|
|
-
การจับพวงมาลัยอย่างถูกวิธี
|
|
-
พวงมาลัย
เป็น
อุปกรณ์หลักในการบังคับทิศทางของรถ การจับพวงมาลัยอย่างถูกวิธี
และถูกตำแหน่ง จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัย
- อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องพื้น ๆ
ที่รู้อยู่แล้ว แค่จับพวงมาลัยไม่เห็นมีอะไรซับซ้อน
จับตามวิธีและตำแหน่งที่ตนเองถนัดก็พอ ทั้งที่ความจริงแล้ว
การจับพวงมาลัยตามถนัด
อาจไม่ใช่การจับที่ถูกต้องตามหลักการด้านความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์ก็เป็นได้
- การจับพวงมาลัยผิดตำแหน่ง
-
ผู้ขับรถคนไทยส่วนใหญ่ มักไม่เห็นความสำคัญของการจับพวงมาลัย
จึงมีการปฏิบัติแบบผิด ๆ ต่อเนื่องกันมา โดยมีสาเหตุจาก
- -
ขาดการฝึกฝนอย่างถูกวิธี ทั้งจากโรงเรียนสอนขับรถยนต์
และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
- -
เน้นความสบายและผ่อนคลายเป็นหลัก
- -
คิดว่าจับพวงมาลัยแบบไหน ก็ไม่เห็นเกิดอุบัติเหตุ
-
-
การจับพวงมาลัยผิดตำแหน่งมีหลากหลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ
- -
จับด้านบนของพวงมาลัยตำแหน่ง 12 นาฬิกา
- -
วางมือทั้ง 2 ข้างไว้บนตัก
แล้วจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
- -
สอดแขนทั้ง 2 ข้างเข้าไปในวงพวงมาลัย
ข้อมือพาดอยู่แถวก้าน วางมือไว้บนคอพวงมาลัย
- -
จับที่ก้านพวงมาลัยด้านซ้าย-ขวา
- -
จับด้วยมือขวาข้างเดียว ข้อศอกขวาท้าวขอบหน้าต่าง หรือที่ท้าวแขนบนบานประตู
- -
จับด้วยมือซ้ายข้างเดียว ข้อศอกซ้ายพาดอยู่บนที่ท้าวแขน
-
- ที่ถูกต้อง 3
และ9 หรือ 2
และ10
-
ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง
เมื่อเปรียบเทียบกับตำแหน่งของตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกา ก็จะเข้าใจง่ายขึ้น
เพราะเป็นทรงกลมเหมือนกัน
-
มือขวาควรจับวงพวงมาลัยที่ตำแหน่ง
3 นาฬิกา และมือซ้ายจับที่ตำแหน่ง 9
นาฬิกา สังเกตว่ามือทั้ง 2
ข้างอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกันที่ขนานกับพื้น อยู่บริเวณกึ่งกลางวงพวงมาลัย
จึงสามารถหมุนพวงมาลัยได้อย่างแม่นยำ และฉับไว ทั้งหมุนไปทางซ้ายหรือขวา
บางคนอาจจับสูงขึ้นมาอีกนิด แต่ไม่ควรเกินตำแหน่งมือขวาที่ 2
นาฬิกา มือซ้ายที่ 10 นาฬิกา
โดยรวมแล้ว แนะนำให้จับตำแหน่ง 3 – 9
นาฬิกา
จะเหมาะสมกว่า
-
-
ถ้าสังเกตสักนิดจะพบว่า พวงมาลัยส่วนใหญ่จะผลิตมาเอื้อต่อการจับที่ตำแหน่ง
3-9 นาฬิกา
โดยมีหลุมตื้น ๆ หรือเป็นร่องตื้น ๆ บริเวณปลายก้านที่ต่อกับวงพวงมาลัย
เพื่อให้วางนิ้วโป้งได้อย่างพอเหมาะ
-
- มีแอร์แบ็กยิ่งต้องระวัง
-
ในกรณีที่พวงมาลัยมีแอร์แบ็ก ควรจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง
3-9 นาฬิกา
เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วแอร์แบ็กพองตัว แขนทั้ง 2
ข้างจะได้สะบัดออกด้านข้าง หลักทางให้แอร์แบ็กรองรับร่างกายช่วงบนได้
แต่ถ้าจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 2 – 10 นาฬิกา แขนทั้ง
2 ข้างอาจจะสะบัดเฉียงขึ้น
ขวางการพองตัวของแอร์แบ็กได้
-
- พิสูจน์ง่าย
ๆ ด้วยตนเอง
-
ถ้าใครคิดว่าจับพวงมาลัยแบบไหนก็หมุนได้เหมือนกัน ทดลองง่าย ๆ
ด้วยการจับพวงมาลัยในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วหมุนไปมา หรือจะหาที่โล่ง ๆ
และปลอดภัยเพื่อทดลองขับก็ได้ เปรียบเทียบการจับพวงมาลัยแบบผิด ๆ
-
-
ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองเกินไปก็จะพบว่า การจับพวงมาลัยในตำแหน่งที่ถูกต้อง
จะทำให้หมุนได้อย่างฉับไว รวมทั้งควบคุมน้ำหนัก และทิศทางได้แม่นยำกว่า
-
- จับ 2
มือเมื่อล้อหมุน
-
สำหรับการขับรถยนต์ทางเรียบในทุกสถานการณ์
ควรใช้นิ้วโป้งเกี่ยวเพิ่มความกระชับด้วยเสมอ
จะเกี่ยวลึกหรือเกี่ยวไว้เล็กน้อยก็ยังดี
(หากขับบนทางวิบาก
ไม่ต้องใช้นิ้วโป้งเกี่ยว เพราะพวงมาลัยจะสะบัดบ่อย)
ส่วนนิ้วที่เหลือก็กำให้แน่นพอประมาณ ไม่ต้องแน่นจนเกร็ง
แต่ก็ต้องไม่หลวมเกินไป และควรจับพวงมาลัยในตำแหน่งที่ถูกต้องด้วยมือทั้ง
2 ข้างตลอดเวลาที่ล้อหมุน
-
-
เมื่อขับทางตรงและโล่ง
อย่าวางใจด้วยการขับมือเดียวหรือจับพวงมาลัยผิดตำแหน่ง
เพราะยิ่งใช้ความเร็วสูงก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง
และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะถนนข้างหน้าอาจมีหลุมบ่อหรือสิ่งกีดขวางตกอยู่
ถ้าเป็นเกียร์ธรรมดา เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้ว
มือซ้ายควรกลับมาจับพวงมาลัยไม่วางแช่ไว้บนหัวเกียร์
-
- ตำแหน่งของเบาะก็เกี่ยวข้อง
- ความฉับไว
และแม่นยำในการหมุนพวงมาลัย
นอกจากจะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งในการจับพวงมาลัยแล้ว การปรับเบาะ
และพนักพิงก็เป็นส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน
โดยเมื่อจับพวงมาลัยตามตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว ข้อศอกจะต้องงอเล็กน้อย
ไม่ตึงจนต้องเหยียดแขนสุดหรือหย่อนจนข้อศอกแนบลำตัว
-
-
การตรวจสอบระยะที่เหมาะสมของเบาะ และพนักพิงทำได้ไม่ยาก
แค่เหยียดแขนให้ตึงแล้วคว่ำลงบนสุดของพวงมาลัยที่ตำแหน่ง
12 นาฬิกา
ข้อมือต้องอยู่บนพวงมาลัยพอดี
หรือเยื้องเลยจากข้อมือไปบริเวณอุ้งมือได้เล็กน้อย
แต่ต้องไม่เลยไปจนถึงฝ่ามือ และแผ่นหลังจะต้องแนบกับพนักพิงด้วย
-
|
|
|