|
|
-
ความปลอดภัยเริ่มตั้งแต่ยังไม่สตาร์ท
|
|
-
ความปลอดภัยเริ่มตั้งแต่ยังไม่สตาร์ท
-
ความปลอดภัยในการใช้รถยนต์ ไม่ได้ขึ้นกับเทคนิคการขับขี่เพียงอย่างเดียว
การเตรียมตัวก่อนขับรถอย่างถูกวิธี
ก็มีส่วนช่วยเพิ่มความปลอดภัยตลอดการขับขี่
-
-
·
สำรวจก่อนเปิดประตู
- ถ้ามีเวลา
ควรเดินสำรวจรอบรถยนต์สักนิด ดูว่ามียางเส้นไหนแบนบ้างหรือไม่
มีสัตว์หรือคนซุ่มอยู่หรือเปล่า
และเดินอ้อมมาดูอีกข้างก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในรถยนต์
เป็นการเพิ่มความปลอดภัย
โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีระบบเซ็นทรัลล็อกแบบเปิดล็อกพร้อมกัน
เพราะอาจมีมิจฉาชีพหมอบแอบอยู่รอจังหวะเปิดประตูเข้าไปหลังจากเจ้าของรถเข้าไปนั่งในห้องโดยสารแล้วแต่ยังไม่ล็อก
ก็คงโดนจี้ได้ง่าย ๆ
และไม่ควรเปิดเซ็นทรัลล็อกในขณะที่ยังอยู่ห่างรถยนต์มาก
เพราะอาจโดนฉกฉวยทรัพย์สินภายในรถยนต์ได้
-
- เมื่อขึ้นไปนั่งแล้ว
ถ้าอยู่ในเมืองหรือมีผู้คนคับคั่ง
ควรล็อกประตูทันทีเพื่อป้องกันการเปิดประตูจากภายนอก
ส่วนการเดินทางไกลหรือขับบนเส้นทางยาว ไม่ควรล็อกประตู
เผื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว คนภายนอกจะได้เปิดประตูเข้มาช่วยเหลือได้
-
-
·
ตรวจสอบไฟเตือน
-
บิดกุญแจค้างไว้ในตำแหน่งก่อนสตาร์ท เพื่อให้ไฟเตือนต่าง ๆ
บนหน้าปัดสว่างขึ้นและดูตามสีของไฟ ถ้าเป็นสีแดง
แสดงว่าเป็นการเตือนในระบบที่สำคัญมาก ถ้าสีส้มก็สำคัญรองลงไป
ยังพอขับแบบประคองไปได้
-
บางไฟเตือนบนหน้าปัดจะสว่างขึ้นเพื่อแสดงว่าหลอดไม่ขาด
และต้องดับลงหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว
บางดวงต้องดับลงหลังบิดกุญแจค้างไว้
3-5
วินาทีถึงจะแสดงว่าปกติ
-
ไฟเตือนพื้นฐานของรถยนต์ทุกรุ่น ต้องมีอย่างน้อย
2 ดวง คือ
ไฟเตือนแรงดันน้ำมันเครื่องกับไฟเตือนการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่
-
ไฟเตือนแรงดันน้ำมันเครื่อง เป็นรูปกาน้ำมันเครื่องหรือหยดน้ำมัน
ต้องสว่างขึ้นเมื่อไม่มีแรงดันน้ำมันเครื่อง เช่น ขณะดับเครื่องยนต์
ปั๊มน้ำมันเครื่องพัง หรือน้ำมันเครื่องขาดมาก ๆ
และไฟเตือนต้องดับลงเมื่อมีแรงดันน้ำมันเครื่องตามปกติ
-
- ดังนั้น ไฟเตือนนี้ ควรดับลงในเวลา
1-2 วินาทีหลังสตาร์ทเครื่องยนต์
ถ้าดับช้าก็พอเดาได้ว่าน้ำมันเครื่องไม่ปกติหรือปั๊มเริ่มเสื่อม
หากไฟเตือนนี้สว่างขึ้นขณะขับ ควรรีบจอดและดับเครื่องยนต์ทันที
เพราะแสดงว่าตอนนั้นไม่มีน้ำมันเครื่องในการหมุนเวียน
อาจเกิดจากปั๊มพังหรือน้ำมันเครื่องรั่ว
ถ้าปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานอยู่จะสึกหรอเร็วมาก
-
-
ถ้าน้ำมันเครื่องขาด ก็เติมแล้วขับต่อ ถ้าไม่ขาดก็แสดงว่าปั๊มพัง
ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมาก อย่างนั้นต้องลากไป
ถ้าฝืนขับต่อเครื่องยนต์อาจเสียหายหนัก
-
-
ส่วนไฟเตือนการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ กลับเป็นรูปแบตเตอรี่
ไม่ใช่รูปไดชาร์จ ซึ่งทำให้หลายคนคิดว่าเป็นไฟเตือนสำหรับแบตเตอรี่ ซึ่งผิด
เพราะถ้าไฟสว่างขึ้นจะแสดงว่า ณ ขณะนั้น ไม่มีการชาร์จไฟ
ซึ่งก็เดาได้ว่าไดชาร์จเสียหรือสายพานขาด
ยังพอขับไปจอดในที่ปลอดภัยได้ในระยะทางไกลกว่ากรณีไฟเตือนน้ำมันเครื่องสว่าง
-
-
ถ้าดูแล้วสายพานไม่ขาด แต่ไดชาร์จไม่ทำงานและไฟเตือนยังสว่าง
ก็แสดงว่ายังขับต่อไปได้จนกว่าไฟในแบตเตอรี่หมด โดยเฉลี่ยแล้วเกิน
10 กิโลเมตร
โดยควรปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดเพื่อให้กินไฟน้อยและขับได้ไกลที่สุด
-
-
หากสายพานไดชาร์จขาด และสายพานเส้นนั้นไม่ได้คล้องกับปั๊มน้ำมันหรือพัดลม
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ก็พอจะขับต่อได้
-
ส่วนไฟเตือนถุงลมนิรภัยและเอบีเอส
ถ้าสว่างขึ้นหลังบิดกุญแจและดับลงภายในเวลา
3-5 วินาที แสดงว่าปกติ
ถ้าสว่างขึ้นขณะขับ แสดงว่ามีความผิดปกติ ยังพอขับได้
โดยถุงลมนิรภัยหรือเอบีเอสอาจไม่ทำงาน ต้องเพิ่มความระมัดระวัง
และนำรถเข้าซ่อมโดยเร็วที่สุด
-
-
·
ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์
-
ถ้าในเกียร์ธรรมดา ต้องอยู่ในเกียร์ว่าง พร้อมกับเหยียบคลัตช์ให้มิด
เพราะนอกจากจะป้องกันการกระตุกแล้ว ยังช่วยผ่อนแรงไดสตาร์ท
เนื่องจากการเหยียบคลัตช์ในการตัดการหมุนของเครื่องยนต์กับชุดเกียร์
แม้จะอยู่ในเกียร์ว่างก็ควรเหยียบคลัตช์ โดยพิสูจน์ได้จากรถยนต์บางรุ่น
ถ้าไม่เหยียบคลัตช์ถึงบิดกุญแจแล้วก็เงียบ และควรดึงเบรกมือไว้ด้วย
-
-
ส่วนรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เฉพาะเกียร์
P และN
เท่านั้น
ถ้าอยู่ที่เกียร์อื่นแล้วสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ แสดงว่าผิดปกติ
ต้องซ่อมโดยเร็ว แม้เกียร์P
จะมีการล็อกป้องกันรถไหลแล้ว ก็ควรดึงเบรกมือไว้ด้วย
-
-
ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ควรปิดแอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด
เพื่อให้ไดสตาร์ทได้รับไฟฟ้าอย่างเต็มที่
-
-
เครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์บางรุ่น อาจต้องย้ำคันเร่งจนสุด
1-2
ครั้งแล้วปล่อยก่อนสตาร์ท
เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงลงไปในท่อร่วมไอดีให้หนาขึ้นเตรียมไว้เพื่อให้สตาร์ทได้ง่ายขึ้น
ส่วนเครื่องยนต์หัวฉีดไม่มีความจำเป็นต้องแตะคันเร่งเลย
เพราะจะมีการเพิ่มน้ำมันเชื้อเพลิงโดยอัตโนมัติ
-
-
·
อุ่นเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งาน
-
เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว อย่าเพิ่งออกตัวทันที
ควรเดินเบาสักพักเพื่อให้เครื่องยนต์ปรับตัว เครื่องยนต์หัวฉีดรุ่นใหม่ ๆ
มักมีการเร่งรอบเดินเบาให้สูงกว่าปกติในขณะเครื่องยนต์เย็น
โดยอยู่ที่ประมาณ
1,200-1,500
รอบต่อนาที สัก 3-5
นาทีก็มีจะตัดมาที่รอบเดินเบาปกติ ส่วนเครื่องยนต์รุ่นเก่า ๆ
ที่ไม่มีการเร่งรอบเพื่ออุ่นเครื่องยนต์ ถ้าไม่ติดตั้งระบบการเร่งรอบเพิ่ม
ก็ให้แตะคันเร่งไว้นิ่ง ๆ ที่ไม่เกิน 1,500
รอบต่อนาที
-
-
การปล่อยให้เครื่องยนต์ปรับตัว มีความจำเป็นในเชิงโลหะวิทยาและการหล่อลื่น
จากสมัยก่อนที่มีการแนะนำว่า
ต้องอุ่นเครื่องอยู่กับที่จนเครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิทำงานก่อนแล้วค่อยออกตัว
แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ไม่ใช่แล้ว เพราะมีการทดสอบแล้วว่า
เครื่องยนต์ที่เดินเบาอยู่กับที่ ถึงจะมีการเร่งรอบอยู่บ้าง
แต่การที่ไม่มีภาระในการฉุดลากน้ำหนัก ทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ
ปรับตัวได้ช้ามาก กลายเป็นว่ายิ่งรอยิ่งร้อนช้า
-
-
แต่การออกตัวทันทีที่สตาร์ทเครื่องยนต์ติดก็ผิดอีก
เพราะเครื่องยนต์ยังไม่เริ่มปรับตัวเลย สึกหรอเร็วขึ้นแน่ ๆ
-
-
วิธีอุ่นเครื่องยนต์ที่ถูกต้อง คือ
หลังสตาร์ทเครื่องแล้วให้รอสักครึ่งหนึ่ง ถึง
1 นาที
เพื่อให้น้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ไหลเวียนอย่างทั่วถึง
โดยในช่วงแรกยังไม่ควรเปิดแอร์
เพราะคอมเพรสเซอร์แอร์เป็นภาระกับเครื่องยนต์
ถ้าเครื่องยนต์ยังไม่พร้อมก็ไม่ควรเอาอะไรไปหน่วง
-
-
ถ้าทนร้อนไม่ไหว ก็รอให้เครื่องยนต์เดินเบาสัก
30 วินาที
แล้วค่อยเปิดแอร์ก็ยังดี หรือเปิดเฉพาะพัดลมโดยปิดปุ่ม เอ/ซี
ไม่ให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน
-
นอกจากการอุ่นเครื่องอยู่กับที่นาน ๆ จะผิดหลักการแล้ว
ถ้าอยู่ในอาคารจอดรถยังถือว่าผิดกฎหมายด้วย
-
-
·
ออกเดินทางอย่างมั่นใจ
-
เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ให้ขับออกตัวไปอย่างช้า ๆ หรือช้ามาก ๆ แล้วค่อย ๆ
เพิ่มการกดคันเร่งหรือไล่รอบสูงขึ้นทีละนิด อย่างเพิ่งใจร้อน แค่ประมาณ
5 นาที
เครื่องยนต์ก็ร้อนพร้อมใช้งานปกติแล้ว
เพราะการขับเคลื่อนเป็นการอุ่นเครื่องแบบมีภาระหรือโหลด
เครื่องยนต์จึงร้อนเร็ว
-
-
การสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่รอเลย แล้วขับออกไปพร้อมกับใช้รอบตามปกติ
ไม่ขับรอบต่ำหรือคลาน ๆ แม้เครื่องยนต์ไม่พังทันที
แต่ในระยะยาวจะมีอายุการใช้งานสั้นลง
|
|
|