|
|
-
การดูแล
และการพ่วงแบตเตอรี่
|
|
- การดูแล
และการพ่วงแบตเตอรี่
- แบตเตอรี่
เป็นอุปกรณ์เก็บกระแสไฟฟ้าสำรอง
เมื่อเครื่องยนต์ทำงานจะมีการประจุไฟฟ้าหมุนเวียนเข้าสู่แบตเตอรี่เสมอด้วยการผลิตจากไดชาร์จ
เพื่อให้ในแบตเตอรี่มีไฟอยู่ตลอดเวลา โดยมีคัทเอาท์
(ทั้งแบบแยกหรือแบบรวมกับตัวไดชาร์จ)
ทำหน้าที่ตัดการประจุเมื่อไฟฟ้าเต็มแบตเตอรี่
และต่อการประจุเมื่อไฟฟ้าในแบตเตอรี่พร่องลง
- ปกติแล้ว
แบตเตอรี่ทีอายุการใช้งานประมาณ
1.5-2.5 ปี
-
- ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา
ซึ่งในปัจจุบัน มีแบตเตอรี่แบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย และแบตเตอรี่แบบแห้ง
ซึ่งสะดวกต่อการดูแล และมีความทนทาน มีอายุการใช้งานมากกกว่าแบบทั่วไป
3-6 เท่า หรือ 5-10 ปี
แต่มีราคาแพงกว่า
-
·
ไฟสัญญาณบนหน้าปัดบอกอะไร
- ตามปกติ
บนแผงหน้าปัดมีไฟสัญญาณรูปแบตเตอรี่
เพื่อแสดงถึงความปกติหรือปิดปกติของระบบไดชาร์จ
และหลังจากสตาร์ตเครื่องยนต์ ไฟสัญญาณต้องดับตลอดการขับ
-
-
หากสัญญาณไฟสว่างขึ้นมา มีอยู่
2
ประการ คือ ไดชาร์จมีปัญหา หรือสายพานขับไดชาร์จขาด
ควรจอดรถยนต์แล้วตรวจสอบว่ามีที่มาของปัญหาอยู่ที่จุดไหน
แต่ไม่ได้หมายความว่า แบตเตอรี่ไม่มีไฟแต่อย่างใด
-
-
ถ้าสายพานไม่ขาด แสดงว่าระบบไดชาร์จเสีย แต่ยังสามารถขับต่อไปได้
เพราะแบตเตอรี่มีไฟฟ้าเหลือภายในสำหรับใช้ขับรถยนต์ได้อีกหลายกิโลเมตร
เพียงแต่ไม่มีการประจุกลับเข้าไป ต้องปิดอุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้ไฟฟ้าขณะขับ
และต้องรีบซ่อมแซม
-
-
·
พ่วงแบตเตอรี่ให้ถูกวิธี
-
เมื่อประสบกับปัญหาไฟในแบตเตอรี่หมด แต่ระบบไดชาร์จยังปกติ
ซ้ำร้ายยังเป็นรถยนต์เกีบร์อัตโนมัติ หรือไม่ก็เป็นเกียร์ธรรมดา
แต่มาเพียงคนเดียว ทางออกของปัฯหาคือ
การหาแบตเตอรี่จากรถยนต์คันอื่นมาพ่วงสตาร์ต
- ปกติแล้ว
แท็กซี่มักมีสายพ่วงแบตเตอรี่ติดรถไว้เสมอ แต่เพื่อความมั่นใจ
ควรซื้อติดท้ายรถเอาไว้ ซึ่งสายพ่วงทั่วไปเป็นสายคู่มีสีแดง-ดำ
และมีปากคีบที่ปลายทั้งสองด้าน โดยสีแดงหมายถึงขั้วบวก
และสีดำหมายถึงขั้วลบ
-
การพ่วงต้องเป็นขั้วบวกกับขั้วบวก แลฃะขั้วลบกับขั้วลบเท่านั้น
ไม่ควรสลับกันเด็ดขาด โดยรถยนต์ทั้ง
2 คัน
ควรจอดอยู่ในระยะที่พอดีกับสายพ่วง และต้องดับเครื่องยนต์
-
-
ใช้ปากคีบหนีบขั้วบวกของแบตเตอรี่ที่สมบูรณ์
ส่วนปลายอีกด้านหนีบเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่ที่หมดไฟให้แน่น
เส้นดำหนีบกับขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ
และนำปลายอีกด้านหนึ่งหนีบกับตัวถังหรือโลหะบนเครื่องยนต์ที่มีอยู่ห่างจากขั้วลบแบตเตอรี่ที่หมดไฟ
- ห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณใกล้เคียง
เพราะในช่วงประจุไฟ จะมีก๊าซไฮโดรเจนเกิดขึ้น อาจทำให้เกิดการระเบิดได้
-
-
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย
จึงสตาร์ตรถยนต์ที่สมบูรณ์ก่อนสตาร์ตรถยนต์ที่มีปัญหาจนเครื่องยนต์ติด
เสร็จแล้วจึงถอดสายพ่วงออกทีละขั้วอย่าให้สัมผัสกับสิ่งใด ๆ จากนั้น
ควรเร่งเครื่องไว้ประมาณ
15-30
นาที โดยไม่เปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า
เพื่อให้มีการประจุกระแสไฟฟ้าเข้าในแบตเตอรี่
-
-
·
เข็นสตาร์ต
–
อีกทางออกของการแก้ปัญหา
-
หากไฟในแตเตอรี่เหลือเพียงเล็กน้อย แต่ยังเพียงพอต่อระบบหัวฉีด
ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิง และระบบจุดระเบิด โดยจอดเสียอยู่บนถนนโล่ง
พร้อมเพื่อนร่วมทางหลายคน และเป็นรถยนต์เกียร์ธรรมดา
อาจใช้วิธีเข็นสตาร์ตในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากไม่มีสายพ่วงแบตเตอรี่
-
- วิธีคือ
บิดกุญแจไว้ที่ตำแหน่ง
ON
หรือ ACC เข้าเกียร์ 2
พร้อมเหยียบคลัตช์ให้จมไว้
เมื่อเข็นให้ถึงความเร็วที่เหมาะสม จึงปล่อยคลัตช์พร้อมกดคันเร่งตาม
เครื่องยนต์จะมีการกระตุก และติด
เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วให้ปลดเป็นเกียร์ว่างแล้วเบรก
และเร่งรอบเครื่องยนต์ไว้ที่ประมาณ 3,000 รอบ/นาที
ประมาณ 5-10
นาที
เพื่อให้ไดชาร์จทำหน้าที่ประจุไฟเข้าแบตเตอรี่
แล้วจึงออกเดินทางโดยอย่าเพิ่งเปิดอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า เช่น วิทยุ
หรือเครื่องปรับอากาศ
-
หากไม่จำเป็น ก็ไม่ควรเข็นสตาร์ต เพราะเฟืองเกียร์มีการสึกหรอสูง
รวมถึงรถยนต์ที่มีการติดตั้งอุปกรณ์บำบัดไอเสียหรือแคตาลิติก คอนเวอร์เตอร์
ในช่วงที่เครื่องยนต์กระตุก จะมีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ทำให้แคตาลิติกฯ
ทำงานหนักขึ้น และอาจเสื่อมสภาพเร็ว
-
·
แบตเตอรี่หมดเพราะเปิดไฟหน้าทิ้งไว้
-
การจอดรถยนต์โดยเปิดไฟหน้าทิ้งไว้
อาจเกิดขึ้นเมื่อขับรถยนต์ขณะฝนตกในเวลากลางวัน
จึงต้องเปิดไฟหน้าเพื่อความปลอดภัย
เมื่อลงจากรถยนต์อาจไม่ทันสังเกตแสงไฟทั้งบนแผงหน้าปัด
และไฟหน้าที่เปิดค้างไว้ ส่วนรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ มักไม่เกิดปัญหานี้
เพราะจะมีเสียงเตือนเมื่อลืมปิดไฟหน้า
-
-
การเปิดไฟหน้าทิ้งไว้หลังดับเครื่องยนต์ ไม่มีผลกับเครื่องยนต์แต่อย่างใด
แต่แบตเตอรี่ที่ถูกดึงกระแสไฟฟ้าไปใช้อย่างต่อเนื่อง
โดยไม่มีการประจุไฟเข้าแบตเตอรี่จากไดชาร์จเหมือนกับช่วงเวลาที่ติดเครื่องยนต์
-
-
ถ้าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีกระแสไฟฟ้าเต็ม และเปิดทิ้งไว้ในช่วงสั้น
ๆ ก็ยังมีกระแสไฟฟ้าเพียงพอสำหรับการสตาร์ตเครื่องยนต์
แต่ถ้าเปิดทิ้งไว้นาน ๆ แบตเตอรี่อาจถูกดึงกระแสไฟฟ้าไปใช้จนหมด
หรือเหลือน้อยจนไม่เพียงพอสำหรับการสตาร์ตเครื่องยนต์
-
เมื่อรู้ตัวว่าลืมปิดไฟหน้า และจอดรถยนต์ไว้นาน
ไม่ควรรีบสตาร์ตเครื่องยนต์ทันที
ควรรอสักพักเพื่อให้แบตเตอรี่เก็บประจุประมาณ
5-10 นาที
แล้วจึงทดลองสตาร์ต ถ้าสตาร์ต 2-3
ครั้งแล้วเครื่องยนต์ยังไม่ติด ไม่ควรพยายามสตาร์ตต่อไป ที่สำคัญ
ไม่ควรบิดกุญแจค้างไว้นานเกินไปในช่วงที่สตาร์ต
เพราะอาจทำให้ไดสตาร์ตเสียหายได้
-
·
ตรวจสอบสัปดาห์ละครั้ง
-
ในวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากการตรวจสอบจุดต่าง ๆ รอบ ๆ รถยนต์
รวมถึงของเหลวในระบบต่าง ๆ
การตรวจสอบระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
-
-
หากมีการพร่องของน้ำกลั่น ควรรีบเติมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ซึ่งสามารถสังเกตได้จากข้างตัวถัง
เพราะแบตเตอรี่ส่วนใหญ่มีตัวถังเป็นสีขาวขุ่น
และมีระดับบอกน้ำกลั่นที่ต่ำสุดหรือ
LOW และสูงสุด หรือ
HI แต่ถ้ามองไม่เห็น
ใช้การคาดเดาโดยเติมน้ำอยู่เหนือแผ่นธาตุประมาณ 1
เซนติเมตร
-
- เปิดจุก
และเติมน้ำกลั่นให้เต็มทุกช่อง
ต้องระวังน้ำกลั่นในแบตเตอรี่กระเด็นขึ้นมาเข้าตา
เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมีกับแผ่นธาตุภายใน
-
-
นอกจากนั้น
ควรตรวจสอบที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง
2
ขั้วว่า มีการจับเกาะของขี้เหลือหรือไม่ ถ้ามี
ให้ใช้น้ำร้อนราด ทิ้งไว้สักครู่
แล้วจึงใช้แปรงทำความสะอาดที่ขั้วแบตเตอรี่ และสายไฟ ก่อนประกอบกลับ
และใช้จารบีทาลงไปเพื่อป้องกันการเกิดขี้เกลือ
-
การถอดขั้วแบตเตอรี่ ควรถอดที่ขั้วลบก่อน
เพราะอาจมีการช็อตหรือเกิดประกายไฟได้หาดถอดที่ขั้วบวกก่อน
จากนั้นจึงค่อยถอดขั้วบวกออกมา
-
·
เพิ่มแอมป์เมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
-
เมื่อต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ แม้จ่ายแพงอีกหลายร้อยบาท
แต่การเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่มีแอมป์สูงขึ้น
(แอมแปร์/ชั่วโมง)
ให้ผลดีแบบไม่มีผลเสีย แต่ฐานรองแบตเตอรี่ต้องรองรับได้
-
-
ข้อดีของแบตเตอรี่ที่มีแอมป์สูงขึ้นก็เหมือนกับการมีกล่องใส่ของที่มีพื้นที่มากขึ้น
ทำให้เก็บกระแสไฟสำรองได้มาก มีกำลังไฟแรงขึ้น
และไม่มีผลต่ออายุการใช้งานของไดชาร์จตามที่เข้าใจกัน
-
ไม่ควรเลือกเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีแอมป์ต่ำลงจากลูกเดิม หากมีงบประมาณจำกัด
ควรเปลี่ยนให้เท่ากับมาตรฐานเดิม หรือถ้ามีงบประมาณมากหน่อย
ก็เปลี่ยนแบตเตอรี่ทีมีแอมป์เพิ่มขึ้น
10-20 แอมป์
-
|
|
|