15 คำถามเกี่ยวกับถุงลมนิรภัย 
เกร็ดควรรู้เกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง
เครื่องยนต์
เครื่องหลวม
เทคนิคเลือกซื้อรถปิกอัพ
เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องยนต์ เก่า
เทคนิคการขับรถในสภาพทางต่าง ๆ
เทคนิคการปฏิบัติ หลังซื้อเครื่องยนต์จากเชียงกง
เบรกอย่างไรให้ปลอดภัย
เมื่อไรควรเปลี่ยนยาง
เรียนรู้เทคนิคขับรถเอาตัวรอดยามฉุกเฉิน
เรียนรู้การประกันภัยแบบใหม่
เรื่องการเกาะถนนของยางรถ
เรื่องของเบรกที่ควรทราบ
เรื่องของเบาะ
เรื่องยุ่ง ๆ ของลมยาง
เรื่องยุ่ง ๆ ของสปริง
เอาตัวรอดจาก10เหตุที่เจอบ่อย
แก้ไขอย่างไรเมื่อเครื่องโอเวอร์ฮีท
แบบทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถ
โช้พอัพแก๊ส
ใช้เกียร์อัตโนมัติให้เป็น
ใช้รถขับหน้าให้ทนทาน
ไฟ
ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัยเกิดอะไรขึ้น
กฏหมายเกี่ยวกับรถยนต์
กรมการขนส่งทางบกกำลังเตรียมปรับอัตราภาษีป้ายทะเบียนรถยนต์ประจำปี
กลวิธีซื้อรถมือสอง
การเลือกและใช้น้ำมันเครื่อง
การเลือกและใช้ยางรถ
การจับพวงมาลัยอย่างถูกวิธี
การดูแล และการพ่วงแบตเตอรี่
การล้างหม้อน้ำ
ข้อคิดที่อาจมองข้ามเมื่อจะซื้อรถใหม่
ขับรถให้ปลอดภัยในหน้าฝน
ขับรถอย่างไรให้ประหยัด
ขับอย่างมีมารยาทและน้ำใจบนท้องถนน
ความเร็วและอัตราเร่ง
ความปลอดภัยเริ่มตั้งแต่ยังไม่สตาร์ท
จับพวงมาลัยให้ถูกต้อง
จุดด้อยที่ถูกมองข้ามของ
ซื้อรถใหม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
ดาวน์รถ
ตัวเลขประหยัดน้ำมันฯเชื่อได้หรือไม่
ทางเลือกของการซ่อมรถ
ท่านั่งนั้น
ทำอย่างไรเมื่อเครื่องยนต์ดับ
ทำอย่างไรเมื่อขึ้นโชว์รูมซื้อรถใหม่
ทำอย่างไรเมื่อยางรั่วหรือแบน
ทำอย่างไรเมื่ออยากขายรถตัวเอง
ปัญหาของคลัตช์และทางแก้
ผลกระทบจากถุงลมนิรภัย
พ่นกันสนิม
พรบ.
พื้นฐานเรื่องเครื่องยนต์ที่ควรรู้
พื้นฐานของถุงลมนิรภัย
มาเตรียมตัวก่อนการขับรถทางไกลกันเถอะ
มารู้จักกับดอกยางลายตัว V
รถบ้าน
รถป้ายแดงหรือมือสองดีเอ่ย
รายละเอียดบนแก้มยาง
รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
รู้ทันลูกเล่น อู่
ล้างรถยนต์ให้ถูกวิธี
สลับยางรถยืดอายุ
สัญญาซื้อขายรถ(มัดจำ)
สัญญาณบอกอาการรถ
สัญญานไฟใช้ให้ถูกมารยาทและปลอดภัย
สารพัดของเหลวในรถยนต์
สี่งที่ต้องทำหลังซื้อรถมือสอง
หัวเทียนบอกสุขภาพเครื่องยนต์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เครื่องยนต์
    น้ำมันเครื่อง
รถยนต์บางคันจอดมากกว่าใช้งานน้ำมันเครื่องสามารถเสื่อมลงได้แม้เครื่องยนต์ไม่ค่อยถูกใช้งาน เพราะมีการทำปฏิกิริยากับอากาศมากบ้าง น้อยบ้าง แม้ระยะทางไม่ครบกำหนด น้ำมันเครื่องสังเคราะห์และกึ่งสังเคราะห์ควรเปลี่ยนทุก 6-9 เดือน และน้ำมันเครื่องธรรมดาไม่เกิน 6 เดือน
น้ำมันเครื่องที่เหลือในกระป๋องต้องปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้งและไม่ร้อนมาก จะคงสภาพได้ประมาณ 1-2 ปี
เกรดคุณภาพ API / เครื่องยนต์เบนซิน = SJ & SH & SG ... / เครื่องยนต์ดีเซล = CG-4 & CF-4 & CE ... เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านต่างๆ ของน้ำมันเครื่องโดยตรง
เกรดความหนืด SAE ...W/40 & SAE ... W/50 & SAE 40 & SAE 50 เกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน
น้ำมันเครื่องธรรมดา ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ 3,000-5,000 กิโลเมตร
น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ 4,000-7,000 กิโลเมตร
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ 8,000-10,000 กิโลเมตร
  การจับพวงมาลัย
 ที่ถูกต้อง 3 และ9 หรือ 2 และ10
  การดูแลและใช้ยาง
วัดแรงดันลมให้ได้มาตรฐาน หากยางปกติ ไม่มีการรั่วซึม ตรวจแรงดันลมทุกสัปดาห์ก็พอ แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่นมีระบุไว้ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถยนต์ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28-32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่งการวัดแรงดันลมยางต้องกระทำในขณะที่ยางยังเย็นหรือร้อนไม่มาก (ขับไม่เกิน 2-3 กิโลเมตร)
หากเติมและวัดลมตามปั๊มน้ำมันพร้อมเติมน้ำมันก็สะดวกดี แต่เมื่อยางร้อนแล้วต้องเผื่อแรงดันที่วัดได้เกินจากมาตรฐานสัก 1-2 ปอนด์/ตารางนิ้ว แล้วดูว่ายางเส้นไหนลมอ่อนมากกว่ายางเส้นอื่นมากหรือเปล่า หากมีแสดงว่ามีปัญหารั่วซึม
 การซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า (OVERHAUL)
อีกประการก็คือ การเลือกฟิตเครื่องเก่าจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อ ไม่ต้องเปลี่ยนลูกสูบ, แบริ่ง (ชาฟท์) และวาล์ว รวมถึงในเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะถ้าค่าใช้จ่ายในการฟิตเครื่องสูงกว่า 50% ของราคาเครื่องเก่าในเชียงกง
 การเปลี่ยนเครื่องยนต์
การเลือกวิธีการซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อเป็นเครื่องยนต์ของรถยุโรป ที่มีปริมาณเครื่องยนต์เก่าซึ่งนำเข้ามาจำหน่ายกันน้อยและมีราคาสูง แต่ถ้าเป็นรถญี่ปุ่น เครื่องยนต์ในตลาดอะไหล่เก่าให้เลือกมาก และอย่างจุใจ
เมื่อไรควรเปลี่ยนยาง
 สาเหตุของการหมดอายุของยาง
ดอกหมด                                เนื้อแข็ง                   เสียงดัง                   แก้มบวม
 การรับน้ำหนัก และความเร็วของยาง
 
1.       ยางแตก
เมื่อยางระเบิดหรือแตกกระทันหัน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงความเร็วใด ต้องจับพวงมาลัยให้มั่นคง พยายามรั้งไว้ให้ตรงทิศทาง อย่ากระชากเด็ดขาด ไม่ตกใจกดเบรกอย่างกระทันหัน เพราะรถยนต์อาจหมุนปัดเป๋เสียการทรงตัวได้ ให้ถอนคันเร่ง
 
การลดความเร็ว สามารถใช้เบรกได้เพียงเบา ๆ และต้องเหยียบสลับกับการปล่อย เพื่อไม่ให้น้ำหนักถ่ายลงด้านหน้ามากเกินไป ถ้ายางที่แตกไม่ใช่ล้อขับเคลื่อน ก็สามารถใช้เกียร์ช่วยในการลดความเร็วได้
 
หากต้องการเปลี่ยนยาง ควรดึงเบรกมือก่อนการขึ้นแม่แรง ป้องกันรถยนต์ไหล แต่ถ้ามีที่สูบลมติดรถยนต์ไว้ และยางที่แบนไม่ได้รั่วเป็นรูขนาดใหญ่ ก็สามารถสูบลมยางให้แข็งกว่าปกติสัก 5-10 ปอนด์/ตารางนิ้ว และค่อย ๆ ขับต่อไปจนถึงร้านเปลี่ยนยางก็ได้
 
2.       เบรกแตก
รถยนต์ทุกรุ่นในปัจจุบันใช้น้ำมันเบรกเป็นตัวถ่ายทอดแรงดันระหว่างการกดของเท้าไปยังผ้าเบรก เสมือนเป็นระบบไฮดรอลิกชนิดหนึ่ง ดังนั้นจึงอาจมีการรั่วซึมขึ้นได้ จากการรั่วของลูกยางตัวใดตัวหนึ่งหรือท่อน้ำมันเบรกรั่ว การถ่ายทอดแรงดันก็จะสูญเสียลงไป
 
ระบบเบรกมักแบ่งการทำงานออกเป็น 2 วงจร อาจเป็นแบบล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง หรือเป็นแบบไขว้ล้อหน้าซ้าย-ล้อหลังขวา และล้อหน้าขวา-ล้อหลังซ้าย เผื่อว่าวงจรใดวงจรหนึ่งชำรุด เพื่อให้ระบบยังมีประสิทธิภาพการทำงานหลงเหลืออยู่บ้าง
 
ดังนั้น เมื่อเบรกแตกหรือน้ำมันเบรกเกิดการรั่ว ส่วนใหญ่มักหลงเหลือประสิทธิภาพการทำงานอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์ หรืออีกไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งในอีกวงจร
 
ตั้งสติให้มั่นคง เมื่อเหยียบแป้นเบรกลงไปแล้วลึกต่ำกว่าปกติ ต้องเหยียบซ้ำแรง ๆ และถี่ ๆ เพื่อใช้แรงดันในวงจรที่เหลือยู่ ผ้าเบรกจะได้สร้างแรงเสียดทาน ขึ้นมาบ้าง พร้อมกับการลดเกียร์ต่ำครั้งละ 1 เกียร์ จนกว่าจะถึงเกียร์ต่ำสุด แล้วค่อยใช้เบรกมือช่วย โดยการกดปุ่มล็อกค้างไว้ให้สุด เพื่อไม่ให้เบรกจนล้อล็อก ดึงขึ้นแล้วปล่อยสลับกันไป เพื่อลดความเร็ว ถ้าระบบเบรกชำรุดทุกวงจร ต้องใช้การลดเกียร์ต่ำช่วยเป็นหลัก แล้วค่อยดึงเบรกมือช่วย เมื่อไล่ลงจนถึงเกียร์ต่ำสุดแล้ว
 
รถยนต์ที่ใช้ระบบเบรกที่มีเอบีเอส ถ้าต้องการเบรกกระทันหัน อย่าเหยียบแล้วปล่อยสลับกันถี่ ๅ แบบเทคนิคการเบรกในยุคเก่า เพราะเอบีเอสจะตัดการทำงานและไม่สามารถป้องกันการล้อล็อกได้ ต้องเหยียบลงไปให้แน่น ๆ แล้วควบคุมพวงมาลัยไปยังทิศทางที่ควรจะไป นั่นคือวิธีที่ถูกต้องเมื่อต้องเบรกกระทันหันในรถยนต์ที่มีเอบีเอส
 
3.       รถหลุดออกจากทาง
อาจเป็นเพราะหักหลบสิ่งกีดขวางอย่างกระทันหัน ทำให้ไถลออกนอกเส้นทาง เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ควรตั้งสติให้มั่น ไม่ควรเหยียบเบรกอย่างแรง เพราะอาจทำให้ล้อล็อกหรือลื่นไถลจนเสียการทรงตัว
 
วิธีที่ถูกต้อง ควรลดความเร็วด้วยการแตะเบรกแล้วปล่อย พร้อมกับการลดจังหวะเกียร์เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยในการชะลอความเร็วอีกเล็กน้อย นอกจากนั้น สายตายังต้องมองทางไปข้างหน้า เพื่อหลบสิ่งกีดขวาง ไม่ควรหักหลบทันทีเพราะอาจพลิกคว่ำได้
 
4.       คันเร่งค้าง
รถยนต์เกียร์ธรรมดา ให้ใช้เบรกในการชะลอความเร็วโดยไม่ต้องแตะคลัตช์ ให้ใช้คลัตช์เฉพาะในการเปลี่ยนเกียร์ เพื่อช่วยลดความเร็วลงเมื่อจำเป็น และประคองรถยนต์เข้าสู่ไหล่ทางพร้อมกับใช้ปลายเท้าสอดเข้าใต้แป้นคันเร่งเพื่องัดขึ้น
 
หากแป้นคันเร่งไม่สามารถงัดขึ้นได้ ให้บิดกุญแจเพื่อดับเครื่องยนต์ แต่อย่าบิดกุญแจกลับไปจนถึงจังหวะที่พวงมาลัยล็อก และใช้เบรกชะลอความเร็วลงเรื่อย ๆ จนถึงไหล่ทาง
 
5.       เครื่องยนต์ร้อนจัด-น้ำหม้อน้ำแห้ง
 
ถ้าไม่ได้เกิดจากการรั่วซึมผิดปกติ แต่เกิดจากการหลงลืมเติมน้ำหม้อน้ำ ก็สามารถเติมน้ำเข้าไปให้เต็มได้ เพราะถ้ามีการรั่วเติมลงไปก็รั่วออกมาอีก
 
การเติมน้ำ ต้องมีเทคนิคและใจเย็น จอดรถยนต์หลบในที่ปลอดภัย ดับเครื่องยนต์ รอให้เครื่องยนต์เย็นลงบ้าง หาผ้าหนา ๆ และผืนกว้างพอสมควร เช่น ผ้ายางรองพื้นในรถยนต์ คุลมฝาหม้อน้ำให้มิด แล้วบิดออกเล็กน้อยก่อน เพื่อให้แรงดันภายในคลายตัวออกบ้าง เมื่อแรงดันคลายตัวออกมามากในช่วงระยะเวลาประมาณ 2-3 นาที ค่อย ๆ เปิดฝาหม้อน้ำต่อ ระวังไอหรือน้ำร้อนพุ่งขึ้นมา ต้องคลุมผ้าผืนหนาไว้ให้มิดชิดมาก ๆ
 
อย่ารีบเติมน้ำลงไปในทันที ต้องรอให้เครื่องยนต์คลายความร้อน อาจต้องรอถึงกว่า 20-30 นาที การเติมน้ำต้องเติมครั้งละนิด ไม่ควรเกินครึ่งลิตร แล้วทิ้งช่วงสัก 5 นาที เพื่อให้น้ำที่เติมดึงความร้อนกระจายกันให้ทั่ว เพราะโลหะที่ร้อนจัดเมื่อถูกน้ำเย็นทันที จะหดตัวลงอย่างรวดเร็วจนร้าวหรือเสียหายได้
 
6.       สายคลัตช์ขาด-ปั๊มคลัตช์รั่ว
รถยนต์ที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดา ถ้าสายคลัตช์ขาดหรือปั๊มคลัตช์รั่ว ไม่ได้หมายความว่ารถยนต์จะแล่นไม่ได้เลย ยังสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อนำรถยนต์ออกจากพื้นที่เป็นระยะสั้น ๆ โดยไม่ต้องเข็นหรือลากกันได้ไม่ยาก
 
วิธีปฏิบัติคือ ตรวจสอบว่าเส้นทางข้างหน้าต้องว่างไม่น้อยกว่า 10-20 เมตร ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด เปิดสวิตช์กุญแจ เข้าเกียร์ 1 ไว้ กดคันเร่งประมาณ 1-2 ซม. บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ค้างไว้
 
ตัวรถยนต์จะกระตุกเป็นจังหวะตามการหมุนของเครื่องยนต์และไดสตาร์ท เคลื่อนที่กระตุกไปทีละนิดจนกระทั่งเครื่องยนต์ทำงาน ก็กดคันเร่งลงไปมากขึ้นเพื่อเร่งความเร็ว เกียร์จะไม่สามรถเปลี่ยนได้ แต่สามารถใช้ความเร็วได้เกือบเต็มที่ของความเร็วสูงสุดของเกียร์ 1 คือ ประมาณ 30-40 กม./ชม. ถ้าเส้นทางข้างหน้าว่างก็สามารถขับไปได้เรื่อย ๆ เมื่อต้องเบรก ก็กดแป้นเบรกลงไปเท่านั้น ปล่อยให้เครื่องยนต์ดับแล้วค่อยเริ่มออกตัวใหม่
 
7.       เมื่อมีรถยนต์แล่นสวนเข้ามาในเลน
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะในการขับบนถนน 2 เลนสวนกัน ขั้นแรกควรลดความเร็วลง แต่อย่ามากเกินไปจนรถที่ตามมาด้านหลังชนได้ มองกระจกด้านซ้ายเพื่อหาหนทางหนีทีไล่ พร้อมกระพริบไฟสูงและบีบแตรเตือนและเบี่ยงออกทางเลนซ้าย
ไม่ควรหลบข้ามเลยไปในช่องทางของรถยนต์ที่แล่นสวนมา เพราะบ่อยครั้ง คนขับเพิ่งรู้สึกตัวแล้วหักหลบเข้ามาจนทำให้เกิดการชนกันได้
 
8.       กระจกหน้าแตก
มักไม่ค่อยมีปัญหาหากกระจกหน้าเป็นแบบลามิเนท 2 ชั้น ซึ่งมีแผ่นฟิล์มเหนียวคั่นกลาง เพราะจะไม่ร่วงเป็นเม็ดข้าวโพดเหมือนกระจกแบบเทมเปอร์ชั้นเดียว โดยแผ่นฟิล์มเหนียวตรงกลางจะเป็นตัวยึดไม่ให้เศษกระจกแยกออกจากกัน จึงทำให้พอมองทะลุผ่านและขับต่อไปได้ไกล
 
ถ้าเป็นกระจกแบบเทมเปอร์ จะแตกรวดเร็วมาก เพียงจุดแตกเล็ก ๆ ทำให้เนื้อกระจกสูญเสียความแข็งแรง และเกิดรอยร้าวทั่วแผ่นเป็นฝ้าขาวจนไม่สามารถมองผ่านได้ ผู้ขับจึงต้องตั้งสติให้มั่นและค่อย ๆ ชะลอความเร็ว แล้วเบี่ยงรถยนต์เข้าสู่ไหล่ทาง ถ้าเหลือกระจกติดที่ขอบ ให้ใช้ไม้หุ้มผ้าหนา ๆ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ในการกระแทกเศษกระจกที่ยังติดอยู่บนขอบออกให้หมด โดยควรหากระดาษหรือผ้ารองบนแผงหน้าปัดและฝากระโปรงหน้า เพื่อป้องกันเศษกระจกหล่นลงไปในช่องแอร์หรือขูดขีดสีตัวถัง
 
ขณะที่ขับรถยนต์ที่ไม่มีกระจกบังลมหน้า ควรปิดกระจกทุกบาน การเปิดระจกหน้าต่างทำให้ลมมาปะทะกับคน และทำให้รถยนต์มีการทรงตัวไม่ดีจากลมที่ไหลผ่าน ถ้ามีแผ่นกันแดดหรือแว่นสายตาก็ควรนำมาใส่ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและเศษกระจกที่อาจค้างอยู่
 
9.       สิ่งของตกอยู่บนถนน
ไม่ควรแล่นทับ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายได้
 
ขั้นแรกควรลดความเร็ว หากช่องทางทั้งซ้าย-ขวาไม่มีรถยนต์แล่นตามหลังมา ให้หักหลบโดยพยายามเบี่ยงให้น้อยที่สุด เพราะการหักหลบมาก ๆ ในขณะที่ขับเร็ว รถยนต์อาจหมุนหรือปัดเป๋ได้
 
หากเลี่ยงไม่ได้ หลังการทับหรือชน ควรจอดรถและตรวจสอบชิ้นส่วนใต้ท้องรถว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น คันชัก คันส่ง ท่อส่งเชื้อเพลิง ถังน้ำมัน ยาง ฯลฯ
 
10.   สัตว์ขวางทาง
ควรลดความเร็ว แต่ไม่ควรเบรกอย่างรุนแรงหรือหักหลบทันที เพราะอาจทำให้รถยนต์พลิกคว่ำได้ และไม่ควรหักหลบไปในช่องทางที่มีรถแล่นสวนมา
หากไม่เร่งรีบ ควรปล่อยให้สัตว์เหล่านั้นเดินจนพ้นจากถนน ไม่ควรบีบแตรไล่เพราะอาจทำให้ตกใจและหันมาทำอันตรายได้
การแซงควรเลี้ยวไปด้านหลังของสัตว์ เพราะการตัดหน้าจะทำให้สัตว์ตกใจและเตลิด อันตรายต่อรถยนต์ในช่องทางอื่น
 
การดูแล และการพ่วงแบตเตอรี่
ปกติแล้ว แบตเตอรี่ทีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-2.5 ปี
·       พ่วงแบตเตอรี่ให้ถูกวิธี
สายพ่วงทั่วไปเป็นสายคู่มีสีแดง-ดำ และมีปากคีบที่ปลายทั้งสองด้าน โดยสีแดงหมายถึงขั้วบวก และสีดำหมายถึงขั้วลบ
การพ่วงต้องเป็นขั้วบวกกับขั้วบวก แลฃะขั้วลบกับขั้วลบเท่านั้น ไม่ควรสลับกันเด็ดขาด โดยรถยนต์ทั้ง 2 คัน ควรจอดอยู่ในระยะที่พอดีกับสายพ่วง และต้องดับเครื่องยนต์
ใช้ปากคีบหนีบขั้วบวกของแบตเตอรี่ที่สมบูรณ์ ส่วนปลายอีกด้านหนีบเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่ที่หมดไฟให้แน่น เส้นดำหนีบกับขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ และนำปลายอีกด้านหนึ่งหนีบกับตัวถังหรือโลหะบนเครื่องยนต์ที่มีอยู่ห่างจากขั้วลบแบตเตอรี่ที่หมดไฟ
ห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณใกล้เคียง เพราะในช่วงประจุไฟ จะมีก๊าซไฮโดรเจนเกิดขึ้น อาจทำให้เกิดการระเบิดได้
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย จึงสตาร์ตรถยนต์ที่สมบูรณ์ก่อนสตาร์ตรถยนต์ที่มีปัญหาจนเครื่องยนต์ติด เสร็จแล้วจึงถอดสายพ่วงออกทีละขั้วอย่าให้สัมผัสกับสิ่งใด ๆ จากนั้น ควรเร่งเครื่องไว้ประมาณ 15-30 นาที โดยไม่เปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อให้มีการประจุกระแสไฟฟ้าเข้าในแบตเตอรี่
เข็นสตาร์ต อีกทางออกของการแก้ปัญหา
บิดกุญแจไว้ที่ตำแหน่ง ON หรือ ACC เข้าเกียร์ 2 พร้อมเหยียบคลัตช์ให้จมไว้ เมื่อเข็นให้ถึงความเร็วที่เหมาะสม จึงปล่อยคลัตช์พร้อมกดคันเร่งตาม เครื่องยนต์จะมีการกระตุก และติด เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วให้ปลดเป็นเกียร์ว่างแล้วเบรก และเร่งรอบเครื่องยนต์ไว้ที่ประมาณ 3,000 รอบ/นาที ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ไดชาร์จทำหน้าที่ประจุไฟเข้าแบตเตอรี่
ควรตรวจสอบที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขั้วว่า มีการจับเกาะของขี้เหลือหรือไม่ ถ้ามี ให้ใช้น้ำร้อนราด ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงใช้แปรงทำความสะอาดที่ขั้วแบตเตอรี่ และสายไฟ ก่อนประกอบกลับ และใช้จารบีทาลงไปเพื่อป้องกันการเกิดขี้เกลือ
การถอดขั้วแบตเตอรี่ ควรถอดที่ขั้วลบก่อน เพราะอาจมีการช็อตหรือเกิดประกายไฟได้หาดถอดที่ขั้วบวกก่อน จากนั้นจึงค่อยถอดขั้วบวกออกมา
·       เพิ่มแอมป์เมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
เมื่อต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ แม้จ่ายแพงอีกหลายร้อยบาท แต่การเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่มีแอมป์สูงขึ้น (แอมแปร์/ชั่วโมง) ให้ผลดีแบบไม่มีผลเสีย แต่ฐานรองแบตเตอรี่ต้องรองรับได้
ก็เปลี่ยนแบตเตอรี่ทีมีแอมป์เพิ่มขึ้น 10-20 แอมป์ 
ยกตัวอย่างเช่น 195/60 R 15 87 V
" 195 " คือความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสกับพื้นถนนมีหน่วยเป็น มิลลิเมตร
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
" 60 " เป็นซีรี่ส์หรือความสูงของแก้มยาง ตัวเลขนี้คือ เปอร์เซ็นต์กับหน้ายาง อย่างยางเบอร์นี้ความสูงของแก้มยางจะเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของหน้ายาง 195 มม. คือมีค่าเท่ากับ 117 มม.(60 เปอร์เซ็นต์ของ 195)
" R " หมายถึงโครงสร้างยางแบบเรเดียล
" 87 " ดัชนีการรับน้ำหนัก คือพิกัดการรับน้ำหนักสูงสุดของยางเส้นนี้ว่าสามารถรับน้ำหนักต่อเส้นได้เท่าไหร่
" V " เป็นสัญลักษณ์ความเร็วเพื่อบอกให้ทราบว่า ยางรุ่นนี้สามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้เท่าไหร่ โดยยางไม่เกิดความเสียหาย

 
 
ตารางสัญลักษณ์ความเร็ว
สัญลักษณ์
ความเร็ว (กม./ ชม.)
J
100
M
130
N
140
P
150
Q
160
R
170
S
180
T
190
U
200
H
210
VR
มากกว่า 210
V
240
ZR
มากกว่า 240
 
ยางติดรถเดิมๆ นั้นบางคนก็รังเกียจอยากเปลี่ยนยางชุดใหม่ หรือเพิ่มขนาดกระทะล้อให้มากขึ้น สิ่งที่ควรนึกถึงเอาไว้บ้างคือ ขนาดของ เส้นผ่าศูนย์กลางของยางที่เล็กลงหรือใหญ่ขึ้นกว่าขนาดมาตรฐานติดรถ ซึ่งจะมีผลต่อรถด้วยกันหลายประการคือ การเปลี่ยนไปใช้ยางที่มี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าขนาดมาตรฐาน เข็มความเร็วจะแจ้งเกินความเร็วจริง ในความเร็วเท่าเดิมต้องใช้รอบเครื่องสูงเพิ่มขึ้นอัน เป็นผลต่อการสึกหรอของเครื่องยนต์ และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังทำให้ความสูงของตัวรถลดลงซึ่งอาจทำ ให้ระบบช่วงล่างเกิดการเสียหาย
สำหรับการเปลี่ยนยางที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโตขึ้นกว่าขนาดมาตรฐาน มาตรวัดความเร็วจะชี้ที่ความเร็วน้อยกว่าความเป็นจริง ถึง แม้ในความเร็วเท่าเดิมจะใช้รอบเครื่องต่ำลง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลดการสึกหรอของเครื่องยต์หรือช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้เสมอ ไป เพราะถ้าเครื่องยนต์เล็กมีเรี่ยวแรงกำลังม้าและแรงบิดน้อย อาจต้องลากรอบเครื่องเพิ่มมากขึ้นก็ได้ ดังนั้นการเปลี่ยนยางจึงควรจะเลือก ใช้ยางที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับยางมาตรฐานติดรถเอาไว้ก่อน การเลือกเปลี่ยนยางแล้วให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์เท่าเดิม ให้ดูได้จาก "ตาราง เปรียบเทียบขนาดยาง " โดยเลือกใช้ขนาดที่อยู่แถวเดียวกัน
ตารางเปรียบเทียบขนาดยาง
80 ซีรี่ส์
70 ซีรี่ส์
65 ซีรี่ส์
60 ซีรี่ส์
55 ซีรีส์
50 ซีรี่ส์
45 ซีรีส์
145-13
165/70-13
 
185/60-13
185/55-14
 
 
 
 
 
175/60-14
 
 
 
155-13
175/70-13
175/65-14
205/60-13
205/55-14
195/50-15
 
 
 
 
185/60-14
185/55-15
 
 
165-13
185/70-13
185/65-14
195/60-14
195/55-15
 
235/45-15
175-13
195/70-13
195/65-14
 
205/55-15
225/50-15
225/45-16
155-14
175/70-14
195/65-14
205/60-14
205/55-15
225/50-15
225/45-15
 
 
 
195/60-15
 
205/50-16
225/45-16
165-14
185/70-14
185/65-15
165/60-15
 
225/50-16
245/45-16
175-14
195/70-14
195/65-15
205/60-15
205/55-16
225/50-16
245/45-16
185-14
205/70-14
205/65-15
 
 
215/50-17
 
145-15
 
185/65-15
195/60-15
 
205/50-16
 
155-15
175/70-15
195/65-15
205/60-15
205/55-16
225/50-16
245/45-16
165-15
185/70-15
205/65-15
215/60-15
 
215/50-17
235/45-17
175-15
195/70-15
215/65-15
 
 
 
 
เมื่อได้ขนาดยางแล้วก็มาถึงขนาดความกว้างของกระทะล้อ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ให้มันเหมาะสมกับขนาดความกว้างของขนาดยางด้วย ถ้า กระทะล้อแคบไปมันจะบีบแก้มยางเอาไว้ ทำให้หน้ายางเบ่งไม่เต็มที่ แล้วยังมีผลกับประสิทธิภาพของยางอีก เช่นเดียวกันถ้าใช้กระทะล้อ กว้างเกินไป ขอบยางเบ่งมากทำให้หน้ายางเป็นประเภท " หัวหลิม " ทำให้ดูไม่สวยและมีผลกับประสิทธิภาพของยาง จากตารางความ กว้างของกระทะล้อ จะเป็นแนวทางในการเลือกหาขนาดความกว้างของกระทะล้อ ที่สามารถใช้กับยางขนาดและซีรี่ส์ต่างๆ ได้ตั่งแต่ขนาด แคบสุดจนถึงขนาดกว้างสุดที่ควรใช้ แต่ในด้านความเหมาะสมที่สุดแล้วควรจะเลือกใช้ขนาดตรงกลางระหว่างขนาดที่ใช้ได้ เช่นในตา- รางกำหนดให้ใช้กระทะล้อได้ระหว่างความกว้าง 5-7 นิ้ว แต่ขนาดที่เหมาะสมควรจะเป็นระหว่างกลางคือ 6 นิ้ว
ตารางความกว้างของกระทะล้อ
ความกว้างของขนาดยาง
155
165
175
185
195
205
215
225
235
245
255
265
335
ซีรี่ส์ 80
4-5
4.5-5
4.5-6
5-7
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ซีรี่ส์ 70
4-5.5
4.5-6
5-6
5-6.5
5.5-7
5.5-7.5
6.5-7.5
6-8
6.5-8.5
 
 
 
 
ซีรี่ส์ 65
4-5.5
4.5-6
5-6
5-6
5.5-7
5.5-7.5
6-7.5