|
|
-
กลวิธีซื้อรถมือสอง
|
|
-
กลวิธีซื้อรถมือสอง
- ตั้งราคาเต็มบวกประกันภัยเผื่อค่าซ่อม
-
ในกรณีที่ซื้อเงินสด ให้นำเงินที่มีอยู่หักค่าประกันภัยและค่าซ่อมอีกประมาณ
5-10%
ของราคารถยนต์ เหลือออกมาเป็นราคาเต็มที่จะซื้อได้
ส่วนกรณีซื้อเงินผ่อนก็หักค่าประกันภัยและค่าซ่อมออก
เหลือออกมาเป็นเงินที่จะดาวน์ได้ แล้วค่อยดูถึงกำลังผ่อนรายเดือน
โดยทั่วไปต้องดาวน์ประมาณ 30-40% ของราคาเต็ม
และผ่อนไม่เกิน 2
ปี
-
- แหล่งซื้อ
-
การซื้อจากผู้ใช้โดยตรงก็ไม่แน่ว่าจะได้รถยนต์สภาพดีทุกคัน
สภาพที่แท้จริงของรถยนต์มือสองอยู่ที่ผู้ใช้เดิม
ซึ่งอาจนำรถยนต์สภาพดีมาแลกไว้ที่เต็นท์บริการก็ได้
และรถยนต์ที่ประกาศขายตามบ้าน อาจมีสภาพแย่จนเต็นท์ไม่รับก็เป็นได้
เต็นท์บริการรายใหญ่และทำธุรกิจระยะยาวมักไม่ย้อมแมว
เพราะต้องรักษาและสร้างชื่อเสียงในระยะยาวเป็นวงแต่เต็นท์บริการเล็กๆ
ที่ใช้วิธีตีหัวเข้าบ้านหวังผลระยะสั้นก็มีไม่น้อย
-
-
กรณีซื้อเงินผ่อน หากซื้อจากเจ้าของโดยตรงจะยุ่งยากในการหาแหล่งเงินรองรับ
หากซื้อจากเต็นท์จะมีบริการให้เสร็จสรรพ จ่ายเงินดาวน์แล้วอีก
1-2
ชั่วโมงก็ขับออกมาได้เลย ด้านราคา
การซื้อจากเต็นท์จะแพงกว่าการซื้อจากผู้ใช้โดยตรงเล็กน้อย
เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายทางธุรกิจบ้าง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป
อาจมีการลดราคากันมาก
-
- ทุกคันมีจุดเด่น
-
ราคาไม่ใช่บทสรุปของการเลือก
ควรขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานว่าตรงกับคุณสมบัติของรถยนต์รุ่นใด เช่น
เน้นซ่อมง่าย,
อะไหล่ถูก, ชอบสมรรถนะ,
ห่วงราคาขายต่อ, ต้องการความปลอดภัย,
ชอบรูปลักษณ์,
ฯลฯ
ล้วนมีตัวเลือกต่างกันในวงเงินเท่ากัน ต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ
โดยเฉพาะประเด็นค่าซ่อมและอะไหล่ การซื้อรถยนต์มือสองยอดนิยม สวย สมรรถนะดี
แต่อะไหล่แพงสุดกู่ อย่างนี้ก็ไม่ไหว
-
- เทคนิคการเลือก
-
ไม่มีรถยนต์มือสองที่สมบูรณ์
100%
ทุกคันต้องมีตำหนิบ้างไม่มากก็น้อย หลักการเลือก คือ
ถ้าจุดใดเสียหาย ต้องสามารถเปลี่ยนได้อย่างสะดวกในราคาไม่แพง
โดยไม่ทำให้ตัวรถยนต์ช้ำ
แล้วนำค่าซ่อมที่ประเมินไว้ไปต่อรองลดจากราคาเต็มโดยเน้น 2
จุดหลักว่าไม่ควรเสียหายหนัก คือ ตัวถังหลักและเครื่องยนต์
-
-
ตัวถังไม่ควรชนหนักหรือคว่ำมา แต่อนุโลมให้เคยเฉี่ยวเล็กเฉี่ยวน้อยได้
เพราะตัวถังที่เคยเสียหายหนักอาจส่งผลให้รถยนต์เสียศูนย์การทรงตัว
รูปลักษณ์ไม่สวย และขายต่อยาก การตรวจสอบควรให้ผู้ที่มีความรู้ช่วย
จอดรถยนต์กลางแจ้ง ดูให้ละเอียดรอบคันทั้งภายนอกในระยะใกล้-ไกลและภายใน
ตะเข็บรอยต่างๆ ต้องชัดและคม เคาะตัวถังด้วยหลังนิ้ว ต้องมีเสียงโปร่งๆ
ถ้าทึบแสดงว่ามีสีโป้วหนา การเคาะไม่ใช่เคาะมั่วไปทั้งคัน เช่น
รถชนหนักมาแล้วเปลี่ยนฝากระโปรงใหม่ เคาะไปก็ได้เสียงโปร่ง
ต้องดูรายละเอียดอื่น เช่น ตะเข็บ รอยเชื่อม ละอองสีจากการซ่อมตามซอก
รถยนต์อายุไม่เกิน 5-7
ปี ไม่ควรผ่านการทำสีทั้งคัน
เต็มที่ก็ควรแค่ซ่อมสีเฉพาะจุด ส่วนกระจกรอบคัน ถ้าไม่เคยแตก
ต้องมีสัญญลักษณ์เป็นชุดเดียวกันอยู่มุมกระจก
-
เครื่องยนต์ไม่ควรหลวมหรือมีปัญหาหนัก ถ้ามีโอกาสควรทดสอบขับจริงประมาณ
1 ชั่วโมง
ในหลายสภาพถนนยิ่งดี เสียงต้องเงียบ อัตราเร่งต้องเรียบลื่น
ความร้อนต้องขึ้นปกติส่วนระบบช่วงล่าง ระบบเบรก หรืออุปกรณ์จุกจิก
พอซ่อมกันได้ไม่ยุ่งยากนัก แต่อย่าลืมนำจุดด้อยไปต่อรองราคา
-
- เลขระยะทางบนหน้าปัด
อย่าเชื่อถือโดยขาดการไตร่ตรอง เพราะสามารถปรับให้กลายเป็นตัวเลขน้อยๆ
ให้ดูสภาพของอุปกรณ์อื่นร่วมกันด้วย เช่น ถ้าใช้มาน้อยจริงๆ ปุ่มต่างๆ
ในห้องโดยสารหรือพวงมาลัยก็ไม่ควรเรียบลื่นมาก ฯลฯ
-
- จอดทิ้งไว้นาน
-
รถยนต์ที่ไม่ได้ใช้งานและจอดไว้ท่ามกลางความร้อน แม้ไม่มีการสึกหรอ
แต่อาจมีการเสื่อมสภาพของหลายอุปกรณ์ ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายไปทั้งคัน
เพราะรถยนต์ใหม่หลายรุ่นหลายยี่ห้อก็สต็อกไว้เพียบ และจอดกลางแดดนานนับ
10
เดือนก็ยังมีอย่าลืมตรวจสอบให้ละเอียด ถ้าอุปกรณ์ใดแห้งกรอบหรือหมดสภาพ
ซื้อมาแล้วต้องเผื่อค่าซ่อมส่วนนี้ไว้ด้วย
-
- ค่าใช้จ่ายการซ่อม
-
ต้องหาข้อมูลว่ารถยนต์ยี่ห้อและรุ่นใดซ่อมสบายอะไหล่เพียบ
หรือซ่อมลำบากอะไหล่แพง เพราะการเผื่อเงินไว้ซ่อมย่อมไม่เท่ากัน
รวมทั้งความน่าสนใจอาจบิดเบนจากกรณีนี้ได้ เช่น รถยนต์รุ่นที่ซ่อมสบาย
เผื่อค่าซ่อมไว้ไม่ต้องมาก ย่อมสู้ราคาได้สูงกว่ารถยนต์รุ่นที่ซ่อมแพง
ราคาอะไหล่โหด
-
- เอกสาร
-
สมุดทะเบียน ดูได้ว่าเปลี่ยนมากี่มือแล้ว มีการแก้ไขใดๆ ผิดปกติหรือไม่
เลขตัวถัง เลขเครื่องยนต์ และสีตรงตาามที่ระบุไว้หรือเปล่า
ค้างชำระภาษีประจำปีหรือไม่คู่มือประจำรถยนต์
ถ้ายังอยู่ก็แสดงถึงความเอาใจใส่ของเจ้าของเดิม เพราะส่วนใหญ่มักจะหาย
และสามารถไล่ตรวจสอบได้ว่ามีการนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการตามกำหนดที่เหมาะสมหรือไม่
-
|
|
|