|
|
-
ขับรถให้ปลอดภัยในหน้าฝน
|
|
- ขับรถให้ปลอดภัยในหน้าฝน
-
·
ขับปลอดภัยเมื่อฝนตก
-
บนเส้นทางปกติ ถ้าใช้ความเร็วประมาณ
65 กม./ชม.
ควรเว้นระยะห่างจากคันหน้าไม่น้อยกว่า 2
วินาที และถ้าเพิ่มความเร็วขึ้นเป็น 110
กม./ชม.
ต้องเพิ่มระยะห่างเป็น 4
วินาที
-
จากทัศนวิสัยที่ไม่แจ่มชัดในขณะฝนตก บวกกับสภาพถนนที่เปียกลื่น
การขับจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ไม่ควรใช้ความเร็วสูง
และที่สำคัญ ไม่ขับชิดคันหน้าจนเกินไป
ควรทิ้งระยะห่างเพิ่มจากการขับในสภาพปกติอีก
10-15 เมตร
เพื่อความปลอดภัย
-
-
หากขับชิดเกินไป และมีการเบรกกระทันหัน
ผู้ขับรถยนต์ที่ตามหลังจะไม่สามารถใช้เบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหมือนกับการขับในสภาพปกติ อีกทั้งละอองน้ำที่ดีดจากรถยนต์คันหน้า
ยังทำให้ทัศนวิสัยของผู้ขับรถยนต์ที่ตามมาด้านหลังไม่ชัดเจน
-
หากเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก ละอองน้ำจะไม่ค่อยสกปรก
และไม่สร้างปัญหาให้ผู้ขับตามหลังมากนัก แต่ถ้าเป็นช่วงที่ฝนตกปรอย ๆ
หรือหลังฝนหยุดใหม่ ๆ ละอองน้ำที่กระเด็นมาส่วนใหญ่
เป็นน้ำผสมกับฝุ่นละอองซึ่งจับอยู่บนพื้นถนน ทำให้มีลักษณะคล้ายคราบโคลน
แม้จะใช้ที่ปัดน้ำฝนแต่ยังทิ้งคราบเหนียวของโคลนทำให้ลดความชัดเจนของทัศนวิสัยด้านหน้า
-
-
·
ชะลอความเร็วเพื่อความปลอดภัย
-
ในกรณีที่ฝนตกหนัก การใช้ความเร็วสูงในการขับคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
และในกรณีที่ฝนตกปรอย ๆ หรือหลังฝนหยุดใหม่ ๆ ควรขับด้วยความระมัดระวัง
ไม่ควรใช้ความเร็วสูงด้วยเช่นกัน
-
จากการทดสอบ ในช่วงฝนเริ่มตกจนถึง
10 นาที่แรก
ค่าความต้านทานต่อการลื่นไถลของผิวถนนจะลดต่ำลงมาก
เพราะน้ำฝนจะไปชะล้างคราบดินหรือฝุ่นละอองที่อยู่บนท้องถนน
คล้ายกับมีการละเลงโคลน ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
-
นอกจากนั้น การขับด้วยความเร็วสูงขณะฝนตก อาจทำให้เกิดอาการ
HYDRO PLANING
จนทำให้เกิดการแฉลบ เพราะยิ่งใช้ความเร็วสูง
แรงดันของน้ำระหว่างยางกับถนนจะเพิ่มขึ้น
เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะทำให้เกิดการแล่นบนผิวน้ำ
โดยน้ำเข้าไปแทรกกลางระหว่างยางกับพื้นถนน
และหน้ายางไม่มีการสัมผัสกับผิวถนน
-
-
จากการทดสอบ ในช่วงความเร็วต่ำกว่า
60 กม./ชม.
จะยังไม่เกิด HYDRO PLANING
ช่วงความเร็ว 70-80 กม./ชม.
จะเริ่มมีการเข้าแทรกกลางระหว่างผิวถนนและยางของน้ำ
แต่ถ้าความเร็วเกิน 80 กม./ชม.
น้ำจะเข้าไปแทรกกลางอย่างเต็มที่
และแทบไม่มีการสัมผัสกันระหว่างหน้ายางกับผิวถนน
-
-
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการ
HYDRO PLANING เช่น
ความเร็ว แรงดันลมยาง (ลมยางอ่อนหน้ายางรีดน้ำไม่ดี
ความมากน้อยของน้ำบนผิวถนน และความเก่าใหม่ของยาง
-
-
·
เปิดไฟเพิ่มความปลอดภัย
-
แม้ช่วงฝนตกจะเป็นเวลากลางวัน แต่บ่อยครั้ง สภาพอากาศในช่วงเวลาที่ฝนตก
มักมืดครื้มคล้ายช่วงหัวค่ำ ทำให้ประสิทธิภาพในการมองของผู้ขับขี่ลดลง
-
การเปิดไฟคู่หน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและเพื่อนร่วมทาง
เพราะจากทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจนผ่านการมองกระจกทั้งมองข้างและมองหลัง
ซึ่งมักมีเม็ดฝนเกาะ อาจทำให้ผู้ขับที่อยู่ด้านหน้า
ไม่สามารถสังเกตเห็นรถยนต์ที่ตามาด้านหลังได้
การเปิดไฟส่องสว่างแบบต่ำจึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง
-
·
การใช้น้ำฉีดกระจก
-
ในช่วงที่ฝนตกปรอย ๆ หรือหลังฝนหยุดใหม่ ๆ
น้ำที่กระเด็นจากการดีดของรถยนต์คันหน้ามีลักษณะเหนียวคล้ายโคลน
เพราะเป็นการผสมระหว่างน้ำกับฝุ่นละอองบนถนน
เมื่อกระเด็นมาเกาะที่กระจกบังลมหน้าของรถยนต์คันหลัง
ทำให้ไม่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยได้ชัดเจน
-
-
แม้ใช้ที่ปัดน้ำฝน ก็ไม่สามารถกวาดได้อย่างหมดจด
ต้องใช้น้ำฉีดกระจกช่วยชะล้างคราบโคลน
ผู้ขับควรตรวจสอบระดับน้ำในกระป๋องอยู่เสมอ แต่ข้อควรระวังคือ
ไม่ควรฉีดน้ำในขณะขับด้วยความเร็วสูง
-
-
·
หลีกเลี่ยงการเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อฝนตกหนัก
-
บ่อยครั้งที่ฝนตกหนักจนทัศนวิสัยข้างหน้าไม่ชัดเจน
ผู้ขับมักนิยมเปิดไฟฉุกเฉินด้วยความหวังดี
เพราะต้องการให้รถยนต์ที่ตามมาข้างหลังเห็นได้อย่างชัดเจน
ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องไม่จำเป็นและเป็นการรบกวนสายตา
-
-
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ขับรถยนต์ที่เปิดไฟฉุกเฉินต้องการเปลี่ยนช่องทาง
จะทำให้ผู้ที่ขับรถยนต์ตามมาข้างหลังไม่ทราบ เพราะไฟกระพริบสว่างทั้ง
4 มุม
ถึงจะเปิดไฟเลี้ยวแล้ว ผู้ขับคันอื่นก็แยกไม่ออกอยู่ดี
-
- ขณะขับผ่าน
4
แยกแล้วต้องการตรงไปก็ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน
เพราะผู้ขับรถยนต์มาจากทางซ้าย-ขวา
จะเห็นไฟฉุกเฉินเพียงข้างเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มาจากทางซ้าย
ที่มองเห็นเฉพาะไฟเลี้ยวด้านซ้าย ก็นึกว่าจะเลี้ยวซ้าย
ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับทางตรง จึงไม่ได้ลดความเร็วหรือระวังตัว
ถ้ารถยนต์ที่เปิดไฟฉุกเฉินขับออกไปก็ถูกชนกลางลำ
-
ข้อควรปฏิบัติในกรณีฝนตกหนักคือ ไม่ควรขับชิดรถยนต์คันหน้าเกินไป
ใช้ความเร็วต่ำ เปิดไฟส่องสว่าง
เพื่อให้ผู้ขับรถยนต์คันที่อยู่ข้างหน้าและหลังทราบ
และไม่ควรเปลี่ยนช่องทางโดยไม่จำเป็น
-
-
หากฝนตกหนักจนทัศนวิสัยแย่จริง ๆ
ควรจอดรถยนต์ชิดไหล่ทางและเปิดไฟฉุกเฉินให้รถยนต์ที่ตามมาด้านหลังทราบ
รอจนกระทั่งฝนลดลงแล้วค่อยเดินทางต่อ
-
-
·
ยาง
– อีกความปลอดภัยในหน้าฝน
-
ยางรถยนต์มีผลอย่างมากต่อความปลอดภัย หากสูบลมยางน้อยเกินไป
อาจทำให้รถยนต์แฉลบได้ง่าย ซึ่งในหน้าฝน
ควรเพิ่มแรงดันลมให้มากขึ้นจากเดิมอีก
2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว
เพื่อให้หน้ายางแข็งและมีกำลังในการรีดน้ำ
-
-
ดอกยางและขนาดหน้ายางยังมีผลต่อประสิทธิภาพการยึดเกาะในขณะขับรถยนต์
หากใช้ดอกยางละเอียดจะทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เพราะมีการรีดน้ำได้ดี
ขณะที่หน้ายางยิ่งกว้าง ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะลดลง
เพราะประสิทธิภาพในการรีดน้ำออกจากหน้ายางลดลง
เมื่อเปรียบเทียบกับยางที่มีหน้ายางแคบกว่า
-
-
·
ขับรถยนต์ลุยน้ำท่วม
-
ขณะที่ฝนตกหรือหลังฝนหยุดตก บางจุดของผิวถนนมีน้ำท่วมขัง
การขับต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้น
-
การขับด้วยความเร็วสูงผ่านจุดที่มีน้ำขังเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
อาจทำให้รถยนต์แฉลบหรือเสียการทรงตัวได้ง่าย นอกจากนั้น
อาจทำให้น้ำพุ่งกระจายขึ้นมาเต็มกระจกบังลมหน้า
และไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้ ซึ่งอันตรายมาก
-
-
หากจุดที่มีน้ำท่วมขังอยู่ใกล้ทางเดินเท้า
การใช้ความเร็วต่ำและความระมัดระวัง
เพื่อไม่ให้น้ำกระเด็นไปโดนคนเดินบนทางเท้า เป็นมารยาทที่ควรปฏิบัติ
-
-
·
ลุยน้ำอย่างมั่นใจ
-
ควรใช้ความเร็วต่ำ ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าสู่ระบบจุดระเบิดจนเครื่องยนต์ดับ
และขับทิ้งระยะจากรถคันหน้าพอสมควร เมื่อต้องขับสวนกันควรชะลอความเร็ว
โดยเฉพาะสวนกับรถยนต์ขนาดใหญ่
เพื่อป้องกันไม่ให้ระลอกคลื่นเข้าปะทะด้านหน้าจนทำให้เครื่องยนต์ดับ
และถือเป็นมารยาทที่ควรปฏิบัติ
-
-
·
ย้ำเบรกเพื่อความมั่นใจ
-
หลังผ่านการลุยน้ำหรือผิวถนนที่มีน้ำท่วมขัง
ประสิทธิภาพของระบบเบรกจะลดลงจากเดิม การแตะเบรกเบา ๆ ขณะขับ
ช่วยไล่ความชื้นออกจากดิสก์หรือดรัมเบรก รวมถึงผ้าเบรก แต่ข้อควรระวัง คือ
ระมัดระวังรถยนต์ที่ตามมาข้างหลัง ควรเลือกจังหวะเบรกให้ดี
ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้
-
-
เมื่อหมดหน้าฝน ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกใหม่ หรือเปลี่ยนทุก
1 ปี
เพราะความชื้นที่เพิ่มขึ้น 1% โดยน้ำหนัก
ทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดลง 30-50 องศาเซลเซียส
เสียค่าน้ำมันเบรก 100-200
บาท
แต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเบรกได้มาก
|
|
|