|
|
-
ขับรถอย่างไรให้ประหยัด
|
|
-
ขับรถอย่างไรให้ประหยัด
-
·
อุ่นเครื่องยนต์ –
ไม่ต้องรอนาน แต่ไม่ออกตัวทันที
-
การอุ่นเครื่องยนต์อยู่กับที่จนกว่าจะถึงอุณหภูมิใช้งาน
เครื่องยนต์ไม่มีภาระฉุดลากตัวถัง ทำให้เครื่องยนต์ร้อนช้า
เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ มีมลภาวะสูง และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์
-
- วิธีที่ถูกต้อง คือ
ทำให้เครื่องยนต์ร้อนเร็วที่สุด
โดยจอดนิ่งหลังการสตาร์ทเครื่องยนต์เพียงครึ่งถึง 1
นาที เพื่อให้เครื่องยนต์เริ่มปรับสภาพเล็กน้อย
-
- ระหว่างรอให้ล็อกประตูทุกบาน
ตรวจสอบมุมมองกระจกมองข้างและตำแหน่งเบาะ และคาดเข็มขัดนิรภัย
จากนั้นให้ออกตัวด้วยรอบเครื่องยนต์และความเร็วไม่สูงนัก ขับคลาน ๆ ไป
ยังไม่ควรกดคันเร่งหนัก ๆ
เมื่อเครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิทำงานจึงขับได้ตามปกติ (ประมาณ
5-10 นาที ก็ร้อนแล้ว)
-
ส่วนการสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วออกตัวทันที
ทำให้เครื่องยนต์และเกียร์สึกหรอสูง
เนื่องจากน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ยังไม่ไหลเวียนเต็มที่
-
-
·
คันเร่ง – กดได้
แต่ไม่ควรกระแทก
- สมมติต้องการกดคันเร่ง 70%
การกระแทกคันเร่งอยางแรงและเร็ว
ซึ่งทำให้รอบเครื่องยนต์ตวัดขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว
ย่อมสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากกว่าการค่อย ๆ กดคันเร่งไล่รอบขึ้นไปจนถึง
70% และควรรักษาน้ำหนักในการกดคันเร่งให้สม่ำเสมอ
ไม่ควรเบิ้ลคันเร่งทั้งในขณะขับหรือจอดนิ่ง
-
-
·
ความเร็วและจังหวะเกียร์ –
ต้องสัมพันธ์กัน
- คำแนะนำสั้น ๆ
มักก่อให้เกิดการปฏิบัติผิด เช่น ถ้าต้องการประหยัดน้ำมัน
ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80-100 กม./ชม.
ซึ่งไม่จริงเสมอไป
เพราะต้องเกี่ยวข้องกับจังหวะเกียร์ที่ใช้ด้วย เช่น ที่ความเร็ว 100
กม./ชม.
ถ้าใช้เกียร์ 3 รอบเครื่องยนต์จะสูงมาก
มีการสึกหรอและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูง จึงต้องเน้นที่รอบเครื่องยนต์
เกียร์ ร่วมกับความเร็วด้วยเสมอ
-
- ระบบเกียร์ธรรมดา
ไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ที่รอบต่ำเกินไป เพราะคาดหวังเรื่องความประหยัด
เนื่องจากกำลังของเครื่องยนต์มีน้อย เมื่อต้องการอัตราเร่ง
ก็ต้องกดคันเร่งลึกขึ้น ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
แต่ก็ไม่ควรลากเกียร์เกิน 3,000 รอบ/นาที
โดยเฉลี่ยควรเปลี่ยนขึ้นในเกียร์สูงประมาณ 2,500-3,000
รอบ/นาที
-
- ระบบเกียร์อัตโนมัติเข้าเกียร์
D กดคันเร่งช้า ๆ เมื่อถึง 2,500-3,000
รอบ/นาที ให้ถอนคันเร่งเล็กน้อย
ระบบควบคุมจะเปลี่ยนขึ้นสู่เกียร์สูง
รถยนต์บางรุ่นที่มีปุ่มโอเวอร์ไดร์ฟ ควรเปิดใช้เมื่อความเร็วเกิน 80
กม./ชม.
เพื่อลดรอบเครื่องยนต์
-
- หากมีโหมดการควบคุมแบบอีโคโนมี่
หรือประหยัด สามารถเปิดใช้ได้ตลอด
เพราะไม่ได้มีการลดทอนกำลังของเครื่องยนต์
แต่เป็นการควบคุมให้เปลี่ยนสู่เกียร์สูงที่รอบต่ำกว่าปกติ
-
- ถ้ามีปุ่มโอเวอร์ไดร์ฟให้เปิดไว้ตลอด
เพราะเป็นการทำให้มีเกียร์สูงสุดใช้งาน ซึ่งช่วยลดรอบเครื่องยนต์
ลดความสึกหรอ และเน้นความประหยัดเป็นพิเศษ
-
-
·
เบรก –
ใช้เท่าที่จำเป็น
-
ควรประเมินสถานการณ์ของการจราจรด้านหน้า
ไม่เร่งความเร็วรถยนต์จนชิดคันหน้าแล้วเบรก
ควรใช้ความเร็วและเว้นระยะห่างจากคันหน้าอย่างเหมาะสม
- ถ้าต้องการลดความเร็วแบบไม่กระทันหัน
ให้ถอนคันเร่งอย่างเดียว ไม่ควรรีบเบรก
เพราะถ้าเบรกจนรถยนต์ความเร็วลดลงมาก เมื่อต้องการเพิ่มความเร็ว
ก็ต้องกดคันเร่งเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน
-
-
·
แรงดันลมยาง –
ตรวจสอบเป็นประจำ
- หากลมยางอ่อน จะมีแรงต้านการหมุนมาก
ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น ยางสึกหรอผิดปกติ
และประสิทธิภาพในการทรงตัวลดลง
จึงควรตรวจสอบแรงดันลมยางทุกล้ออย่างน้อยเดือนละ 1-2
ครั้ง
-
-
·
แอร์ –
เปิดก็ประหยัดได้ ถ้าใช้เป็น
-
แม้คอมแพรสเซอร์แอร์จะกินแรงเครื่องยนต์น้อยลงเรื่อย ๆ ตามการพัฒนา
จนปัจจุบันนี้กินแรงแค่ 2-6 แรงม้าเท่านั้น
แต่การปิดแอร์เพื่อความประหยัด ก็ยังไม่มีความคุ้มค่า
เพราะเมืองไทยมีอากาศร้อน ถ้าเปิดกระจกก็ทำให้รถยนต์มีการต้านลม
โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูง และมีฝุ่นควันมาก
-
- ควรเปิดแอร์ตลอดการขับขี่
แต่ให้ตั้งระดับความเย็นไว้ที่ 50-75%
หรือเท่าที่พอใจ ไม่ใช่เร่งจนสุด เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ตัดการทำงานบ้าง
ลดภาระของเครื่องยนต์ และยืดอายุการใช้งานของคอมเพรสเซอร์
-
-
·
ของเหลวต่าง ๆ –
ควรเปลี่ยนตามกำหนด
- น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์
ไส้กรองอากาศ ฯลฯ จำเป็นต้องเปลี่ยนตามกำหนด
เพราะนอกจากจะมีผลต่อความสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว
ยังมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของเครื่องยนต์อีกด้วย
- การใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์
ช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้นเพียงเล็กน้อย
แต่ก็ไม่ได้แพงกว่าการใช้น้ำมันเครื่องธรรมดามากนัก
เพราะสามารถใช้งานได้มากกว่า 10,000 กม.
-
-
·
ของใช้ในรถยนต์ –
เลือกเฉพาะที่จำเป็น
-
สัมภาระชิ้นใดที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ก็ควรเอาลง
เพราะการบรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็นเพียง 5-10 กก.
ก็ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นได้
ส่วนเครื่องมือประจำรถและยางอะไหล่ ต้องมีติดรถยนต์ไว้เสมอ
-
มีการทดสอบในหลายประเทศถึงกรณีความสิ้นเปลืองน้ำมัน
เปรียบเทียบกับน้ำหนักบรรทุก พบว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 10
กก. ก็มีผล
และเมื่อขับเป็นระยะทางมาก ๆ ก็จะมีผลชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
-
-
·
อุปกรณ์อื่น –
ก็มีผลต่อความสิ้นเปลือง
- ความไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์
และชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น คลัตช์ลื่น เบรกติด ลูกปืนล้อฝืด
ศูนย์ล้อไม่ได้มาตรฐาน ฯลฯ ล้วนทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น
ควรตรวจสอบและแก้ไขให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ
-
·
อย่าประหยัด –
จนขาดความปลอดภัย
- การใช้เทคนิคข้างต้น
ช่วยประหยัดน้ำมันได้พอสมควร แต่ยังจริงจังมากจนเกินไป หากสถานการณ์คับขัน
เช่น ต้องเร่งแซงหลบหลีก ก็ต้องกดคันเร่งลากเกียร์เพื่อความปลอดภัยด้วย
|
|
|