|
|
-
การเลือกและใช้ยางรถ
|
|
- การเลือกและใช้ยางรถ
-
ถ้าการเดินทางภาคพื้นดินฝากไว้กับรถยนต์และหากรถยนต์มีชีวิต
ทั้งคนและรถยนต์ก็ต้องฝากชีวิตไว้กับยางทั้ง 4
เส้นการเลือกใช้ยางรถยนต์มิได้ง่ายเพียงแค่ขับรถยนต์เข้าไปแล้วเลือกยี่ห้อที่มั่นใจ
พร้อมบอกว่าใช้ขนาดเดิมและตั้งศูนย์ถ่วงล้อให้ด้วยเท่านั้นเลือกไม่ยาก
ใช้ไม่ยุ่ง ถ้าใส่ใจในรายละเอียด
-
- เลือกขนาด
-
ไม่สามารถสรุปได้ในรถยนต์ทุกรุ่นว่ายางขนาดใดดีที่สุด
เพราะรถยนต์บางรุ่นเลือกขนาดยางโดยเน้นการลดต้นทุนเป็นหลัก
แต่ขนาดยางในรถยนต์บางรุ่นก็มีความเหมาะสมแล้ว
-
-
ความเชื่อที่ว่าไม่สามารถเปลี่ยนขนาดยางจากมาตรฐานเดิมได้
เพราะช่วงล่างจะสึกหรอเร็วนั้นไม่จริงเสมอไป
พิสูจน์ได้จากรถยนต์ตัวถังเดียวกันแต่ต่างรุ่น เช่น 1.5, 1.6
หรือ 1.8
ยังใช้ยางมาตรฐานต่างขนาดกัน
-
-
ถ้าต้องการเปลี่ยนขนาดยางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนน
ต้องดูถึงอาการของยางขนาดเดิมในการใช้งานที่ผ่านมาว่าลงตัวไหม
รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในช่วงความเร็วสูงหรือในทางโค้งหรือไม่
ถ้าอยากเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนนโดยเพิ่มขนาดยาง
ต้องเลือกอย่างมีหลักการและยอมรับผลกระทบด้านอื่นที่ตามมาด้วย
โดยต้องเน้นเรื่องเส้นรอบวงของยางที่เปลี่ยนใหม่ให้ใกล้เคียงกับยางขนาดเดิมมากที่สุด
-
- เส้นรอบวงของยางสำคัญ
-
เส้นรอบวงของยางเกี่ยวข้องกับอัตราเร่ง,
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง,
ความเพี้ยนของการแสดงผลของมาตรวัดความเร็ว,
ช่องว่างระหว่างยางกับขอบบังโคลน ความสูงของรถยนต์ และความเร็วสูงสุด
เพราะผู้ผลิตรถยนต์กำหนดเส้นรอบวงของยางไว้ให้เหมาะสมกับอัตราทดเกียร์,
เฟืองท้าย และรอบเครื่องยนต์
-
- เช่น ยางเดิมมีเส้นรอบวง
1,900 มิลลิเมตร ที่เกียร์ 5
เครื่องยนต์หมุน 3,000 รอบ/นาที
อัตราทดเกียร์ 1:1 เฟืองท้าย 4.0:1
ล้อจะหมุน 750 รอบ/นาที
ได้ระยะทาง 1,900 X 750 = 1,425,000 มิลลิเมตร หรือ
1,425 เมตร (จาก
1,000 มิลลิเมตร = 1 เมตร)
คิดเป็นเมตร/ชั่วโมง ก็คูณ
60 นาทีเข้าไปได้ 1,425 X 60 = 85,500 = 85.5
กิโลเมตร/ชั่วโมง (คิดจาก
1,000 เมตร = 1 กิโลเมตร)
มาตรวัดความเร็ว อัตราเร่ง
และความสิ้นเปลืองก็จะเป็นไปตามการออกแบบ
-
- ลดเส้นรอบวง
-
การเปลี่ยนยางใหม่ที่มีขนาดเส้นรอบวงลดลงโดยไม่เปลี่ยนองค์ประกอบอื่น เช่น
ตัวรถยนต์, เครื่องยนต์,
เกียร์ และเฟืองท้าย จะมีผลกระทบ
เพราะไม่เกี่ยวข้องเลยว่ายางถูกเปลี่ยนเป็นเส้นรอบวงเท่าไร
ถ้าเครื่องยนต์หมุน 3,000 รอบ/นาที
ที่เกียร์ 4 แล้ว ล้อก็ยังหมุน 750
รอบ/นาที
แต่ได้ระยะทางสั้นลงจากระยะ/1 รอบการหมุนของยาง
มาตรวัดความเร็วขึ้น 85.5 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่าเดิม
แต่น้อยกว่าความเร็วจริง (ไมล์อ่อน)
และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น
เพราะเครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นในทุกช่วงความเร็ว
- อัตราเร่งตีนต้นดีขึ้นบ้าง
เพราะล้อหมุนลากน้ำหนักตัวถังได้ง่ายขึ้น
ต้องเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูงเร็วขึ้นในระยะทางสั้นลง เช่น เกียร์ 1
ที่ 6,000 รอบ/นาที
เคยได้ระยะทาง 80 เมตร เมื่อเส้นรอบวงยางลดลง
เมื่อใช้รอบเครื่องยนต์เท่าเดิม จะได้ระยะทางสั้นลง เช่น 70
เมตร
ก็ต้องเปลี่ยนขึ้นสู่เกียร์สูงขึ้นความเร็วปลายที่แท้จริงลดลง เช่น เกียร์
5 ที่ 5,000 รอบ/นาที
ล้อหมุน 1,500 ครั้ง/นาที
เคยได้ระยะทางยาวและความเร็ว 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง
เมื่อเส้นรอบวงยางลดลง เมื่อใช้รอบเครื่องยนต์เท่าเดิม
จะได้ระยะทางและความเร็วจริงลดลง แต่มาตรวัดความเร็วชี้ 150
กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่าเดิม
-
- เพิ่มเส้นรอบวง
-
การเปลี่ยนยางใหม่ที่มีขนาดเส้นรอบวงเพิ่มขึ้นโดยไม่เปลี่ยนองค์ประกอบอื่น
ในการคำนวณอาจเสมือนว่าจะทำให้รถยนต์มีความเร็วเพิ่มขึ้น เพราะเครื่องยนต์,
เกียร์ และเฟืองท้าย ทำงานที่รอบเครื่องยนต์เท่าเดิม
แต่ได้ระยะทางจากการหมุนของยางต่อรอบมากขึ้นในความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะการเพิ่มเส้นรอบวงของยางเป็นการเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์
เนื่องจากส่งกำลังให้ยางหมุนครบรอบได้ยากขึ้น เช่น
ออฟโรดเปลี่ยนไปใส่ยางบิ๊กฟุต-ล้อโต
จะทำให้อัตราเร่งแย่ลง,
สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น,
บั่นทอนอายุการใช้งานของช่วงล่าง,
มาตรวัดความเร็วแสดงผลน้อยกว่าความเร็วจริง (ไมล์แข็ง)
และไต่ขึ้นสู่ความเร็วสูงยาก
-
ยกเว้นการปรับแต่งเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์หรือเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์พลังแรง
การเปลี่ยนยางที่มีเส้นรอบวงมากขึ้น จะช่วยให้อัตราเร่งตีนต้นไม่จัดเกินไป
และความเร็วปลายเพิ่มขึ้น แต่ควรลดอัตราทดเฟืองท้ายจะดีกว่า
-
- หน้ากว้างเท่าเดิม
& หน้าแคบ
- ตัวอย่างรหัสบนแก้มยาง
185/70/R13 ตัวเลขชุดแรก 185 คือ
ความกว้างของหน้ายางจากซ้ายสุดถึงขวาสุด หน่วยเป็นมิลลิเมตร
แม้ระบุค่าเท่ากัน
แต่หน้าสัมผัสที่แท้จริงในยางต่างรุ่นต่างยี่ห้ออาจไม่เท่ากันเป๊ะ
แต่ใกล้เคียงกันมาก
-
-
ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มิได้เลือกความกว้างของหน้ายางที่จะให้สมรรถนะในการเกาะถนนของรถยนต์รุ่นนั้นสูงสุดเสมอไป
เพราะมีหลายตัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ถ้าเลือกยางหน้ากว้างพอประมาณ
จะได้ประสิทธิภาพการเกาะถนนช่วงความเร็วปานกลาง-สูง
และในโค้งหนักๆ ดีมาก แต่ส่งผลให้พวงมาลัยหนักขึ้น,
ช่วงล่างเสียเร็วขึ้น, อัตราเร่งลดลง,
สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจากน้ำหนักและแรงต้านการหมุน
และที่สำคัญคือต้นทุนสูงขึ้น
ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานทั่วไปที่ใช้ความเร็วไม่จัดจ้านนัก
- ด้วยเหตุผลข้างต้น
ยางขนาดมาตรฐานของรถยนต์ทั่วไป
จึงอาจมีหน้ากว้างน้อยกว่าที่จะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงความเร็วสูงอยู่ประมาณ
10-20 มิลลิเมตร เพื่อให้การใช้งานปกติ
พวงมาลัยไม่หนัก, ช่วงล่างทนทาน,
อัตราเร่งดี และประหยัดเชื้อเพลิง
เพราะมีน้ำหนักและแรงต้านการหมุนน้อย รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต
โดยยอมสูญเสียประสิทธิภาพการเกาะถนนในช่วงความเร็วสูงที่ไม่ค่อยได้ใช้งานลงไป
-
ถ้าใช้รถยนต์ในเมืองหรือไม่ได้ใช้งานด้วยความเร็วสูงจัดจ้าน
หน้ายางขนาดมาตรฐานมีความเหมาะสมอยู่แล้ว
แต่ถ้าต้องการเพิ่มความมั่นใจในช่วงความเร็วปานกลาง-สูง
โดยยอมสูญเสียคุณสมบัติที่ดีในช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลางไปบ้าง
สามารถเลือกยางหน้ากว้างขึ้นสัก 10 มิลลิเมตร
(หรือเพิ่มเต็มที่ 20
มิลลิเมตร) ใส่กับกระทะล้อเดิมได้
โดยผลเสียที่เพิ่มขึ้นมีน้อยมากและไม่ต้องกังวล
แต่ต้องเกี่ยวข้องกับซีรีส์ของแก้มยางที่ต้องเปลี่ยนแปลง
-
- การเพิ่มขนาดหน้ายางขึ้น 10
มิลลิเมตรกับกระทะล้อเดิม ควรลดความสูงของแก้มยางลง
5 ซีรีส์
เพื่อรักษาความสูงของแก้มยางและเส้นรอบวงของยางเช่น ยางเดิมขนาด
185/70/R13 แก้มยางมีความสูงเท่ากับ 185 X 0.70 =
129.5 มิลลิเมตร เปลี่ยนเป็นยางหน้ากว้างขึ้น 10
มิลลิเมตร โดยลดแก้มยางลง 5 ซีรีส์
จาก 70 เป็น 65 ซีรีส์
เป็นขนาด 195/65/R13 แก้มยางมีความสูงเท่ากับ
195 X 0.65 = 126.75 มิลลิเมตร
ต่างจากแก้มยางเดิมเพียง 129.5 - 126.75 = 2.75
มิลลิเมตร แทบไม่แตกต่าง รักษาความนุ่มนวลและเส้นรอบวงของยางไว้
ทำให้คงอัตราเร่ง การแสดงผลของมาตรวัดความเร็ว
และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไว้ได้
- ถ้าเพิ่มขนาดหน้ายางขึ้น 10
มิลลิเมตรกับขนาดกระทะล้อเดิม แต่ไม่ลดความสูงของแก้มยางลง
แก้มยางจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เป็นค่ามากกว่าการลดความสูงของแก้มยางลง
5 ซีรีส์ คือ เปลี่ยนยางเป็นขนาด 195/70/R13
70 ซีรีส์เท่าเดิม แก้มยางมีความสูงเท่ากับ 195 X
0.70 = 136.5 มิลลิเมตร แก้มยางสูงกว่าเดิมมากถึง
136.5 - 129.5 = 7 มิลลิเมตร
ต่างจากการลดความสูงของแก้มยางลง 5 ซีรีส์
ที่เตี้ยลงเพียง 2.75 มิลลิเมตร
-
-
แก้มยางที่สูงขึ้นมากในกระทะล้อขนาดเท่าเดิมมีผลให้อัตราเร่งต่ำลง
มาตรวัดความเร็วชี้น้อยกว่าความเป็นจริง (ไมล์แข็ง)
และอาจสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น
การลดหน้ายางให้แคบกว่ามาตรฐานเดิม ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง
แม้ในหลักการแล้วจะช่วยลดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลงบ้าง
จากน้ำหนักและแรงต้านการหมุนที่ลดลง
แต่จะสูญเสียประสิทธิภาพการเกาะถนนลงเกือบตลอดการใช้งาน
-
- แก้มยางเตี้ย &
สูงได้อย่างเสียอย่าง
- ตัวอย่างรหัสบนแก้มยาง
185/70/R13 เลขตัวกลาง 70 คือ
ความสูงของแก้มยางเป็นเปอร์เซ็นต์จากความกว้างของหน้ายาง
ต้องผ่านการคำนวณก่อนจึงจะทราบความสูงของแก้มยางที่แท้จริง กรณีนี้ คือ
185 X 0.70 = แก้มยางสูง 129.5
มิลลิเมตร
-
-
ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วไปที่ไม่ใช่รถสปอร์ตสมรรถนะสูง
มักเลือกใช้ยางแก้มสูงเพื่อช่วยซึมซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้น
ให้ความนุ่มนวลโดยรวม ป้องกันกระทะล้อคดหรือแตก
และลดต้นทุนได้ทั้งยางและกระทะล้อ
อันเป็นการเลือกที่ลงตัวดีสำหรับการใช้งานปกติช่วงความเร็วปานกลาง-ถึงสูงแบบไม่จัดจ้านนัก
แต่ก็ยังมีความต้องการของผู้ใช้
ที่อยากเปลี่ยนขนาดยางและลดซีรีส์ความสูงของแก้มยางลงอีก ด้วยหลายเหตุผล
เช่น อยากเพิ่มความสวย
หรือลดการบิดตัวของแก้มยางขณะเปลี่ยนเลนหรือใช้ความเร็วสูง
ซึ่งต้องยอมรับผลเสีย คือ ความกระด้างจากแก้มยางที่เตี้ย
ทำให้ซึมซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นได้น้อยลง และล้อแมกซ์คด-แตกง่ายขึ้น
อยากสวย อยากเกาะ ต้องยอมกระด้าง
-
- สรุปสั้น ๆ และชัดเจนว่า
- ยางแก้มสูง นุ่มนวล ราคาไม่แพง
แต่บิดตัวมากในการเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็ว และไม่สวยยางแก้มเตี้ย
กระด้าง เพราะมีช่วงการซึมซับแรงสั่นสะเทือนน้อย
แต่ให้ความฉับไวและแม่นยำในการควบคุมบนทางโค้งหนักๆ -เปลี่ยนเลน
สวย และราคาแพง
-
ถ้าไม่เปลี่ยนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ
หรือไม่เพิ่มความกว้างของหน้ายาง จะไม่สามารถลดความสูงของแก้มยางได้เลย
เช่น ถ้าใช้ยางหน้ากว้าง 175 มิลลิเมตรกับกระทะล้อ
13 นิ้วเท่าเดิม หากเพิ่มจากแก้มยาง 70
ซีรีส์ เป็น 80 ซีรีส์
เพราะต้องการเพิ่มความนุ่มนวลหรืออะไรก็แล้วแต่ แก้มยางจะสูงขึ้น
175 X 0.10 (คิดจาก 10
เปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น) = 17.5 มิลลิเมตร เกือบ
2 เซนติเมตร
- ในทางกลับกัน
อยากให้รถยนต์ดูเตี้ยโดยไม่ลดความสูงด้วยการเปลี่ยนช่วงล่าง ลดแก้มยางลง
10 ซีรีส์ แก้มยางก็เตี้ยลง 17.5
มิลลิเมตร เส้นรอบวงของยางจะเปลี่ยนไปมาก
ในทั้งกรณีลดและเพิ่มซีรีส์โดยไม่เปลี่ยนขนาดอื่นของยาง
หากต้องการลดความสูงของแก้มยางเพื่อความสวยงามหรือลดการบิดตัว
ต้องเปลี่ยนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อชดเชยกัน
และต้องคำนวณอย่างละเอียด เพื่อรักษาเส้นรอบวงของยางไว้
- โดยการประมาณคร่าวๆ
หากอยากลดความสูงของแก้มยางลง 10 ซีรีส์
ต้องเปลี่ยนขนาดกระทะล้อเพิ่มขึ้น +1 นิ้ว หรือ
20 ซีรีส์ก็ +2 นิ้ว
ถ้าจะให้แน่นอนต้องคำนวณ
หรือนำยางขนาดใหม่มาตั้งเปรียบเทียบความสูงกับยางเส้นเดิมขนาดมาตรฐาน
-
และอย่าลืมเผื่อระยะที่ดอกของยางเส้นเดิมสึกหรอลงไปแล้วด้วย
-
- เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อและยางเปลี่ยนได้แต่ต้องยอมรับ
- ตัวอย่าง รหัสบนแก้มยาง
185/70/R13 เลขตัวสุดท้าย 13
คือเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว สำหรับใส่ยางเส้นนั้น
ปัจจุบันนิยมขนาด 13-18 นิ้วเป็นหลัก
ในการใช้งานปกติไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนขนาด
แต่ก็มีความต้องการเปลี่ยนในทางใหญ่ขึ้น คือ
เปลี่ยนกระทะล้อเพื่อความสวยงาม
หรืออยากใช้ยางแก้มเตี้ยลงเพื่อความสวยและลดการบิดตัว ซึ่งมีราคาแพงขึ้น
แต่คงเส้นรอบวงไว้ได้
- ล้อแมกซ์วงโตกับยางแก้มเตี้ย
มีความสวยมากขึ้น เพราะล้อแมกซ์ที่วาววับจะสร้างความสะดุดตา
ส่วนสีดำของแก้มยางที่ลดลงก็ลดความหนาทึบในการมอง
คล้ายล้อและยางตามสไตล์รถแข่งทางเรียบ เมื่อเปลี่ยนล้อแมกซ์ขนาดใหญ่ขึ้น
ต้องลดซีรีส์ความสูงของแก้มยางลงให้เหมาะสม
เพื่อรักษาขนาดเส้นรอบวงของยางไว้ กระทะล้อหรือล้อแมกซ์ในมาตรฐานเดียวกัน
ยิ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ย่อมมีราคาแพง คด-แตกง่าย
เป็นภาระกับระบบช่วงล่าง ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง
และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นบ้างจากน้ำหนักและแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น
แต่สวยและสามารถเปลี่ยนขนาดดิสก์เบรกให้ใหญ่ขึ้นได้สำหรับรถยนต์โมดิฟาย
อ่านต่อ
-
-
การเลือกและใช้ยางรถ(ตอนจบ)
-
·
ยางใหม่ต้องปรับสภาพ
-
ไม่เฉพาะแต่รถยนต์และเครื่องยนต์เท่านั้น
ที่ต้องมีการปรับสภาพในช่วงแรกของการใช้งาน ในช่วง 100-200
กิโลเมตรแรกของการใช้งานยางใหม่ ควรใช้ความเร็วไม่เกิน
80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ลงหลุมหรือทางขรุขระควรหยอดเบาๆ เพื่อให้โครงสร้าง แก้มยาง
และหน้ายางปรับสภาพในการใช้งาน
-
-
·
ใน
& นอกประเทศ
- ยังมีความเชื่อแบบเก่าอยู่บ้างว่า
ยางผลิตจากต่างประเทศมีคุณภาพเหนือกว่ายางผลิตในประเทศอาจจริงในยุค
10-20 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้สรุปในทันทีไม่ได้
เพราะพัฒนาการของผู้ผลิตยางรถยนต์ในประเทศก้าวหน้าขึ้นมาก ไม่เก่าเก็บ
และไม่ต้องขนส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมา
-
- ยางจากต่างประเทศ
ส่วนใหญ่มักถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานในแถบประเทศนั้นๆ หรือสภาพทั่วไป คือ
ไม่ร้อนมากและถนนเรียบ ต่างจากไทยที่ทั้งร้อนและสภาพถนนแย่
-
-
ผู้ผลิตยางในประเทศจึงน่าจะมีการพัฒนาและวิจัยที่ตรงกับลักษณะการใช้งานมากกว่า
ยังเคยพบว่ายางจากนอกบางรุ่นใช้งานในเมืองไทยแล้วประสิทธิภาพแย่กว่าหรือไม่ทนทานก็มี
นอกจากเทคโนโลยีและสูตรในการผลิตแล้ว
ความเก่าเก็บของยางก่อนใช้งานก็เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพโดยรวมของยางด้วย
-
- ยางที่เก็บไว้นานๆ
เนื้อยางจะเริ่มแข็งและโครงสร้างของยางกระด้างขึ้น
ยางจากต่างประเทศมักใช้การขนส่งทางเรือ อาจค้างสต็อกนาน และเคยมีข่าวว่า
ผู้นำเข้าบางรายเลือกนำเข้ายางล็อตเก่าที่ต่างประเทศโละมาในราคาถูกก็มี
ยางแก้มเตี้ยสมัยก่อนไม่มีการผลิตในประเทศไทย
ปัจจุบันมีการผลิตเกือบทุกยี่ห้อและหลายรุ่น นอกจากนี้
ยางจากต่างประเทศต้องใช้เงินต่างสกุลสั่งซื้อมา ซึ่งแน่นอนว่า
หลังหมดสต็อกเดิมจากปี 2540
ที่ค่าเงินบาทเพิ่งลอยตัว ยางนำเข้าล็อตใหม่ ณ กลางปี 2541
เป็นต้นไป ต้องมีราคาสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 50-100
เปอร์เซ็นต์ตามค่าเงิน ยางนำเข้าเส้นละ
6,000-10,000 บาท ต่อไปคงเป็นเรื่องปกติ
-
- ยางในประเทศรุ่นใหม่ๆ
ส่วนใหญ่มีความน่าสนใจมากกว่าทั้งในด้านคุณภาพ,
ราคา และความสดแต่ก็ยังมียางนำเข้าบางยี่ห้อบางรุ่น
ที่ถูกเลือกมาตรฐานมาให้เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองไทย
และมีการเจรจาลดราคาจากผู้ผลิตโดยตรง
จนสามารถตั้งราคาได้ไม่สูงนักและมีประสิทธิภาพคุ้มค่า
-
-
·
ยางรุ่นใหม่น่าสนใจ
- สรุปได้เกือบเต็มที่เลยว่า
ยางยี่ห้อเดียวกันแต่รุ่นใหม่กว่ามีคุณภาพโดยรวมสูงกว่า
คล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น
รถยนต์, โทรทัศน์,
คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
นอกจากนั้นยังลดความเสี่ยงเรื่องเก่าเก็บจนหมดสภาพได้อีกด้วย
-
-
·
เปลี่ยนขนาดเพื่อเกาะ &
สวย
- การเปลี่ยนขนาดของยางมี 2
กรณีหลัก คือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัว
และเพื่อความสวยงามการเปลี่ยนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวมี 2
กรณีหลัก คือ
เพิ่มความกว้างของหน้ายางเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัส
หรือลดความสูงของแก้มยางเพื่อลดการบิดตัวในทางโค้งหรือเปลี่ยนเลน
อาจเลือกเปลี่ยนกรณีเดียวหรือควบคู่กัน
-
การเปลี่ยนขนาดยางเพื่อความสวยงามมีสูตรสำเร็จอยู่ที่ยางหน้ากว้าง-แก้มเตี้ย
ประกบกับล้อแมกซ์วงโต แต่ไม่ว่าจะเลือกเปลี่ยนขนาดของยางเพื่ออะไรก็ตาม
ต้องรักษาเส้นรอบวงโดยรวมของยางไว้
-
-
·
แหล่งใหญ่ยางใหม่และเก่า
- วงเวียน 22
กรกฎาคม แถบหัวลำโพง จากกึ่งกลางวงเวียน
กระจายไปยังแยกที่จะไปโรงพยาบาลกลาง หรือวัดเทพศิรินทร์
ราคาถูกกว่าร้านทั่วไปเส้นละ 100-300 บาท (แล้วแต่รุ่น)
เดินสอบถามกัน
และต้องคำนวณถึงความคุ้มค่าที่ต้องฝ่าการจราจรเข้าไปกับราคาที่ต่างกันไม่มากนักด้วย
-
-
·
ยางมือสองบางกรณีน่าสนใจ
-
อย่ารีบสรุปว่ายางมือสองหรือที่เรียกกันว่ายางเปอร์เซ็นต์ไม่น่าสนใจ
หากยางนั้นถูกเปลี่ยนออกเพราะหมดสภาพ แล้วร้านยางนำมาทำความสะอาดจำหน่าย
ถือว่าไม่น่าสนใจ เพราะราคาถูก แต่อาจเกิดอันตรายยางมือสองที่น่าสนใจ คือ
ยางขนาดมาตรฐานที่ถูกถอดออกเพราะอยากเปลี่ยนขนาด
หรือเลือกเปลี่ยนล้อแมกซ์วงโตพร้อมยางแก้มเตี้ย
บางครั้งใช้งานมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็ยังมี
-
ถ้ายางมือสองเหล่านี้มีขนาดตรงตามความต้องการ ราคาจะถูกกว่ายางใหม่ประมาณ
30-50% แต่สภาพเกือบ 100%
บางคันออกจากโชว์รูมไม่กี่วันก็ถูกเปลี่ยนออกแล้ว
ยางมือสองในกรณีนี้หาได้ตามร้านล้อแมกซ์ใหญ่ทั่วไป แต่ควรศึกษาก่อนว่า
ยางขนาดที่ต้องการมีใช้ในรถยนต์ทั่วไปมากแค่ไหน ส่วนใหญ่ยาง 65-70
ซีรีส์ ขนาด 13-15 นิ้ว หาไม่ยาก
-
- ต้องถ่วงล้อ
-
เพราะกระทะล้อและยางหมุนรอบจัดและเปลี่ยนแปลงตลอดการขับ
จึงต้องมีการถ่วงสมดุล โดยเฉพาะล้อคู่หน้า แต่ถ้าให้ดีควรถ่วงทั้ง 4
ล้อ เพราะการไม่ได้สมดุลในล้อหน้า
จะแสดงผลชัดเจนจากอาการพวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว
และทุกล้อที่ไม่ได้สมดุลจะบั่นทอนอายุของช่วงล่าง โดยเฉพาะลูกปืนล้อ
-
- เมื่อเปลี่ยนยางใหม่
ถอดยางออกจากกระทะล้อเพื่อปะหรือสลับระหว่างล้อหลังกับล้อหน้า
ต้องมีการถ่วงสมดุลเสมอ รวมทั้งเมื่อใช้งานไปสัก 40-50%
ของอายุการใช้งานยาง ควรถอดมาถ่วงสมดุล
เพราะการสึกหรออาจไม่สม่ำเสมอกันถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุล
แล้วยังมีอาการสั่นของพวงมาลัยบางช่วงความเร็ว ต้องขยับไปใช้วิธีถ่วงแบบจี้
คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์ เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ ยาง,
จานดิสก์เบรก, เพลาขับ (ถ้าล้อนั้นมี),
ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
แต่โดยทั่วไปการถอดล้อออกมาถ่วงภายนอกเพียงพอแล้ว
-
·
การดูแลและใช้ยาง
- วัดแรงดันลมให้ได้มาตรฐาน หากยางปกติ
ไม่มีการรั่วซึม ตรวจแรงดันลมทุกสัปดาห์ก็พอ
แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่นมีระบุไว้ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถยนต์
ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28-32 ปอนด์/ตารางนิ้ว
(PSI)
สำหรับรถยนต์นั่งการวัดแรงดันลมยางต้องกระทำในขณะที่ยางยังเย็นหรือร้อนไม่มาก
(ขับไม่เกิน 2-3 กิโลเมตร)
-
-
หากเติมและวัดลมตามปั๊มน้ำมันพร้อมเติมน้ำมันก็สะดวกดี
แต่เมื่อยางร้อนแล้วต้องเผื่อแรงดันที่วัดได้เกินจากมาตรฐานสัก 1-2
ปอนด์/ตารางนิ้ว
แล้วดูว่ายางเส้นไหนลมอ่อนมากกว่ายางเส้นอื่นมากหรือเปล่า
หากมีแสดงว่ามีปัญหารั่วซึม
-
-
ระวังความเพี้ยนของมาตรวัดแรงดันลมตามปั๊มน้ำมันไว้ด้วย
เพราะมักถูกใช้งานหนัก ควรซื้อมาตรวัดแรงดันลมส่วนตัวไว้
และต้องเลือกแบบที่มีมาตรฐานราคาแพงสักหน่อย
ปั๊มหรือเครื่องมือเติมลมส่วนตัวมี 2 แบบหลัก คือ
แบบเท้าเหยียบ ควรซื้อแบบลูกสูบคู่จะรวดเร็ว และแบบปั๊มไฟฟ้า
อาจไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ดูแลรถยนต์ด้วยตัวเอง
แต่ควรมีมาตรวัดแรงดันลมส่วนตัว
-
·
แรงดันลมอ่อน
- แข็ง
- แรงดันลมน้อย-ยางอ่อน
แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น
และอัตราเร่งลดลงจากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้นหากยางอ่อนมากๆ
โครงสร้างภายในจะหมดสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณริมนอกซ้าย-ขวาของหน้ายางมากกว่าแนวกลางแรงดันลมมาก-ยางแข็ง
ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง ถ้ายางแข็งมากๆ เสี่ยงต่อการระเบิด
และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา
-
-
·
เดินทางไกลเติมแรงดันลมเพิ่ม
- ควรเติมแรงดันลมยางแข็งกว่าปกติ
2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว
เพื่อป้องกันยางร้อนมาก หรือแรงดันลมสูงเกินไปจนระเบิดอาจสวนความคิดที่ว่า
เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่อง
ยางน่าจะร้อนและมีผลให้แรงดันลมเพิ่มขึ้น
จากหลักการของก๊าซเมื่ออากาศร้อนจะขยายตัว-แรงดันลมเพิ่ม
และหากเย็นจะหดตัว-แรงดันลมลดลง
จึงเสมือนว่าน่าจะลดแรงดันลมลงจากปกติ
-
หากมีการลดแรงดันลมยางลงในการเดินทางไกล
ยางกลับจะร้อนและมีแรงดันสูงขึ้นมาก เพราะยางอ่อนแก้มยางจะบิดตัวมากจนร้อน
และทำให้แรงดันลมสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว วิธีที่ถูกต้อง คือ
เพิ่มแรงดันลมขึ้น 2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว
เพื่อป้องกันการบิดตัวของแก้มยางมากจนร้อนและแรงดันลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เป็นการป้องกันล่วงหน้า เช่น ยางที่มีแรงดันลม 32
ปอนด์/ตารางนิ้ว มากกว่าปกติ 2
ปอนด์/ตารางนิ้ว
เมื่อเดินทางไกลอาจมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นจากความร้อนเพียง 2
ปอนด์ แต่ถ้าลดแรงดันลมเหลือเพียง 28
ปอนด์/ตารางนิ้ว
อาจร้อนมากและมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นถึง 5-6 ปอนด์/ตารางนิ้ว
รวมแล้วมากกว่าการเติมลมยางเผื่อไว้แข็งและร้อนแล้ว
-
-
·
เส้นทางขรุขระ
- ลดความเร็วให้เหมาะสม
เพื่อลดภาระของหน้ายางและโครงสร้างยาง
อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและถนอมช่วงล่างด้วย
-
·
น้ำยาเคลือบสวยแต่ต้องระวัง
-
เป็นเรื่องปกติของคนไทยที่รักสวยรักงาม
สำหรับการทาน้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวย มีข้อควรระวังคือ
น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยางของแก้มยาง ทำให้บวม
ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยที่สุด
-
-
·
เบียดทางเท้าระวังแก้มยาง
-
การเข้าจอดเลียบทางเท้าหรือทางที่มีขอบสูง
ระวังการเบียดของแก้มยางทั้งในขณะจอด หรือจอดเบียดแก้มยางทิ้งไว้
เพราะจะทำให้แก้มยางบวมหรือรั่ว
ซึ่งไม่สามารถซ่อมแก้มยางให้ใกล้เคียงปกติเหมือนหน้ายางรั่วได้ในการเข้าจอดเลียบทางเท้า
ถ้าไม่มั่นใจว่าจะเบียดแก้มยางหรือเปล่า ควรชะลอให้ช้าที่สุด
และอย่าจอดเบียดแก้มยางทิ้งไว้ ควรจอดให้แก้มยางไม่เบียดอะไรเลย
-
·
สลับยาง
- ทุก 10,000
กิโลเมตร สลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า-หลังในแต่ละด้าน
เพื่อให้มีการสึกหรอจนหมดใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น
เพราะยางที่ใส่กับล้อคู่ขับเคลื่อน จะมีการสึกหรอมากกว่ายางอีกคู่หนึ่ง
อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงสมดุลใหม่ด้วยถ้าไม่สลับยางแล้วมีการสึกหรอไม่เท่ากัน
หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ
เพราะจะทำให้ต้องเปลี่ยนสลับครั้งละคู่ไปเรื่อยๆ เสียเวลาและไม่ถูกต้อง
ยางต้องเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 เส้น
เพราะมีอายุการใช้งานเท่ากันทุกเส้น
-
- ควรเปลี่ยนยางพร้อมกันทั้ง 4
เส้น
และอย่าใช้ยางต่างรุ่นต่างดอกกันในล้อข้างซ้ายและขวาในคู่เดียวกัน
เพราะประสิทธิภาพการเกาะถนนจะแย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวและรุ่นเดียวกันทั้ง
4 ล้อ
ไม่มีความจำเป็นต้องเลียนแบบรถแข่งที่ใช้ยางหน้ากว้างกว่าในล้อขับเคลื่อน
-
-
·
หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยาง
-
นอกจากตรวจสอบความลึกของดอกยางและสลับตามระยะ
ยังต้องสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง
ซึ่งมีหลายลักษณะยางต้องมีการสึกหรอสม่ำเสมอใกล้เคียงกันตลอดหน้ายางซ้ายจรดขวา
หากมีการสึกหรอของดอกยางผิดปกติ ควรตรวจสอบและตั้งศูนย์ล้อใหม่
-
-
·
อย่าจอดทิ้งไว้นาน
- รถยนต์ที่จอดนิ่งอยู่กับที่
น้ำหนักของตัวรถยนต์ทั้งหมดจะตกสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว
โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยึดตัวและเสียความยืดหยุ่นลงไป
ยิ่งจอดนิ่งนาน โครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายขึ้น ถ้าต้องจอดนานมาก
ทุก 1 สัปดาห์ควรสตาร์ทเครื่องยนต์
และนำรถยนต์ออกไปแล่นอย่างน้อย 2-3 กิโลเมตร
หรือเดินหน้าถอยหลัง 5-10 เมตรหลายๆ ครั้ง
เพื่อให้แก้มและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว
ทำให้ระบบช่วงล่างและเบรกมีการใช้งานด้วย
-
-
·
ดอกยางสึกหรอผิดปกติ
-
ปกติแล้วยางทุกเส้นต้องมีการสึกหรอของดอกยางสม่ำเสมอตลอดหน้ายางซ้ายจรดขวาและรอบวง
แต่อาจอนุโลมได้บ้างสำหรับรถยนต์ที่ใช้ช่วงล่างแบบอิสระในล้อซ้าย-ขวา
ไม่ได้เป็นเพลาตรงแท่งเดียวกัน
หน้ายางด้านในอาจสึกหรอมากกว่าด้านนอกเพียงเล็กน้อย
แต่ยังเรียบเป็นแนวตรงลูบมือผ่านโดยไม่สะดุด
เพราะในการขับช่วงล่างจะมีการยุบตัว ล้อเปลี่ยนมุมจากแนวตั้งฉากแบะ
(มุมแคมเบอร์ลบ) ด้านล่างออก
ด้านบนหุบเข้า น้ำหนักกดลงที่หน้ายางด้านในมากกว่าเล็กน้อย
-
-
สำหรับรถยนต์ที่ใช้ช่วงล่างแบบอิสระในล้อซ้าย-ขวา
และโหลดลดความสูงโดยไม่ได้ปรับให้ล้อตั้งฉากกับพื้น (หรือปรับไม่ได้)
ล้อแบะ (มุมแคมเบอร์ลบ)
หน้ายางด้านในจะสึกหรอมากกว่าด้านนอกมาก
และใช้ยางได้ไม่คุ้ม ต้องสลับหน้ายางในออกนอกด้วยการถอดออกจากกระทะล้อทุก
10,000-20,000 กิโลเมตร นอกเหนือจากการสลับหน้า-หลัง
หากยางรุ่นนั้นกำหนดทิศทางการหมุนต้องใส่ให้ถูกต้องหากไม่ได้ลดความสูงของตัวรถยนต์
แล้วมุมล้อมีมุมแคบเบอร์ลบหรือบวกผิด
ต้องปรับตั้งให้ได้มาตรฐานด้วยวิธีที่ถูกต้อง
- ถ้าหน้ายางมีการสึกหรอด้านใน-นอกไม่เท่ากันและเป็นบั้ง
แสดงว่ามุมโทอิน-โทเอ๊าท์ผิดปกติ คือ
มุมล้อที่เมื่อมองจากด้านบนแล้วล้อซ้าย-ขวาในแต่ละคู่ต้องขนานกัน
หรือเกือบขนานกันตามมาตรฐาน
-
- มุมล้อโทอินมากเกินไป คือ
มองจากด้านบนแล้วด้านหน้าของล้อซ้าย-ขวาหุบเข้าหากันมากเกินไป
ดอกยางริมนอกจะสึกมากกว่าด้านในและเป็นบั้ง ลูบมือผ่านแล้วสะดุด
- มุมล้อโทเอ๊าท์มากเกินไป คือ
มองจากด้านบนแล้วด้านหน้าของล้อซ้าย-ขวาอ้าออกจากกันมากเกินไป
หรือด้านหลังของล้อซ้าย-ขวาหุบเข้าหากันมากเกินไป
ดอกยางริมในจะสึกมากกว่าด้านในและเป็นบั้ง
ลูบมือผ่านแล้วสะดุดถ้ามุมโทผิดปกติ
ต้องนำไปตั้งศูนย์ล้อในค่าใช้จ่ายประมาณ 150-300
บาท เสียเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
และรถยนต์ทั่วไปมักกำหนดให้ต้องตั้งมุมล้อโทอินไว้บ้าง คือ
ล้อด้านหน้าหุบเข้าหากันเล็กน้อย
เพื่อให้เวลารถยนต์แล่นมีแรงกระทำด้านหน้าแล้วมุมโทจะพอดี
ถ้าตั้งโทเอ๊าท์มากเกินไป เมื่อรถยนต์แล่นล้อด้านหน้าจะยิ่งอ้าออก
รถยนต์ทุกรุ่นมีการกำหนดค่ามาตรฐานของมุมล้อแตกต่างกันออกไป
-
-
·
ยางแตก
- ปกติแล้วยางแบบเรเดียลไม่ใช้ยางใน
จะแตกเองยากมาก และหากถูกของมีคมขนาดไม่ใหญ่ทิ่มแทง จะมีการรั่วของลมช้า
และถ้าทิ่มค้างอยู่ ก็ยิ่งรั่วช้าลงอีกถ้ารถยนต์แล่นอยู่แล้วยางแตกกะทันหัน
หากค่อยๆ รั่วช้าๆ สัก 5-10 วินาที
และใช้ความเร็วไม่สูงนัก รถยนต์จะไม่เสียการทรงตัวมาก
แต่ถ้ารั่วเร็วต้องตั้งสติเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดี
ไม่ว่ายางจะรั่วช้าหรือเร็ว อย่ากระแทกแป้นเบรกกะทันหัน
บังคับพวงมาลัยให้มั่นคง เพราะจะมีแรงดึงผิดปกติ ต้องเบรกช้าๆ และเบาที่สุด
-
-
ถ้ายางล้อหน้าแตกในรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง
ยังพอใช้การลดเกียร์ต่ำช่วยได้บ้าง
แต่ถ้าเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าให้ใช้เบรกเบาๆ เท่านั้น
เพราะหากลดเกียร์ต่ำช่วย
ล้อหน้าอาจมีการกระตุกจนเสียการทรงตัวหรือตัวรถยนต์หมุนได้ เมื่อยางแตกแล้ว
ต้องจอดหลบให้ปลอดภัย อย่าบดยางยาวต่อเนื่องไปอีก
เพราะขอบกระทะล้อจะกดลงบนแก้มยางอย่างรุนแรง
จนแก้มยางเสียและต้องทิ้งยางเส้นนั้นไปเลย
-
ยางรถยนต์ในยุคใหม่มีโอกาสรั่วน้อยมาก ไม่น่าเกิน 1-2
ครั้ง/ปี
ยางอะไหล่จึงมักไม่ค่อยได้รับความสนใจในการตรวจสอบทุกสัปดาห์เหมือนยางเส้นปกติ
จึงควรเติมลมยางอะไหล่ไว้มากหน่อย คือ 40 ปอนด์/ตารางนิ้ว
และตรวจสอบทุกเดือน เมื่อต้องสลับมาใช้ยางอะไหล่
ถ้าแรงดันลมที่มีอยู่สูงเกินไปก็ปล่อยออกให้เท่าปกติ
หรือยางอ่อนนิดหน่อยก็ควรขับต่อด้วยความเร็วต่ำ
ดีกว่าบดยางเส้นที่แตกจนเสีย
-
-
การเปลี่ยนยางที่รั่วสลับกับยางอะไหล่เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด
แต่อาจไม่สะดวกในหลายกรณี เช่น การจราจรคับคั่ง พื้นที่เปลี่ยว
หรือเป็นสุภาพสตรีโฟมสเปรย์อุดรอยรั่วของยางช่วยได้ ถ้ารอยรั่วไม่ใหญ่นัก
กระป๋องละไม่กี่ร้อยบาท เติมให้หมดกระป๋อง ยางอาจจะอ่อนไปหน่อย
แต่สามารถขับไปร้านปะยางหรือหลบจากพื้นที่คับขันได้
เมื่อถอดยางออกปะต้องล้างโฟมนั้นออกให้หมดไม่มีความจำเป็นต้องเติมโฟมอุดรอยรั่วไว้ล่วงหน้าทุกล้อ
เพราะสิ้นเปลือง และอาจทำให้น้ำหนักของล้อและยางไม่สมดุล
เกิดการสั่นของพวงมาลัยได้
-
-
·
ปะยาง
2 แบบ
- การรั่วที่หน้ายางปะได้ 2
แบบ แต่การรั่วที่แก้มยางต้องทิ้งยางเส้นนั้นไป
เพราะแก้มยางต้องมีการยืดหยุ่นตลอดการหมุนถ้ารอยรั่วไม่ใหญ่นักสามารถเลือกปะได้
2 แบบ คือ
สอดเส้นยางพิเศษที่เบ่งตัวจนแน่นเข้าไปได้โดยไม่ต้องถอดยางออกจากกระทะล้อ
ใช้เวลาน้อย หรือปะแบบสตีมใช้ความร้อน ถอดยางออกจากกระทะล้อ
ใช้แผ่นปะปิดจากด้านในแล้วอัดทับด้วยความร้อนสักพักใหญ่
ซึ่งแน่นหนาทนทานกว่าการปะแบบแรก
แต่จะทำให้เนื้อยางบริเวณนั้นแข็งกระด้างจากความร้อนสูง
และต้องถ่วงสมดุลใหม่
เพราะยางถูกถอดออกจากกระทะล้อและมีน้ำหนักจากแผ่นปะเพิ่ม
หากรอยรั่วใหญ่ต้องปะแบบสตีมใช้ความร้อน
-
-
·
เมื่อไรหมดสภาพ
- ยางหมดอายุได้ใน 6
ลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด, ไม่เกาะ,
เนื้อแข็ง, โครงสร้างกระด้าง
เสียงดัง หรือแก้มบวม
เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ
ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป
เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลักเท่านั้น
-
ประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัวต้องขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยาง
การเก่าเก็บ
และโครงสร้างภายในด้วยยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง
ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อนเนื้อยางที่แข็ง
แม้ดอกยังลึกอยู่ แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง ดอกยางสึกช้าลง
และโครงสร้างยางก็เสื่อมสภาพลง
-
หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง
แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้งาน
ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่
ทดสอบง่ายๆ โดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายาง
เปรียบเทียบกับยางใหม่ๆหากดอกไม่หมดเฉลี่ยคร่าวๆ ว่า 3
ปี หรือไม่เกิน 35,000-50,000
กิโลเมตร ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว
และควรหลีกเลี่ยงยางเก่าเก็บเพราะจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ยางสั้นลงกว่า
3 ปี
-
|
|
|