
สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องลำบากเสียค่าเดินทางหลายวัน
คางจากการฟิตเครื่องที่ใช้เวลา 3-7
วัน
-
-
-
|
|