|
|
-
การเลือกและใช้น้ำมันเครื่อง
|
|
-
การเลือกและใช้น้ำมันเครื่อง
-
คุณภาพของน้ำมันเครื่องมีความสำคัญทั้งต่อกำลังและความทนทานของเครื่องยนต์
การเลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ
ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง
เพราะน้ำมันเครื่องแต่ละชนิดมีกำหนดการใช้งานที่เหมาะสม
ไม่สามารถยืดอายุหรือระยะเวลาออกไปตามสภาพเศรษฐกิจได้
- การเลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ
หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ
อาจไม่มีผลให้ทราบในทันทีหากเครื่องยนต์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ
เพราะกำลังมักลดลงไม่มาก
และในกรณีที่อายุการใช้งานของเครื่องยนต์สั้นลงกว่าจะทราบก็อีกนาน
นอกจากนั้นยังมีโอกาสน้อยมากที่เครื่องยนต์จะพังในทันทีจากการใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ
หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ
-
-
การเลือกน้ำมันเครื่องไม่จำเป็นต้องดูยี่ห้อหรือรุ่นว่าเด่นดังหรือเปล่า
เพราะคุณสมบัติที่แท้จริงของน้ำมันเครื่องมีระบุอยู่ข้างกระป๋องเสมอน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แม้ราคาแพง
แต่ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรอาจประหยัดกว่าก็เป็นได้
-
- เลือกน้ำมันเครื่องด้วย 3
คุณสมบัติ ชนิด &
คุณภาพ & ความหนืด
-
- ต้องพิจารณาทั้ง 3
คุณสมบัติเสมอ ไม่ใช่เลือกแค่ชนิดหรือยี่ห้อ-รุ่นเท่านั้น
ไม่ควรเลือกตามคำร่ำลือหรือการโฆษณา และไม่สามารถสรุปการเลือกแค่
1-2 คุณสมบัติ เช่น เลือกเพราะเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์
โดยไม่สนใจเกรดคุณภาพหรือความหนืด หรือเลือกเพราะเกรดคุณภาพที่พึงพอใจ
โดยไม่สนใจชนิดและเกรดความหนืด
เพราะน้ำมันเครื่องแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติทุกด้านแตกต่างกัน
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์บางรุ่นมีอายุการใช้งานนานกว่าก็จริง
แต่อาจมีเกรดคุณภาพต่ำกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดาก็เป็นได้
- 1.
ชนิด
-
เกี่ยวข้องกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง แบ่งเป็น 3
ชนิดหลัก
โดยตัดน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐาน
ซึ่งผลิตจากไขพืช-สัตว์ เพราะคุณภาพต่ำเกินไป
แต่เพิ่มชนิดที่ 3 ขึ้นมา คือ
น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์
ที่ได้จากการผสมน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์กับชนิดธรรมดา
-
- น้ำมันเครื่องธรรมดา
ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม
แพร่หลายที่สุด กระป๋องบรรจุ 4-5 ลิตร ราคาประมาณ
300-600 บาท
- น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์
ผลิตจากการผสมน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดธรรมดากับชนิดสังเคราะห์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม
และแตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น กระป๋องบรรจุ 4-5
ลิตร ราคาประมาณ 500-800 บาท
-
- น้ำมันเครื่องสังเคราะห์
ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานที่สังเคราะห์ขึ้นจากน้ำมันปิโตรเลียม
กระป๋องบรรจุ 4-5 ลิตร ราคาประมาณ 800-2,200
บาท
-
ชนิดของน้ำมันเครื่องสามารถบอกได้เพียงคุณสมบัติด้านอายุการใช้งานเป็นหลัก
ไล่เรียงกันลงมาจากน้อยไปหามาก
และไม่ใช่บทสรุปว่าน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ต้องมีคุณภาพโดยรวมดีกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดาเสมอไป
เพราะยังต้องเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติด้านอื่นอีก เช่น ความลื่น การชะล้าง
ฯลฯ จึงต้องดูที่เกรดคุณภาพและคุณสมบัติด้านอื่นด้วย
-
-
น้ำมันเครื่องธรรมดา ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ
3,000-5,000 กิโลเมตร
-
น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ
4,000-7,000 กิโลเมตร
-
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ
8,000-10,000 กิโลเมตร
-
-
โดยระยะทางข้างต้นได้ประยุกต์ลดลงตามสภาพอากาศ ฝุ่น
และสภาพการจราจรของเมืองไทย ที่ดุเดือดกว่าหลายประเทศ
ซึ่งน้ำมันเครื่องทุกชนิดมีอายุการใช้งานในต่างประเทศตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ยืนยาวกว่านี้อีกประมาณ
20-100 เปอร์เซ็นต์ เช่น 10,000, 14,000
และ 20,000 กิโลเมตร
ตามลำดับของชนิด
- ดังนั้น
ถ้าอยากใช้น้ำมันเครื่องเป็นระยะทางมากกว่าที่แนะนำไว้ข้างต้นบ้างก็สามารถทำได้
การเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ แม้ราคาต่อลิตรจะแพงกว่า
แต่เมื่อรวมค่าน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง
และค่าแรงในการเปลี่ยนถ่าย หากคำนวณเป็นระยะทางต่อกิโลเมตรแล้ว
อาจถูกกว่าการใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาก็เป็นได้
-
-
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ แท้&เทียม
เป็นชนิดสังเคราะห์ 100%
หรือมีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ข้างกระป๋องหรือไม่ ?
นั้น การเลือกซื้อน้ำมันเครื่องต้องเชื่อมั่นในแหล่งจำหน่าย ยี่ห้อ
และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของไทย
เพราะไม่สามารถทดสอบคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องด้วยสายตาหรือการสัมผัส
แต่ต้องทำการทดสอบในห้องทดลองทางเคมีเท่านั้น
-
-
การระบุข้างกระป๋องว่าเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100%
ยังขาดความชัดเจนว่าน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปทุกหยดในกระป๋องนั้นมาจากการสังเคราะห์
100%
ทั้งตัวน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานและสารเพิ่มคุณภาพจริงหรือไม่
ถ้าเป็นเพียงการใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ 100%
แต่เมื่อจะผสมสารเพิ่มคุณภาพบางตัวกลับไม่สามารถละลายได้
จึงต้องละลายผสมสารเพิ่มคุณภาพกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดธรรมดาในปริมาณน้อยๆก่อน
แล้วค่อยนำไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์
น้ำมันเครื่องกระป๋องนั้นก็ไม่ถือว่าทุกหยดได้จากการสังเคราะห์
-
-
น้ำมันเครื่องสำเร็จรูปที่ระบุว่าเป็นชนิดสังเคราะห์ 100%
ส่วนใหญ่เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์
โพลีแอลฟาโอลีฟิน (POLYALPHAOLEFIN-PAO)
ซึ่งไม่สามารถละลายสารเพิ่มคุณภาพบางตัวหรือละลายได้ไม่ดี
จึงอาจมีการละลายสารเพิ่มคุณภาพด้วยน้ำมันหรือสารอื่นก่อนผู้ผลิตบางรายเน้นความประหยัด
โดยนำสารเพิ่มคุณภาพไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นชนิดธรรมดาก่อน
เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานจึงเกิดข้อกังขาว่า
จะเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์ 100%
ได้อย่างไร
ในเมื่อมีน้ำมันชนิดธรรมดาผสมอยู่ด้วยจากการช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพ
-
-
มีผู้ผลิตไม่มากนักที่ยอมลงทุนนำสารเพิ่มคุณภาพไปละลายกับน้ำมันหล่อลื่นชนิดสังเคราะห์อื่นที่มีราคาแพง
ไม่เหมาะกับการใช้งานในเครื่องยนต์รถยนต์ แต่ทำละลายได้ดี เช่น
น้ำมันหล่อลื่นเครื่องบินเจ็ต (DIBASICESTER)
เมื่อนำไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์
ก็จะกลายเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์ 100%
ทุกหยดจริงๆ
ต่างจากกรณีแรกที่มีน้ำมันชนิดธรรมดาช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพผสมอยู่ด้วย
-
ในการควบคุมและประชาสัมพันธ์ไม่มีการกำหนดว่า
การระบุว่าสังเคราะห์ต้องเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์
100% จริงๆ
เพราะเน้นเพียงการใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานแบบสังเคราะห์แท้ๆเป็นหลักก็เพียงพอแล้ว
ส่วนกรณีที่ใช้น้ำมันหล่อลื่นชนิดธรรมดาช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพผสมอยู่บ้าง
ก็ไม่น่าจะเป็นการหลอกลวง เพราะมักจะใช้ในปริมาณน้อยมาก
และถือว่าเป็นเพียงตัวช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพเท่านั้น
-
- ในการเลือกใช้
ไม่ต้องกังวลว่าจะมีน้ำมันธรรมดาช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพผสมอยู่ด้วยหรือไม่
เพราะส่วนใหญ่มีปริมาณน้อยมาก และไม่น่าจะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง
คุณภาพที่แท้จริงอยู่ที่น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานและสารเพิ่มคุณภาพที่ผู้ผลิตเลือกใช้มากกว่า
กรณีที่มีการผสมน้ำมันธรรมดาเข้าไปในปริมาณมาก
และไม่ได้เน้นแค่ช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพ
ต้องถือว่าเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดกึ่งสังเคราะห์
แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีการเปิดเผยกันว่ามีน้ำมันหล่อลื่นธรรมดาผสมอยู่กี่เปอร์เซ็นต์
-
- 2.
เกรดคุณภาพ
-
เกี่ยวข้องกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านกำหนดขึ้นจากการทดสอบคุณสมบัติด้านต่างๆ
เช่น หล่อลื่น ระบายความร้อน ป้องกันสนิม และชะล้างทำความสะอาด
ฯลฯมีหลายสถาบันทั่วโลกทดสอบและตั้งมาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง
เช่น
- API - AMERICAN
PETROLEUM INSTITUTE
- SAE - SOCIETY OF
AUTOMOTIVE ENGINEERS
- US MILITARY
CLASSIFICATION - สถาบันทางทหารของสหรัฐอเมริกา
- ASTM - AMERICAN SOCIETY
FOR TESTING AND MATERIALS
- CCMC - COMITTEE OF
COMMON MARKET CONSTRUCTION
- นอกจากนั้น
หลายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ก็มีการทดสอบและกำหนดมาตรฐานของน้ำมันเครื่องขึ้นเองในการใช้งานสำหรับรถยนต์ทั่วโลก
ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องและผู้บริโภค
นิยมเลือกใช้มาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของสถาบัน API - AMERICAN
PETROLEUM INSTITUTE
เพราะชัดเจนและสะดวกทั้งในการผลิตหรือเลือกใช้
โดยมีการระบุไว้ข้างกระป๋องน้ำมันเครื่องเสมอ
- การแบ่งเกรดคุณภาพมี 2
กลุ่มหลัก คือ
-
เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ตามหลังอักษรย่อ
API ใช้ตัวอักษรย่อ S (STATION SERVICE-SPARK
IGNITION) นำหน้าเสมอ
แล้วตามด้วยตัวอักษรย่อที่บอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง
ไล่เรียงตั้งแต่แย่สุดคือ A ขึ้นไปเรื่อยๆ
B, C...H และ J เช่น API
SE, API SH จนถึง API SJ โดยไม่มี
API SI ข้ามไปเพราะตัว I
คล้ายเลข 1 (เช่นเดียวกับที่นั่งบนเครื่องบินที่ไม่มีตัว
I) มี SJ สูงสุด
รองลงมาเป็น SH และ SG
ส่วนเกรดคุณภาพต่ำๆอย่าง SA และ SB
ปัจจุบันไม่นิยมผลิต
เพราะไม่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซินยุคใหม่
-
เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ตามหลังอักษรย่อ API
ใช้ตัวอักษรย่อ C (COMMERCIAL SERVICE-COMPRESSION
IGNITION) นำหน้าเสมอ
แล้วตามด้วยตัวอักษรย่อที่บอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง
ไล่เรียงตั้งแต่แย่สุดคือ A ขึ้นไปเรื่อยๆ
B, C...F และ G เช่น API
CD,API CE จนถึง API CF-4 มี
CG-4 สูงสุด รองลงมาเป็น CF-4
และ CE (เลข 4
ตามท้ายหมายถึง เน้นใช้สำหรับเครื่องยนต์ 4
จังหวะ) ส่วนเกรดคุณภาพต่ำๆอย่าง
CA และ CB
ปัจจุบันไม่นิยมผลิต เพราะไม่เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่
-
ควรเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดหรือใกล้สูงสุด
ทว่าไม่จำเป็นต้องเลือกสูงสุด หากไม่มีโอกาส
แต่ควรให้ใกล้เคียงระดับสูงสุดไว้เครื่องยนต์เบนซิน ควรเลือก API SJ
หรือ SH อนุโลม API SG
ได้ เครื่องยนต์ดีเซล ควรเลือก API CG-4
หรือ CF-4 อนุโลม API CE
ได้หากน้ำมันเครื่องผ่านการทดสอบจาก API
นอกจากจะมีการระบุเป็นตัวอักษรย่อ
ยังต้องมีสัญลักษณ์รูปวงกลมหรือโดนัทระบุรายละเอียดด้วย วงนอกเป็นมาตรฐาน
API SERVICE S.../C...
และวงกลมตรงกลางระบุมาตรฐานความหนืดตาม SAE
โดยถ้าน้ำมันเครื่องนั้นช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ก็จะมีการระบุคำว่า
ENERGY CONSERVING ไว้บริเวณวงล่างของโดนัทด้วย
-
ถ้าไม่มีสัญลักษณ์รูปโดนัทแสดงว่าไม่ผ่านการทดสอบจาก API
แต่เป็นการทดสอบเองหรือสถาบันอื่นทดสอบ
โดยใช้มาตรฐานอ้างอิงจาก API
แล้วระบุผลออกมาเป็นตัวอักษรย่อ API S.../C...ไม่มีสัญลักษณ์รูปโดนัทข้างกระป๋อง
-
รายละเอียดการกำหนดเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องโดย API
มีดังนี้
- เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
- SA -
เป็นน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานล้วนๆ ไม่มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพเลย
ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
- SB - ประกาศใช้ปี 1930
เพิ่มเพียงสารเพิ่มคุณภาพบางชนิด เช่น สารป้องกันการสึกหรอ
สารป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
- SC - ประกาศใช้ปี 1964
เพิ่มสารชะล้าง ป้องกันตะกอนและสนิม
- SD - ประกาศใช้ปี 1968
เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก
SC ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน
- SE - ประกาศใช้ปี 1972
เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก
SD ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน
- SF - ประกาศใช้ปี 1980
เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก
SE และเน้นป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนมากขึ้น
ไม่ควรเลือกใช้ หากไม่จำเป็น
- SG - ประกาศใช้ปี 1988
เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก
SF เน้นป้องกันการเกิดตะกอนตม-ยางเหนียวเพิ่มขึ้น
ลดการเกิดเขม่าบนหัวลูกสูบ-ห้องเผาไหม้
และลดการสึกหรอของวาล์ว ยังพอเลือกใช้ได้ถ้าจำเป็น
- SH - ประกาศใช้ปี 1992
เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก
SG เน้นการลดมลพิษและลดการสึกหรอเพิ่มขึ้น
สามารถเลือกใช้ได้
- SJ - ประกาศใช้วันที่ 15
ตุลาคม 1996
เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน
เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SH
เน้นการระเหยต่ำ ค่าฟอสฟอรัสต่ำ
ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดีขึ้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น
และเน้นการลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ เด่นที่สุดในการเลือกใช้
-
- ต้องผ่านการทดสอบพิเศษด้วยมาตรฐานเหนือกว่า
API SH อีก 7 ประการ คือ
- 1. จำกัดปริมาณของฟอสฟอรัส
- 2. ระดับการระเหยต่ำ
- 3. ทดสอบการเกิดเขม่าในอุณหภูมิสูง
- 4. ทดสอบการเกิดโฟมในอุณหภูมิสูง
- 5. ทดสอบการรวมตัวกับน้ำ
- 6. การรวมตัวได้ของสารหล่อลื่น
- 7.
ความสามารถในการคงสภาพการหล่อลื่นเมื่ออุณหภูมิต่ำ
- น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ SJ
มีคุณสมบัติโดดเด่น คือ
- 1.
ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์บำบัดไอเสีย (แคตตาลิติก
คอนเวอร์เตอร์)
เพราะมีการควบคุมปริมาณของฟอสฟอรัสไว้ต่ำมาก
- 2. ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
- 3. ลดการปล่อยมลพิษ
- 4. คงสภาพทุกช่วงอุณหภูมิได้ดี
- 5.
การใช้น้ำมันเครื่องต่างชนิดต่างรุ่นผสมกันใช้งานด้วยความจำเป็น
มีความเสี่ยงต่อการแยกตัวหรือส่งผลลบน้อย
- เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
- CA - ประกาศใช้ปี 1940
เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลงานเบา รอบต่ำ ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
- CB - ประกาศใช้ปี 1949
เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลงานเบา-ปานกลาง
รอบต่ำ-ปานกลาง ป้องกันการกัดกร่อน
และป้องกันคราบสกปรก-เขม่าดีกว่า CA
ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
- CC - ประกาศใช้ปี 1961
เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลงานเบา-ปานกลาง
รอบต่ำ-ปานกลาง เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า
CB
สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลติดเทอร์โบหรือซูเปอร์ชาร์จได้ดีพอสมควร
- CD - ประกาศใช้ปี 1965
เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูง
เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CC
สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลติดเทอร์โบหรือซูเปอร์ชาร์จได้ดี
ปัจจุบันในช่วงปี 1997-1998
ยังมีปิกอัพญี่ปุ่นบางรุ่นระบุให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ CD
เท่านั้น
- CE - ประกาศใช้ปี 1984
เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูง
เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CD
สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลติดเทอร์โบหรือซูเปอร์ชาร์จได้ดี
เน้นการป้องกันเขม่าและป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ลดการสึกหรอ
และมีอายุการใช้งานมากขึ้น
- CF-4 - ประกาศใช้ปี 1990
เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CE
เน้นการป้องกันเขม่าและลดการสึกหรอเพิ่มขึ้น สามารถเลือกใช้ได้
- CG-4 - ประกาศใช้ปี 1994
เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีเกรดคุณภาพเกือบสูงสุด
เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CF-4
เน้นการลดมลพิษเพิ่มขึ้น
- CH-4 - ประกาศใช้ปี 1998
เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน
เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CG-4
เน้นการลดมลพิษเพิ่มขึ้น เด่นที่สุดในการเลือกใช้
-
-
น้ำมันเครื่องทุกรุ่นทุกยี่ห้อสามารถใช้กับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลได้
แต่จะดีหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับผลการทดสอบตามมาตรฐานของ API
โดยไม่จำเป็นต้องดูเพียงข้างกระป๋องว่าน้ำมันเครื่องรุ่นนี้รุ่นนั้นเหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล
นั่นเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด ให้ดูตาม API
เป็นหลักเพราะก่อนน้ำมันเครื่องจะวางจำหน่าย
มักถูกนำไปทดสอบกับเครื่องยนต์ทั้งเบนซินและดีเซลตามมาตรฐานของ API
และเมื่อทดสอบออกมาแล้ว
ถ้าเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินเด่นกว่า
ก็จะนำเกรดคุณภาพนั้นระบุไว้นำหน้า
ตามหลังด้วยเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล เช่น API SJ/CE
แล้วโฆษณาว่าเป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
- ในทางกลับกัน
ถ้าทดสอบแล้วผลออกมาว่าเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลเด่นกว่า
ก็จะนำเกรดคุณภาพนั้นระบุไว้นำหน้า
ตามหลังด้วยเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน เช่น API CG-4/SF
แล้วโฆษณาว่าเป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
แต่ถ้าทดสอบแล้วเกรดคุณภาพด้านใดเด่นมาก
- แต่อีกด้านแย่สุดๆ
ก็อาจระบุเฉพาะเกรดคุณภาพที่เด่นเท่านั้น
เพราะระบุด้านรองไว้ก็ไม่มีความน่าสนใจหรือเสียชื่อเสียง
รวมทั้งอาจระบุชัดเจนว่าเหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล เช่น
API SJ หรือ API CG-4
ไปเลยก็มีปัจจุบันเริ่มมีน้ำมันเครื่องบางรุ่นในบางยี่ห้อ
มีมาตรฐานคุณภาพสูงสุดทั้งจากการทดสอบกับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล
API SJ/CH-4 ออกมาจำหน่ายกันบ้างแล้ว
-
การเลือกและใช้น้ำมันเครื่อง(2)
- 3.
เกรดความหนืด
-
เกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน
เป็นอัตราการไหลของปริมาณน้ำมันเครื่องต่อขนาดและความยาวของรู ต่อหน่วยเวลา
ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น น้ำมัน 60 ซีซี (ลูกบาศก์เซนติเมตร)
ไหลผ่านรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.77
มิลลิเมตร ความยาวของรู 12.25
มิลลิเมตร ณ อุณหภูมิ 100
องศาเซลเซียสโดยมีหลายหน่วยการวัด เช่น ระบบเมตริก หน่วย cSt
เซนติกโตส, สหรัฐอเมริกา หน่วย
SUS, SSU วินาทีเซย์โบลต์,
อังกฤษ หน่วย RW1 เรดวู๊ด และยุโรป E
อิงเลอร์
โดยมีความแตกต่างกันในรายละเอียดและทุกอุณหภูมิการวัด
-
หน่วยการวัดข้างต้นเกี่ยวข้องกับงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก
ล้วนมีความยุ่งยากในการจดจำ ไม่เป็นสากล
และไม่สะดวกในการเลือกใช้น้ำมันเครื่องทั่วโลก
จึงมีสมาคมในสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
กำหนดเกรดความหนืดที่สะดวกและชัดเจนขึ้นใหม่
และง่ายต่อการเลือกของผู้บริโภค
เปรียบเทียบกับหลายหน่วยการวัดข้างต้นได้แม่นยำ หน่วยงานนั้นคือ
สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERSโดยกำหนดใช้อักษรย่อ
SAE
ตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลขจำนวนเต็มที่ลงท้ายด้วย 5
หรือ 0 เช่น 15, 30
หรือ 50 ฯลฯ เลขมากยิ่งหนืด
เลขน้อยยิ่งใส เช่น 50 หนืดกว่า 40
และ 5 ใสกว่า 20
โดยวัดที่อุณหภูมิ 100
องศาเซลเซียส (210 องศาฟาเรนไฮต์)
ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องที่ไหลเวียนขณะเครื่องยนต์ทำงาน
-
- ถ้าวัดที่ -18
องศาเซลเซียส (0 องศาฟาเรนไฮต์)
ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิของอากาศในบางประเทศที่หนาวจัด
เพื่อป้องกันปัญหาน้ำมันเครื่องหนืดเกินไปจนไหลไม่ไหว
จะตามท้ายตัวเลขด้วยตัวอักษร W-WINTER เช่น
5W, 10W หรือ 20W ฯลฯ
การเลือกน้ำมันเครื่องในไทย ให้สนใจตัวเลขเปล่าๆที่ไม่ได้ตามท้ายด้วย
W เพราะไม่มีอุณหภูมิติดลบ อากาศปกติก็
20-35 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว
-
การเลือกใช้น้ำมันเครื่องในด้านเกรดความหนืด
ต้องเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิอากาศทั่วไป
และสภาพความหลวมของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์
เพราะต้องมีความหนืดเหมาะสมต่อการไหลเวียนภายในเครื่องยนต์ เช่น
ถ้าอากาศภายนอกเย็นจัด น้ำมันเครื่องก็ควรใส ไหลง่าย
ในช่วงสตาร์ทเครื่องยนต์และยังไม่ร้อน
ถ้าน้ำมันเครื่องหนืดเกินไปก็ไหลเวียนไม่ทัน
และอาจทำให้เครื่องยนต์สึกหรอหรือพัง
-
หากอากาศร้อนหรือเมื่อเครื่องยนต์ร้อนแล้ว แต่น้ำมันเครื่องใสเกิน
ก็จะมีชั้นเคลือบบางเกินไป ทำให้เกิดการสึกหรอ
และสิ้นเปลืองน้ำมันเครื่องจากการเล็ดลอดผ่านแหวนลูกสูบหรือยางหมวกวาล์วได้
น้ำมันเครื่องทุกชนิดสามารถแบ่งแยกได้อีกโดยเกรดความหนืด คือ เกรดเดี่ยว-เกรดความหนืดเดี่ยว
(SINGLE GRADE) และเกรดรวม-เกรดความหนืดรวม
(MUTI GRADE)
-
- น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยว
- เรียกสั้นๆ ว่า
น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว
ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในภูมิประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้อย เช่น
ร้อนหรือเย็นไปเลย
ทั้งกลางวันกลางคืนและในฤดูต่างๆน้ำมันเครื่องไม่สามารถปรับความหนืดให้เหมาะสมเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้
เช่น น้ำมันเครื่องเมืองหนาว
ถ้านำมาใช้เมืองร้อนก็ใสเกินไปและไม่สามารถปรับตัวให้หนืดขึ้นได้
ส่วนน้ำมันเครื่องเมืองร้อน ถ้านำมาใช้เมืองหนาวก็ข้นเกินไป ไหลไม่ไหว
และไม่สามารถปรับตัวให้ใสได้ จำเป็นต้องเลือกใช้ให้ตรงกับอุณหภูมิ
เมืองร้อนจะเลือกใช้น้ำมันเครื่องของเมืองหนาวเกรดความหนืดเดี่ยวที่วัดและระบุเป็น
SAE ?W ไม่ได้
-
- สำหรับน้ำมันเครื่องเมืองร้อน
มีการผลิตและวัดความหนืดที่ 100 องศาเซลเซียส
ระบุเป็นตัวอักษรย่อ SAE ตามด้วยตัวเลขเปล่าๆ เช่น
SAE 20น้ำมันเครื่องเมืองหนาว
มีการผลิตและวัดความหนืดที่ -18 องศาเซลเซียส
ระบุเป็นตัวอักษรย่อ SAE ตามด้วยตัวเลขและอักษร
W เช่น SAE 10Wปัจจุบันน้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยวได้รับความนิยมน้อย
เพราะผู้ผลิตหันไปทุ่มเทกับน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวมซึ่งสามารถจำหน่ายได้ทั่วโลกทั้งเมืองร้อนเมืองหนาว
-
- น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวม
- เรียกสั้นๆ ว่า น้ำมันเครื่องเกรดรวม
ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในภูมิประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมากในแต่ละช่วงเวลาหรือฤดู
หรือผลิตสูตรเดียวแต่สามารถจำหน่ายได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก
น้ำมันเครื่องเกรดรวมสามารถปรับหรือคงความหนืดให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานทุกอุณหภูมิได้
เมื่อร้อนจะปรับตัวให้หนืด และถ้าเย็นลงจะปรับตัวให้ใส
-
- โดยมีการผลิตและวัดความหนืด ณ
2 อุณหภูมิ คือ ที่ -18
องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวเลขตามหลังด้วยตัวอักษร W
เช่น 10W และที่ 100
องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวเลขเปล่าๆ เช่น 20
แล้วนำมาระบุรวมกันตามหลังตัวอักษรย่อ SAE
โดยนำการวัดที่ -18
องศาเซลเซียสนำหน้าแล้วคั่นด้วยเครื่องหมาย - เช่น
SAE 20W-50การผลิตน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวมให้สามารถปรับความหนืดได้
เมื่อร้อนแล้วหนืด เย็นแล้วใส ต้องมีการเติมสารปรับความหนืด
ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้สารโพลีเมอร์ ที่เป็นโมเลกุลสายยาว เมื่อเย็นจะหดตัว
น้ำมันเครื่องจึงใส ถ้าร้อนจะขยายและยืดตัวออก ทำให้น้ำมันเครื่องข้นขึ้น
-
- โพลีเมอร์
แม้จะทำให้น้ำมันเครื่องสามารถปรับความหนืดได้
แต่เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง
โมเลกุลสายยาวของโพลีเมอร์มักจะขาดออกจากกัน เมื่อร้อนการขยายตัวจะน้อยลง
และทำให้น้ำมันเครื่องมีความหนืดลดลงบ้าง
ต่างจากน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยวในมาตรฐานเดียวกันซึ่งไม่มีการเติมสารโพลีเมอร์
จะคงความหนืดเมื่ออายุการใช้งานผ่านไปได้ดีกว่า
- ตัวเลขที่ระบุความหนืด
ลงท้ายด้วยตัวอักษร W วัดที่ -18
องศาเซลเซียส ตามด้วยตัวเลขเปล่าๆ วัดที่ 100
องศาเซลเซียส เช่น SAE 10W-50
ยิ่งมีตัวเลขห่างกัน เช่น 10 กับ 50
เกินกว่า 35 (50-10)
แสดงว่าน้ำมันเครื่องนั้นสามารถปรับความหนืดตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้มาก
ปรับตัวให้ใสหรือข้นได้มากแต่เมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว
ความหนืดของน้ำมันเครื่องเมื่อร้อนหรือประมาณ 100
องศาเซลเซียส
มีแนวโน้มว่าจะลดลงได้เร็วกว่าน้ำมันเครื่องที่มีเลขเกรดความหนืดห่างกันน้อยๆ
เช่น ตามตัวอย่างจากเดิม SAE 10W-50
ความหนืดอาจเหลือเทียบได้เป็น SAE 10W-40
-
-
ปัจจุบันน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวมได้รับความนิยมทั้งในการผลิตและใช้งาน
เพราะครอบคลุมทุกอุณหภูมิ
ทั้งที่ในบางประเทศที่อุณหภูมิไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอย่างไทย
สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยวได้ก็ตาม
อากาศในไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 20-35 องศาเซลเซียส
และเครื่องยนต์ก็ร้อนมาก หากเลือกใช้น้ำมันเครื่องเมืองหนาว
ไม่ว่าเกรดความหนืดเดี่ยวหรือรวม การวัดค่าความหนืดตามตัวอักษรย่อ
SAE และลงท้ายด้วยตัวอักษร W ที่
-18 องศาเซลเซียส จะไม่เกี่ยวข้องและไม่ต้องสนใจ
ให้ดูที่การระบุความหนืดด้วยตัวเลขเปล่าๆ เป็นหลัก
-
-
การเลือกความหนืดของน้ำมันเครื่องให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์
แล้วใช้ให้ตรงตามกำหนด โดยเน้นเฉพาะตัวเลขที่ไม่ได้ตามด้วยตัวอักษร
Wแต่ถ้าไม่มีคู่มือให้เลือกตามนี้
เมืองไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนมาก และไม่มีติดลบ
สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องทั้งแบบเกรดความหนืดเดี่ยวและเกรดความหนืดรวมสำหรับเมืองร้อน
โดยสนใจค่าความหนืดเฉพาะค่า SAE
ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยตัวอักษร W เป็นความหนืด
40 หรือ 50
- เครื่องยนต์ใหม่ไม่เกิน
50,000-100,000 กิโลเมตร สามารถใช้น้ำมันเครื่องความหนืด
SAE 40 ใสหน่อยได้
เพราะชิ้นส่วนยังไม่มีช่องว่างห่างมากนัก และอนุโลมให้ใช้ความหนืด
50 ได้ ส่วนเครื่องยนต์ที่เริ่มเก่าหรือผ่าน
100,000 กิโลเมตรไปแล้ว ควรใช้ความหนืด SAE 50
- หากเลือกใช้เองเป็นความหนืด
SAE 40 ให้ดูด้วยว่ามีการกินน้ำมันเครื่องมากผิดปกติไหม
(ไม่ควรเกิน 2,000-3,000
กิโลเมตรต่อน้ำมันเครื่อง 0.5-1 ลิตร)
และมีควันสีขาวจากการเผาไหม้น้ำมันเครื่องที่เล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ผสมออกมากับไอเสียหรือไม่
ถ้าผิดปกติให้เปลี่ยนไปใช้ความหนืด SAE 50
-
-
เครื่องยนต์ที่ผ่านการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง
จะมีช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะแหวนลูกสูบ ลูกสูบ
และกระบอกสูบ
แม้จะใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดตามกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์แล้ว
ก็ควรดูว่าในการใช้งานจริงเครื่องยนต์มีการกินน้ำมันเครื่องผิดปกติไหม
ถ้ามากควรเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดเพิ่มขึ้นสัก 10
เบอร์ เช่น เดิมใช้ SAE 30
ก็ขยับไปเป็น SAE 40 แล้วดูอาการซ้ำอีก
ยังไม่ควรข้ามจาก SAE 30 ไปยัง SAE 50
หรือเปลี่ยนครั้งเดียวเพิ่มขึ้น 20
เบอร์ไปเลย
-
เครื่องยนต์ส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้ใช้น้ำมันเครื่องความหนืด SAE 40-50
ในช่วงแรก โดยมีรุ่นที่กำหนดให้ใช้ SAE 30
บ้างประปราย แต่เมื่อใช้งานเครื่องยนต์จนเกิน
100,000 กิโลเมตรไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็ควรเลือกใช้ SAE
40 หรือ 50
เพื่อให้ชั้นเคลือบของน้ำมันเครื่องหนาเหมาะสมกับระยะห่างของชิ้นส่วนต่างๆ
-
- การใช้มันเครื่องใสเกินไป
ทำให้ชั้นเคลือบของน้ำมันเครื่องบางเกินไปจนเกิดการสึกหรอมาก
แต่ก็ทำให้เครื่องยนต์และปั๊มน้ำมันเครื่องรับภาระน้อยลง
เพราะน้ำมันเครื่องไหลง่าย เครื่องยนต์ก็หมุนง่ายไม่หนืด
เครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันนิยมใช้ความหนืดของน้ำมันเครื่องพอดีๆ
หรือใสไว้หน่อย เน้นกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่กลัวการสึกหรอ
แต่สำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่ควรเลือกใช้น้ำมันเครื่องใสเกินไป
เพราะจะเกิดการสึกหรอมาก แต่ก็ไม่ควรใช้หนืดเกินไป
เพราะถึงแม้ชั้นเคลือบจะหนา แต่น้ำมันเครื่องไหลยากอาจหมุนเวียนไม่ทัน
และสร้างภาระจนทำให้เครื่องยนต์กำลังตกลงได้
-
- น้ำมันเครื่องปลอม &
การเปลี่ยน อย่าทดลองด้วยตาหรือปลายนิ้ว
- น้ำมันเครื่องปลอมหรือไม่
ไม่อาจทราบได้ด้วยตาหรือการสัมผัส ต้องทดสอบในห้องทดลอง
จึงควรซื้อในร้านหรือแหล่งที่ไว้ใจได้การตัดสินใจเปลี่ยนน้ำมันเครื่องไม่สามารถเดาได้เอง
เช่น สีคล้ำ แตะนิ้ว น้ำมันเครื่องมีสีคล้ำเร็วเกิดจาก 2
กรณี คือ มีการชะล้างที่ดี หรือภายในเครื่องยนต์สกปรก
น้ำมันเครื่องที่ดำช้ามี 2 กรณี คือ ชะล้างไม่ดี
หรือภายในเครื่องยนต์สะอาด (ไม่ค่อยเป็นไปได้)
สีของน้ำมันเครื่องไม่สามารถสรุปได้ว่าคุณสมบัติด้านอื่นยังคงอยู่หรือเปล่า
-
-
การดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาแล้วใช้ปลายนิ้วแตะเพื่อวัดความหนืด
ไม่มีความชัดเจน
เพราะการวัดความหนืดและประสิทธิภาพด้านอื่นต้องเข้าห้องทดลอง
ความรู้สึกของปลายนิ้วไม่สามารถบอกว่าน้ำมันเครื่องนั้นสามารถสร้างชั้นเคลือบได้ดีหรือไม่
ไฉนแค่ปลายนิ้วสัมผัสจะเก่งกว่าห้องทดลองอันแม่นยำ
-
-
·
เมื่อไหร่น้ำมันเครื่องเสื่อม
- มิได้เสื่อมได้ด้วยระยะทางเท่านั้น
แต่เกี่ยวข้องกับ 3 อย่าง คือ ระยะทาง
ลักษณะการใช้งาน และเวลา
-
1.
ระยะทาง
-
เกี่ยวข้องกับชนิดของน้ำมันเครื่องเป็นหลัก
แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นด้วยน้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์ใช้งานได้ระยะทางมากกว่า
โดยเฉลี่ยใช้งานทั่วไปได้ 10,000 กิโลเมตร
ชนิดธรรมดา 5,000 กิโลเมตร
และแบบกึ่งสังเคราะห์อยู่กึ่งกลาง คือ 5,000-7,000
กิโลเมตร
-
โดยผู้ผลิตในต่างประเทศกำหนดระยะทางใช้งานไว้มากกว่านี้
แต่การแนะนำข้างต้นได้ประยุกต์ลดลงมา
ด้วยเหตุผลอันแตกต่างสำหรับการใช้งานในเมืองไทย
และอ้างอิงตามกำหนดของศูนย์บริการทั่วไป
-
2.
ลักษณะการใช้งาน
-
ส่งผลโดยตรงและเกี่ยวข้องกับระยะทางที่ใช้น้ำมันเครื่อง
- การจราจรติดขัดในไทย
เครื่องยนต์ยังทำงาน น้ำมันเครื่องยังหมุนเวียน แต่ระยะทางเพิ่มขึ้นน้อยมาก
1 ชั่วโมงอาจได้ระยะทางเพียง 5-10
กิโลเมตร แต่การขับรถยนต์เดินทางไกลหรือในต่างประเทศ
1 ชั่วโมงน่าจะได้ระยะทาง 30-50
กิโลเมตร
-
- การใช้รถยนต์ในกรุงเทพฯ
หรือการจราจรติดขัดมาก
ควรเฉลี่ยลดระยะทางในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องลงจากมาตรฐานในต่างประเทศบ้างน้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์จาก
10,000-20,000 กิโลเมตร เหลือ 8,000-10,000
กิโลเมตร ชนิดกึ่งสังเคราะห์จาก 10,000-14,000
กิโลเมตร เหลือ 5,000-7,000
กิโลเมตร และชนิดธรรมดาจาก 10,000 กิโลเมตร เหลือ
3,000-5,000 กิโลเมตร
- แต่ถ้าใช้งานบนการจราจรติดขัดไม่มาก
หรือสลับระหว่างการจราจรติดขัดกับทางไกล ก็เพิ่มระยะทางที่เหมาะสมขึ้นได้
ส่วนเส้นทางที่เต็มไปด้วยฝุ่นก็ลดทอนระยะทางที่เหมาะสมลงบ้าง
เพราะฝุ่นที่เล็ดลอดผ่านไส้กรองอากาศเข้าไปในกระบอกสูบ
จะเล็ดลอดผ่านแหวนลูกสูบลงไปผสมกับน้ำมันเครื่องได้
-
3.
เวลา
-
รถยนต์บางคันจอดมากกว่าใช้งานน้ำมันเครื่องสามารถเสื่อมลงได้แม้เครื่องยนต์ไม่ค่อยถูกใช้งาน
เพราะมีการทำปฏิกิริยากับอากาศมากบ้าง น้อยบ้าง แม้ระยะทางไม่ครบกำหนด
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์และกึ่งสังเคราะห์ควรเปลี่ยนทุก 6-9
เดือน และน้ำมันเครื่องธรรมดาไม่เกิน 6
เดือน
-
น้ำมันเครื่องที่เหลือในกระป๋องต้องปิดฝาให้สนิท
เก็บไว้ในที่แห้งและไม่ร้อนมาก จะคงสภาพได้ประมาณ 1-2
ปี
-
- บทสรุปการเลือก
-
ไม่จำเป็นต้องถามไถ่หรือสนใจการประชาสัมพันธ์แบบเลื่อนลอย
ควรตัดสินใจด้วยการอ่านจากข้างกระป๋องน้ำมันเครื่องเอง
เพราะจะมีรายละเอียดของทั้ง 3 คุณสมบัติระบุไว้เสมอ
คือ ชนิด, เกรดคุณภาพ และเกรดความหนืด
-
-
เลือกไล่เรียงกันให้ครบและตรงตามต้องการในแต่ละคุณสมบัติแล้วค่อยสรุป คือ
-
- ชนิด =
ธรรมดา & กึ่งสังเคราะห์ &
สังเคราะห์ เกี่ยวข้องกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง
-
- เกรดคุณภาพ API /
เครื่องยนต์เบนซิน = SJ & SH & SG ... /
เครื่องยนต์ดีเซล = CG-4 & CF-4 & CE ...
เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านต่างๆ ของน้ำมันเครื่องโดยตรง
-
- เกรดความหนืด SAE ...W/40 &
SAE ... W/50 & SAE 40 & SAE 50
เกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน
- เครื่องยนต์เบนซิน ควรเลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์
API SJ หรือ SH อนุโลม
SG ความหนืด SAE 40-50
- เครื่องยนต์ดีเซล
ควรเลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์
API CG หรือ CF อนุโลม CE
ความหนืด SAE 40-50
-
-
·
ไส้กรองน้ำมันเครื่อง
-
ทุกเครื่องยนต์ต้องมีไส้กรองน้ำมันเครื่อง
ทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษโลหะ
เพื่อให้มีน้ำมันเครื่องที่สะอาดไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา โดยมีไส้กรองหลายแบบ
เช่น ตะแกรง ไส้ฝอยโลหะ และไส้กระดาษใยสังเคราะห์พับซิกแซก
ซึ่งแบบสุดท้ายได้รับความนิยมมากที่สุด
เพราะมีประสิทธิภาพในการกรองสูงและราคาไม่แพงไส้กรองน้ำมันเครื่องแบบไส้กระดาษพับซิกแซก
มีทั้งแบบเปลี่ยนเฉพาะไส้ และรวมเป็นลูกเปลี่ยนทั้งเปลือกทั้งไส้
ซึ่งแบบเปลี่ยนเป็นลูกได้รับความนิยมมากกว่าในตัวไส้กรองส่วนใหญ่มักมีวาล์วควบคุมแรงดัน
โดยจะเปิดให้น้ำมันเครื่องไหลผ่านออกไปโดยไม่ผ่านการกรองเมื่อตัวไส้กรองอุดตัน
เพื่อคงการไหลเวียนของน้ำมันเครื่องไว้
ไม่กรองแต่ยังไหลได้ก็ยังดีกว่ากรองแล้วตันและไหลไม่ได้
แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยพบปัญหานี้ถ้าไม่ละเลยการดูแล
-
ไส้กรองน้ำมันเครื่องนับเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่สามารถเลือกใช้ได้ทั้งแท้
เทียบ หรือเทียม เพราะผู้ผลิตรถยนต์ก็มักไม่ได้ผลิตเอง
แต่สั่งจากผู้ผลิตรายย่อยมาอีกต่อหนึ่ง
โดยในตลาดอะไหล่ก็มีไส้กรองน้ำมันเครื่องสารพัดคุณภาพและราคา
บางยี่ห้อคุณภาพเท่าหรือเหนือกว่าไส้กรองน้ำมันเครื่องแท้แต่ราคาถูกกว่า
หรือคุณภาพต่ำกว่ามากก็มี จึงต้องเลือกอย่างรอบคอบ
-
-
อายุการใช้งานของไส้กรองน้ำมันเครื่องอยู่ที่ 8,000-10,000
กิโลเมตร (หรือกว่านั้นในไส้กรองน้ำมันเครื่องแบบพิเศษ)
แต่ในการใช้งานจริง
มักถือโอกาสเปลี่ยนพร้อมกับน้ำมันเครื่องไปเลย
ถ้าอยากประหยัดก็สามารถใช้ไส้กรองน้ำมันเครื่องตามกำหนดได้
แต่ต้องถอดออกมาเทน้ำมันเครื่องเก่าทิ้งในครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
แต่ไส้กรองน้ำมันเครื่องยังไม่หมดอายุ (เลอะหน่อย)
แล้วค่อยใส่กลับเข้าไป
-
-
ถ้าใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาหรือกึ่งสังเคราะห์
สามารถเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องครั้งเว้นครั้งของการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
หากใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องพร้อมกันทุกครั้ง
การละเลยทั้งการเลือกใช้และการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
แม้ไม่มีผลชัดเจนในการทำให้เครื่องยนต์พังทันที
แต่ในระยะสั้นมีผลต่อกำลังของเครื่องยนต์บ้าง
และระยะยาวก็ทำให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานสั้นลงแน่นอน
-
|
|
|