|
|
-
กฏหมายเกี่ยวกับรถยนต์
|
|
-
·
รอโอนรถยนต์ ใครถือครองกรรมสิทธิ์
-
หลายคนคงเคยผ่านประสบการณ์ซื้อรถยนต์มือสอง แต่เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า
ขณะที่ยังไม่มีการจดเปลี่ยนชื่อในทะเบียน ใครเป็นเจ้าของรถยนต์กันแน่
บางครั้งอาจมีการชำระเงินกันไปแล้ว
แต่ระหว่างที่รอการโอนเปลี่ยนชื่อในสมุดทะเบียน
จะถือว่าใครเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้น
-
-
รถทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก
ในทางกฎหมายจัดเป็นสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่ง
ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
456 ก็กำหนดไว้ว่า
-
การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาเกินกว่า
500 บาทขึ้นไป
จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือวางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน
อย่างใดอย่างหนึ่งกรณีนี้ก็สามารถบังคับให้ฝ่ายผู้ขายจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนมาให้ผู้ซื้อได้
แต่ในส่วนของกรรมสิทธิ์นั้น เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์ให้ก็ถือว่า
กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้นได้โอนมาเป็นของผู้ซื้อแล้ว
แม้ยังไม่ทันไปแก้ชื่อทะเบียนเจ้าของ ยังไม่เปลี่ยนป้ายวงกลม
หรือไม่ได้ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกก็ตาม
-
-
การซื้อขายรถยนต์ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
แต่ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522
ก็มีข้อกำหนดให้ต้องมีการไปจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของทะเบียนรถยนต์
ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลของรัฐบาล
ที่จะใช้สันนิษฐานเบื้องต้นก่อนว่า
บุคคลใดเป็นเจ้าของรถยนต์ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือถูกโจรกรรม
หรือการใช้รถยนต์ในการกระทำความผิดอาญาต่าง ๆ
- ดังนั้น
การซื้อขายรถยนต์แม้ไม่จดทะเบียนก็ไม่เป็นโมฆะ เพียงแต่ถ้าไม่มีการวางประจำ
หรือการชำระหนี้บางส่วน หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายก็ไม่สามารถบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่ง
ต้องปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้น
-
ตัวอย่างเช่น นายสมภพ ซื้อรถบรรทุกจากนายสมชาย ในการซื้อขายนั้น
ต้องมีการติดตั้งปั๊มฉีดน้ำมันไฮดรอลิก และเครนด้วย
นายสมภพซึ่งเป็นผู้ซื้อติดไม่เป็น แต่รู้ว่านายสมชายคนขายติดเป็น
ก็นำมาให้นายสมชายช่วยติดตั้งให้บนรถ
-
เมื่อติดตั้งเสร็จนายสมชายเปลี่ยนใจไม่ขายรถยนต์คันนี้
นายสมภพเลยมาฟ้องเป็นคดีขึ้น
โดยนายสมชายต่อสู้ว่าการซื้อขายรถยนต์เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์เกิน
500 บาท
ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด หรือวางมัดจำ
หรือชำระหนี้บางส่วน แต่กรณีนี้ ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่มีการวางมัดจำ
หรือวางประจำ และยังไม่มีการส่งมอบรถยนต์ให้ไป
ทั้งฝ่ายนายสมภพเองก็ยังไม่ได้ชำระราคาแต่อย่างใด
ดังนั้นนายสมภพจะบังคับให้นายสมชายขายรถยนต์คันนี้ไม่ได้
-
-
คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า มัดจำนั้นก็คือ เงินทอง
หรือทรัพย์สินที่ผู้ซื้อส่งมอบให้ผู้ขายเพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญา
และหากมีการบิดพลิ้วประการใด ผู้ขายย่อมยึดหรือริบเอาไว้ได้
-
-
กรณีนี้ถึงแม้ว่านายสมภพจะได้ส่งมอบไฮดรอลิกและเครน
อันเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งให้กับนายสมชายผู้ขาย
แต่ก็ไม่ได้มอบให้เพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญา
หากแต่มอบให้เพื่อไปติดตั้งบนตัวรถ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายผู้ซื้อคือ
นายสมภพเอง และไม่มีกฎหมายกำหนดว่า ถ้ามีการบิดพลิ้วแล้ว
ฝ่ายนายสมชายผู้ขายจะสามารถยึดไฮดรอลิกหรือเครนได้
พฤติการณ์ยังมองไม่ออกว่ามีการทำสัญญาซื้อขายกันจริง
-
นายสมภพจึงแพ้คดีนายสมชายไป โดยถือว่าไม่มีหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดี
- สรุปว่า
ควรทำเอกสารซื้อขายพร้อมระบุเงื่อนไขและรายละเอียดอย่างชัดเจน
เมื่อมีการตกลงมัดจำหรือจ่ายเงินกัน แล้วค่อยไปโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง
-
- THAIDRIVER
-
·
ไม่พกหรือไม่มีใบอนุญาตขับรถโดนปรับหรือไม่
?
-
หลายท่านสงสัยว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วคู่กรณีไม่มีใบอนุญาตขับรถ
เหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมักไม่กระทำการเปรียบเทียบปรับเรื่องการมีใบอนุญาตขับรถนั้น
มีกฏหมายบังคับไว้ในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.
2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.
2530 (ฉบับที่ 7) ซึ่งมาตรา
42 บัญญัติว่า 'ผู้ขับต้องได้รับใบอนุญาตขับรถ
และต้องมีใบอนุญาตขับรถ...' มาตรา 43
บัญญัติว่า
'
ใบอนุญาตขับรถมี 10 ชนิด คือ'
- 1.ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล
รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว
- 2.ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล
- 3.ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
- 4.ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ
- 5.ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ
- 6.ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์
- 7.ใบอนุญาตขับรถบดถนน
- 8.ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์
- 9.ใบอนุญาตขับรถยนต์ชนิดอื่น
นอกจาก (1) ถึง (8)
- 10.ใบอนุญาตขับรถยนต์ระหว่างประเทศ
สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือจักรยานยนต์
-
- และมาตรา
46 บัญญัติว่า
'ผู้ขอใบอนุญาตขับรถ ตามมาตรา 43 (1)
ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้'
- 1.มีอายุไม่ต่ำกว่า
18 ปีบริบูรณ์
แต่ถ้าเป็นผู้ขอใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว
สำหรับรถจักรยานยนต์ความจุกระบอกสูบขนาดไม่เกิน 90
ลูกบาศก์เซนติเมตร ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15
ปีบริบูรณ์
- 2.มีความรู้และความสามารถในการขับรถ
- 3.มีความรู้ในข้อบังคับการเดินรถ
ตามพระราชบัญญัติและตามกฏหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
- 4.ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการ
จนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่สามารถขับรถได้
- 5.ไม่มีโรคประจำตัว
ที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
- 6.ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
- 7.ไม่มีใบอนุญาตขับรถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
- 8.ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกอายัดหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ
-
-
เมื่อครบตามคุณสมบัติในมาตรา
46
แล้ว และได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ตามมาตรา 43 (1)
มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
และไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ
หรือถูกเจ้าพนักงานเปรียบเทียบปรับตั้งแต่ 2
ครั้งขึ้นไป สำหรับความผิดเกี่ยวกับการขับรถ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
เว้นแต่จะพ้นโทษครั้งสุดท้ายไม่น้อยกว่า 6
เดือนแล้ว
- ก.ฝ่าฝืนสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจร
- ข.ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น
- ค.ในลักษณะกีดขวางการจราจร
- ง.ใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
- จ.โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว
อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
- ฉ.โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น
-
-
-
ผู้นั้นก็มีสิทธิขอใบอนุญาตขับรถ ตามมาตรา
43 (3) (4) (5) หรือ
(6) ได้
นอกจากนี้จะต้องรู้จักถนนและทางหลวงในจังหวัดที่ขอรับใบอนุญาตขับรถพอสมควร
ไม่เป็นผู้มีโรคติดต่อที่น่ารังเกียจ
และไม่เคยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุก
ในความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน
ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา
ความผิดทางเพศ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ
ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ลักเอาทรัพย์
ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ความผิดฐานยักยอก ความผิดฐานรับของโจร
และความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฏหมายอาญา
หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฏหมายให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือ ตามประมวลกฏหมายอาญา
โดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฏหมายให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
หรือพ้นโทษมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3
ปี
-
เมื่อได้ทราบถึงกรณีที่กฏหมายบังคับให้มีใบอนุญาตขับรถ
และคุณสมบัติของผู้ที่จะขอมีใบอนุญาตขับรถแล้ว
ต่อไปเป็นกรณีของบทบังคับสำหรับผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนในเรื่องการมีใบอนุญาตขับรถ
ซึ่งมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติรถยนต์นี้ มาตรา
64 บัญญัติว่า
- 'ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน
1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ'
-
มาตรา
65 'ผู้ใดขับรถเมื่อใบอนุญาตขับรถหมดอายุ
หรือระหว่างถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ หรือถูกยึดใบอนุญาตขับรถ
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท'
-
มาตรา
66 'ผู้ใดขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ
และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ ตามมาตรา 42
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท'
-
-
สำหรับในกรณีของการเปรียบเทียบปรับนั้น ได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา
67 ทวิ ดังนี้
- 'บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียว
ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย มีอำนาจเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหาได้
เมื่อผู้ต้องหาได้รับชำระค่าปรับตามจำนวนที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเปรียบเทียบ
หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ให้ดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป'
-
จะเห็นว่ากรณีที่ผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในเรื่องของการมีใบอนุญาตขับรถ
หรือที่มักเรียกกันว่า
'ใบขับขี่'
นั้น มีโทษปรับเพียงอย่างเดียว และตามมาตรา 67
ทวิ ก็ให้อำนาจในการเปรียบเทียบปรับแก่อธิบดี
ซึ่งในที่นี้หมายถึง 'อธิบดีกรมการขนส่ง'
หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรืออาจเป็นพนักงานสอบสวน
ผู้ที่มีอำนาจในการสอบสวน ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา
-
แต่ในเรื่องการเปรียบเทียบปรับนั้น ถือเป็นดุลพินิจอย่างหนึ่ง หมายความถึง
การวินิจฉัยที่เห็นสมควร ดังนั้น
ผู้มีอำนาจในการเปรียบเทียบปรับจึงมีอิสระในการใช้ดุลพินิจ
จะทำการเปรียบเทียบปรับหรือไม่ก็ได้
-
หากผู้ไม่มีใบอนุญาตขับรถเป็นผู้เสียหาย
ก็อาจใช้ดุลพินิจที่จะไม่ทำการเปรียบเทียบปรับก็ได้
และแม้ว่าจะทำการเปรียบเทียบปรับ
แต่ฝ่ายผู้ต้องหาก็ยังมีสิทธิที่จะไม่ยินยอมชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้
ทางออก คือ ต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีกันต่อไปในศาล ซึ่งเป็นไปตามาตรา
67 ทวิ
-
การที่กฏหมายให้อำนาจในการเปรียบเทียบปรับนั้น
ก็เพื่อช่วยในการกลั่นกรองคดีที่มีความผิดเล็กน้อยที่สามารถตกลงกันได้
โดยไม่ต้องไปศาลให้เสียเวลา
- ดังนั้น
ในเรื่องของการเปรียบเทียบปรับ จึงเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงาน
ที่จะทำการเปรียบเทียบปรับหรือไม่ก็ได้
ไม่ใช่บทบังคับให้เจ้าพนักงานต้องกระทำการเปรียบเทียบปรับทุกกรณี
- THAIDRIVER
-
-
-
·
พื้นฐานกฎหมายละเมิด
-
คราวก่อนเขียนถึงเรื่องผลประโยชน์ของผู้รับจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
มาคราวนี้
ลองทำความเข้าใจถึงแนวความคิดและที่มาของพระราชบัญญัตินี้กันอย่างชัดแจ้งอีกทีหนึ่ง
-
-
แรกเริ่มเดิมที
เมืองไทยมีแต่กฎหมายละเมิดเท่านั้นในการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง
(ค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน)
ซึ่งทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ก็ต้องว่ากันตามกฎหมายละเมิดบทนี้ลักษณะของกฎหมายละเมิดที่พอสังเกตได้
คือ
-
- 1.
คู่กรณีต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดี,
ค่าทนายความ,
ค่าส่งหมายถึงคู่ความ
ฯลฯ
- 2.
ความยุ่งยากในการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำอันเนื่องมาจากหลักของละเมิดนั้น
ผู้เสียหายจะได้รับค่าชดใช้ ก็ต่อเมื่อต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า
ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดของบุคคลคนนั้นจริง
และความผิดจะต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน
- ดังนั้น
ถ้าเกิดความเสียหาย แต่มิใช่ความผิดของบุคคลคนนั้น
ในกรณีนี้จะเอาผิดและเรียกค่าเสียหายจากบุคคลคนนั้นมิได้ถึงแม้ว่าจะเป็นคู่กรณีในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็ตาม
จึงเป็นการยากที่จะต้องเริ่มจากการหาพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ทางคดีกันอีกต่อไป
- 3.
ต้องใช้ระยะเวลานาน ตั้งแต่เริ่มกระบวนการพิจารณาคดี
จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา
อาจมีการอุทธรณ์และฎีกากันอีกและอาจใช้เวลาเป็นปี
-
หากจำเลยไม่ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอีก
ก็ต้องมีการบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด
ซึ่งก็ต้องใช้เวลานานยิ่งขึ้นไปอีก
- 4.
อายุความในการฟ้องร้องคดีละเมิดจะต้องฟ้องภายใน 1
ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิด
และรู้ตัวผู้ชดใช้ค่าเสียหายในเหตุละเมิด แต่ต้องไม่เกินกว่า 10
ปี นับแต่วันที่เกิดการละเมิดนั้น ตามมาตรา448
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
-
-
ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลักทฤษฎีสากลที่ถูกนำมาใช้ร่วมกันซึ่งเรียกว่า ทฤษฎี
NO-FAULT COMPENSATION
เรียกตามภาษาไทย ก็คือ
ทฤษฎีชดใช้ค่าเสียหายโดยไม่มีความผิด
ซึ่งนำมาใช้แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากยานพาหนะ
และเป็นกฎหมายเสริมกฎหมายละเมิดอีกชั้นหนึ่ง
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากยานพาหนะได้รับการชดใช้ความเสียหายได้อย่างทันท่วงที
-
- หลักสำคัญของทฤษฎี
NO-FAULT COMPENSATION
- 1.ต้องมีการชดใช้ค่าเสียหายโดยทันทีที่ความเสียหายเกิดขึ้น
- 2.ไม่ต้องรอผลการพิสูจน์ว่า
ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดของฝ่ายใด
- 3.ความเสียหายที่เกิด
แม้จะไม่มีฝ่ายใดผิด ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ที่ได้รับความเสียหาย
ก็ยังคงมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหาย
- 4.ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะพิสูจน์ความผิดตามกฎหมายละเมิดอีกด้วย
-
-
เมื่อเป็นเช่นนี้
จึงจำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พศ.
2535 ขึ้น
เพื่อประโยชน์และเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่นั่นเอง
-
- THAIDRIVER
-
-
·
ประกันภัย...หลักประกันบนถนน
-
การประกันภัยรถยนต์ถูกพัฒนามาจากการประกันชีวิต
ซึ่งมีประวัตศาสตร์อันยาวนานมาหลายศตวรรษ เริ่มจากศตวรรษที่
13 นายริชาร์ด มาร์ติน
ได้ตกลงทำสัญญาคุ้มครองภัยทางทะเลด้วยวงเงิน 400
ปอนด์ กับนายวิลเลียม กิบบอนส์ โดยจ่ายเบี้ยประกันเป็นเงิน 32
ปอนด์และคุ้มครองเป็นระยะเวลา 1
ปี
- ต่อมาในปี
1726
สถาบันประกันแห่งแรกถือกำเนิดขึ้น จดทะเบียนในชื่อ THE EQUITABLE
ASSURANCE SOCIETY OF LONDON
โดยใช้พื้นฐานจากสถิติผู้เสียชีวิตของชาวลอนดอนเป็นพื้นฐานของกรมธรรม์คุ้มครองในช่วงแรก
-
- การประกันชีวิตในเมืองไทยเริ่มในสมัยรัชกาลที่
5 โดยมีบริษัทจากประเทศอังกฤษ เช่น อคิวเทเบิล
ประกันภัยแห่งลอนดอน ฯลฯ มารับทำประกัน
โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้เอาประกัน
ถือกรมธรรม์ประกันภัยเป็นรายแรกของคนไทย
-
การประกันภัยรถยนต์ถูกประยุกต์มาจากการประกันชีวิตบนพื้นฐานเดิม คือ
เพื่อคุ้มครองและชดเชยค่าเสียหายของทรัพย์สินและบุคคลเมื่อเกิดความเสียหาย
ตามรูปแบบหรือประเภทของการประกัน ต่อมาถูกเพิ่มมาใช้ในการคุ้มครองรถยนต์หาย
เพราะระบบไฟแนนซ์บังคับให้มีการประกันภัยสำหรับรถยนต์นั่งที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ
เพื่อป้องกันหนี้สูญ
-
- การประกัยรถยนต์ในปัจจุบันมี
3 ประเภทหลัก
- 1.
ประกันภัยประเภท 1 (COMPREHENSIVE CONVRAGE)
- -
ค่าเบี้ยประกันแพงที่สุด แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดในทุกกรณี
ครอบคลุมทั้งความเสียหายของรถยนต์ผู้เอาประกันและคู่กรณี
ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงกรณีรถยนต์ถูกโจรกรรมด้วย
-
- -
ในกรณีผู้ทำประกันเป็นฝ่ายผิด ก็ไม่ต้องซ่อมรถยนต์ด้วยเงินของตัวเอง
และคู่กรณีสามารถนำรถยนต์เข้ารับการซ่อมตามอู่ที่ประสานอยู่กับบริษัทประกันภัยที่แจ้งไว้
โดยอู่จะไปเรียกเก็บเงินจากบริษัทประกันภัยเอง
ส่วนกรณีที่ผู้ทำประกันเป็นฝ่ายถูก แน่นอนว่าคู่กรณีต้องรับผิดชอบเป็นปกติ
หรือบริษัทประกันภัยจะไปเรียกเก็บเงินจากคู่กรณีให้
-
- -
การคุ้มครองครอบคลุมไว้กว้าง
ขอเพียงผู้ขับมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
เจ้าของหรือคนอื่นขับก็ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด
-
- -
ถ้าไม่อยากเข้าซ่อมตามอู่ที่บริษัทประกันภัยกำหนด
ก็สามารถส่งใบประเมินราคาเพื่อเบิกเงินจากบริษัทประกันมาซ่อมเองได้
แต่ส่วนใหญ่มักได้ค่าเสียหายไม่เต็มตามการประเมิน
-
-
-
นอกจากการคุ้มครองการเกิดอุบัติเหตุแบบมีคู่กรณีแล้ว
ยังคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นแบบไม่มีคู่กรณีด้วย เช่น
จอดรถยนต์ไว้แล้วถูกชนแล้วหนี หรือโดนกลั่นแกล้งขูดสีจนเสียหาย
ผู้ทำประกันสามารถรับการคุ้มครองซ่อมแซม โดยเสียค่า
ACCEPT เพียง
1,000-2,000 บาท ต่อ 1
ครั้ง
-
- -
อาจมีการพลิกแพลงจากผู้ทำประกัน
โดยอาจขูดสีรถยนต์ของตนเองเพราะต้องการทำสีใหม่ แล้วแจ้งประกันเพื่อซ่อมสี
โดยเสียเงินแค่ค่า ACCEPT เท่านั้น
กรณีที่ถูกบังคับให้ทำประกันจากไฟแนนซ์
ผู้ที่เป็นลูกหนี้ผ่อนชำระต้องรับภาระจ่ายเบี้ยประกันเอง
จนกว่าจะผ่อนชำระหมด
-
- -
อัตราของเบี้ยประกันคิดจาก 70-80
เปอร์เซ็นต์ของราคารถยนต์ในท้องตลาดด้วยอัตรา 70-90
เปอร์เซ็นต์ และจะรับเฉพาะรถยนต์อายุไม่เกิน 5-10
ปี เพราะรถยนต์เก่าราคาไม่สูง เมื่อคิดเป็นเบี้ยประกันจะถูกมาก
แต่หาอะไหล่ยาก โดยจะนำราคา 70-90
เปอร์เซ็นต์ของราคารถยนต์ตั้งเป็นวงเงินคุ้มครอง
ไม่ว่ารถยนต์หายหรือซ่อมหนัก
ทางบริษัทประกันก็จะคุ้มครองสูงสุดไม่เกินวงเงินนั้น
-
- -
ส่วนเบี้ยประกันจะคิดจากวงเงินคุ้มครองสูงสุดโดยประมาณ และไม่เกิน
80-90 เปอร์เซ็นต์ของราคารถยนต์จริง
โดยประมาณคือวงเงินคุ้มครอง 100,000 บาท
ต่อเบี้ยประกัน 7,000 บาทต่อปี
และอัตราของเบี้ยประกันจะลดลง เมื่อวงเงินคุ้มครองสูงขึ้น เช่น
วงเงินคุ้มครอง 1,000,000 บาท จะไม่คิดเบี้ยประกัน
7,000 บาท X 10 เท่า
อาจลดเหลือเพียง 40,000-50,000 บาทเท่านั้น
- -
ตัวอย่าง มิตซูบิชิ แชมป์ ปี 1994 ราคา
159,000 บาท วงเงินคุ้มครอง 140,000
บาท เบี้ยประกัน 1 ปี
12,075 บาท
- -
ฮอนด้า แอคคอร์ด ราคา 406,000 บาท วงเงินคุ้มครอง
365,000 บาท เบี้ยประกัน 1
ปี 20,529 บาท
- -
บีเอ็มดับบลิว 525ไอ ราคา 1,195,000
บาท วงเงินคุ้มครอง 1,100,000 บาท
เบี้ยประกัน 1 ปี 48,342
บาท
-
- -ถ้าไม่มีการเคลมจากผู้ทำประกัน
ปีต่อไปเบี้ยประกันจะลดลงประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์
ถ้ามีการเคลมหรือเกิดอุบัติเหตุในปีนั้นมาก เบี้ยประกันจะไม่ลด
หรือหากมีการเคลมหนักๆ บริษัทประกันภัยอาจไม่รับทำประกันในปีต่อไปก็เป็นได้
-
- 2.
ประกันภัยประเภท 2 (FIRE & THEET)
- -
ไม่อยู่ในความนิยม เพราะจะคุ้มครองรถยนต์และตัวบุคคล
เมื่อเกิดความเสียหายในกรณีแปลกๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ,
น้ำป่า, ฟ้าผ่า,
จราจล, สงครามการเมือง ฯลฯ
เป็นการคุ้มครองเหมือกว่าความจำเป็นจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางจราจร
-
- 3.
ประกันภัยประเภท 3 (THIRD PARTY ONLY)
- -
ให้ความคุ้มครองคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
แต่ไม่คุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกัน
บางคนเรียกว่าประกันภัยแบบป้องกันเมื่อชนเบนซ์
- -
ไม่มีการซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันในทุกกรณี
คุ้มครองความเสียหายเฉพาะรถยนต์ของคู่กรณีเท่านั้นโดยไม่ระบุยี่ห้อหรือรุ่น
และมักกำหนดวงเงินคุ้มครองไว้ที่ 200,000-1,000,000
บาท แล้วแต่กรมธรรม์
-
- -
ประกันภัยประเภท 3
มีเบี้ยประกันถูกกว่าประกันภัยประเภท 1
โดยไม่สนใจราคาเต็มของรถยนต์ที่ทำประกัน แต่ใช้ความจุกระบอกสูบ (ซีซี)
มาคำนวณเบี้ยประกัน คิดซีซีละ 1.5-2
บาท ยังไม่รวมค่าประกันบุคคลที่ 3
ปีละประมาณ 1,200 บาท และถ้าไม่มีการเคลมในปีนั้น
ปีต่อไปเบี้ยประกันจะลดลงประมาณ 5 เปอร์เซนต์
และคงที่ไป
-
- -
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากเสียเบี้ยประกันภัยประเภท 1
แต่กลัวจะชนกับรถยนต์ราคาแพง และเหมาะกับรถยนต์อายุ
5-10 ปี ซึ่งบริษัทประกันภัยไม่รับทำประกันประเภท 1
- -
รถยนต์ทุกคันควรทำประกันภัย ถ้ารถยนต์เก่าหรือไม่อยากทำประกันประเภท
1 ก็ควรทำประกันภัยประเภท 3
เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง
ค่าเสียหายของคู่กรณีก็เกินค่าเบี้ยประกัน 3,000-5,000
บาทไปแล้ว
-
- THAIDRIVER
-
-
-
·
ทำอย่างไร
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ
-
คงมีผู้ขับน้อยรายที่ไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลยไม่ว่าจะรุนแรงหรือเล็กน้อย
ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น สิ่งแรกที่ควรมีก็คือ สติสัมปชัญญะ(ยกเว้นในกรณีที่หมดสติ)
เพราะจะทำให้มีความรอบคอบในการแก้ไขปัญหามากขึ้น
-
-
ผู้เขียนเองก็เคยประสบอุบัติเหตุ
โดยนั่งคู่มากับคนขับและกำลังรอกลับรถยนต์โดยจอดชิดเกาะกลางถนน
สักครู่มีเสียงดังโครมมาจากด้านท้ายมึนไปชั่วขณะแต่ก็มีสติพอที่จะจดทะเบียนรถยนต์คู่กรณี
ขณะที่ผู้ขับก็รีบวิ่งไปจดทะเบียนรถยนต์คันหน้าพร้อมขอนามบัตรไว้
-
-
ประโยชน์ที่ได้รับอย่างชัดเจนจากการปฏิบัติครั้งนั้น คือ
ทราบตัวผู้กระทำผิด และมีพยานบุคคลที่เป็นประจักษ์พยาน
(พยานที่พบเห็นเหตุการณ์และอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ)
ซึ่งก็คือผู้ขับรถยนต์คันหน้า
-
-
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว ในทางกฎหมายก็มีข้อปฏิบัติในเชิงบังคับ
ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบ คือ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.
2522 มาตรา 78
บัญญัติไว้ว่า
-
ผู้ใดขับรถยนต์หรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทาง
ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล
หรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับหรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม
ต้องหยุดรถยนต์หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร
พร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้เคียงทันที
กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุลและที่อยู่ของตน
และหมายเลขทะเบียนแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย
-
ในกรณีที่ผู้ขับหรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หลบหนีไป
หรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ
ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิด
และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถยนต์คันที่ผู้ขับหลบหนี
หรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับ
จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน
6 เดือน
นับแต่วันเกิดเหตุ
ให้ถือว่ารถยนต์นั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด
หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด และให้ตกเป็นของรัฐ
-
- ในมาตรา
160
วรรคแรกผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่
2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ในวรรค
2
ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78
เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย
ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ'
-
-
สรุปได้ว่า
- 1.
ทันทีที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับหรือไม่
สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้ความช่วยเหลือตามสมควร
- 2.
ผู้ขับต้องแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้เคียงทันที
ไม่ใช่แค่ให้ความช่วยเหลือเท่านั้น
- 3.
กฎหมายกำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ต้องมาแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน
6 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุ
-
-
หากผู้ขับไม่กระทำตามมาตราข้างต้น กฎหมายให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่
สามารถยึดรถยนต์จนกว่าคดีถึงที่สุด หรือได้ตัวผู้ขับ
-
- ภายใน
6
เดือนนับแต่วันเกิดเหตุ
ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ยังไม่มาแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กฎหมายก็ให้ถือว่ารถยนต์คันนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิดหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด
และให้ตกเป็นของรัฐ
-
-
นอกจากนี้มาตรา
160
ลงโทษจำคุกหรือปรับแก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78
ซึ่งตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น คือ
-
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1489/2532
การที่จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทชนผู้ตาย
แล้วจำเลยนำผู้ตายไปส่งโรงพยาบาลทันทีหลังเกิดเหตุโดยมิได้แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
จะถือว่าจำเลยหลบหนีไปจนเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายถึงตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. 2522 มาตรา 160
วรรค 2 หาได้ไม่
จำเลยคงมีความผิดตามมาตรา 160
วรรคแรกเท่านั้น
-
-
ข้อเท็จจริงตามคดีนี้ จำเลยให้ความช่วยเหลือตามสมควร แต่ไม่ได้แสดงตัว
และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติตามมาตรา
78
และการที่จำเลยหลบหนีไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
จะถือเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายถึงตาย ตามมาตรา 160
วรรค 2 ไม่ได้
จึงมีความผิดเฉพาะตามมาตรา 160
วรรคแรก
-
-
อีกตัวอย่าง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่
921/2534
จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
และได้รับบาดเจ็บจำเลยแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในจุดเกิดเหตุทราบว่า
จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ
และมีผู้อื่นนำผู้บาดเจ็บไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว
แม้ต่อมาจำเลยหลบหนีไป ถือว่าจำเลยไม่ได้ให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ตาย
และผู้บาดเจ็บกับไม่ได้แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้เคียงให้ทราบทันทีไม่ได้
-
-
จากคำพิพากษานี้ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า
จำเลยได้แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วในตอนแรก แม้ต่อมาหลบหนีไป
จะถือว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามาตรา
78
ไม่ได้ แต่อาจมีความผิดในข้อหาอื่นแทน
-
-
ถ้าเป็นกรณีไม่ร้ายแรง คู่กรณีมักใช้วิธีตกลงกันเอง
เพราะต้องการความสะดวกรวดเร็ว ไม่อยากเป็นคดีความให้ยุ่งยากเสียเวลา
แต่ถ้าตกลงไม่ได้ จะทำให้กลายเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
-
-
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง
การตกลงค่าเสียหายจึงง่ายขึ้น ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายที่ผิด
-
-
แต่ก็ขอเตือนโดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
ถึงแม้การประกันภัยจะเข้ามามีบทบาท
แต่ก็ใช่ว่าผู้เสียหายจะได้รับการชดใช้อย่างรวดเร็วเพราะต้องตรวจสอบเป็นขั้นตอนตามเงื่อนไขของบริษัทประกันฯ
และเมื่อครบเงื่อนไข ก็ต้องมาตกลงมูลค่าความเสียหายอีก ถ้าตกลงกันได้ก็ดีไป
-
-
แต่ถ้าตกลงไม่ได้อาจทำให้เป็นคดีความขึ้น
ถึงช่วงนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเจ้าหน้าตำรวจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
-
- THAIDRIVER
-
-
-
-
-
·
ซื้อ-ขายของโจร
ใครรับผิดชอบ ?
-
ใครที่กำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะการซื้อรถยนต์โดยการโอนลอย
เพราะผู้ซื้อไม่มีโอกาสพบกับเจ้าของรถยนต์ตัวจริงเลย อาจพบการใช้เอกสารปลอม
เช่น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสมุดทะเบียนรถยนต์
หากไม่ตรวจสอบให้ดี อาจกลายเป็นการรับของโจรได้
-
เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์
ว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำสมุดทะเบียนรถยนต์บางคน
มีส่วนร่วมในการทำเอกสารปลอม
- ผู้ทำธุรกิจรถยนต์มือสองก็ยอมรับว่า
มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ปัญหา คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ในฐานะผู้ซื้อหรือผู้ขายควรทำอย่างไร
-
ตัวอย่างกฎหมายอาญา มาตรา
357
ความผิดฐานรับของโจร ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น
ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ จำนำ หรือรับไว้โดยประการใด
ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์
วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก
หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำผิดฐานรับของโจร
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน
10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ...'
-
- ความผิดฐานรับของโจร
ต้องประกอบไปด้วย
- 1.
การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย
ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ จำนำ หรือรับไว้โดยประการใด
- 2.
ของโจรที่ว่านี้ ได้แก่ ทรัพย์อันได้มาจากการกระทำความผิดในฐานลักทรัพย์
วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก
หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์
- 3.
ผู้กระทำมีเจตนาโดยรู้ว่า ของนั้นได้มาจากการกระทำความผิด ดังกล่าวตามข้อ
2.
-
กรณีที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ คือ ผู้ซื้อไม่ทราบว่ารถยนต์ที่ตนซื้อมานั้น
ถูกขโมยมาจากบุคคลอื่น หรือบางครั้งผู้ขายเองก็อาจไม่ทราบว่า
รถยนต์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อนั้น ถูกขโมยมาเช่นกัน
-
กรณีเช่นนี้ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องกังวลว่า
ตนเองจะมีความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา
357 แต่อย่างใด
เพราะการที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า
รถยนต์ที่ซื้อขายกันนั้นเป็นรถยนต์ที่ถูกขโมยมา ในทางกฎหมายอาญา
ถือว่าขาดเจตนาในการกระทำความผิด ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติ
เจ้าของที่แท้จริงมักจะนำเจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วย
ในการติดตามทวงถามเอารถยนต์คืนก็ตาม
หากผู้ซื้อหรือผู้ขายสามารถพิสูจน์ถึงความจริงว่า
ตนมิได้มีส่วนรู้เห็นว่ารถยนต์นั้นได้มาจากการกระทำผิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถที่จะเอาผิด ดำเนินคดีฐานรับของโจรได้
-
-
ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องทำอย่างไร
?
-
ในส่วนนี้ต้องอาศัยกฎหมายสัญญาซื้อขาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ในเรื่องการรอนสิทธิ ตามมาตรา
475
ซึ่งบัญญัติว่า 'หากว่ามีบุคคลใดมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อ
ในอันจะครองทรัพย์สินโดยปรกติสุข
เพราะบุคคลนั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ซื้อขายกันนั้น
อยู่ในเวลาซื้อขายก็ดี เพราะความผิดของผู้ขายก็ดี ท่านว่า
ผู้ขายจะต้องรับผิดในผลอันนั้น'
- มาตรา
476 บัญญัติว่า
'ถ้าสิทธิของผู้ก่อการรบกวนนั้น
ผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขาย ท่านว่า ผู้ขายไม่ต้องรับผิด'
- มาตรา
1332
ในเรื่องกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สิน บัญญัติว่า 'บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด
หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าที่ขายของชนิดนั้น
ไม่จำต้องคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา'
-
- ในมาตรา
475 หมายความว่า
การที่ผู้ซื้อถูกเจ้าของที่แท้จริงมาติดตามเอาคืนรถยนต์ไปนั้น
ถือว่าผู้ซื้อถูกรบกวนขัดสิทธิ โดยเจ้าของที่แท้จริง
ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายกันนั้น ซึ่งถือว่า
ผู้ซื้อถูกรอนสิทธิแล้ว
กรณีนี้ผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อในเรื่องรอนสิทธิ
-
- ลักษณะของการรอนสิทธิ
มีดังต่อไปนี้
- 1.
เป็นเรื่องบุคคลภายนอก เข้ามาก่อการรบกวน
การใช้ทรัพย์โดยที่บุคคลภายนอกอ้างว่าตนมีสิทธิ
- 2.
ไม่ว่าผู้ขายจะรู้หรือไม่ว่า ทรัพย์นั้นได้มาโดยการกระทำความผิด
ผู้ขายก็ต้องรับผิดฐานรอนสิทธิ เว้นแต่ ผู้ซื้อยอมเสี่ยงภัยเอง คือ
รู้อยู่แล้วว่า อาจถูกรบกวนสิทธิจากบุคคลภายนอกได้
-
- เช่น
'นายขาย'
นำรถยนต์ออกขายให้ 'นายซิ้อ'
ย่อมเท่ากับรับรองโดยปริยายว่า
นายขายมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์นี้
และนายซิ้อสามารถได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์นี้ไปด้วย
ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่านายขายลักรถยนต์คันนี้มาจากคนอื่น
นายขายจึงไม่มีสิทธิขายรถยนต์ให้นายซิ้อ เป็นเหตุให้บุคคลภายนอก
มายึดรถยนต์นั้นคืนไป
-
-
นายขายต้องรับผิดต่อนายซิ้อ เพราะกรณีนี้เป็นการรอนสิทธิแล้ว
โดยการคืนเงินให้นายซิ้อพร้อมทั้งค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์
หรือค่าเสียหายอื่น
(ถ้าหากมี)
ให้กับนายซิ้อ สังเกตว่า
กรณีนี้นายขายไม่มีความผิดฐานรับของโจร เพราะนายขายเป็นผู้กระทำความผิด คือ
เป็นผู้ลักรถยนต์คันนี้มาเอง
-
-
แต่ถ้าหากว่า กรณีมีข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่า นายขายไม่ได้เป็นคนลักรถยนต์
และไม่ทราบว่ารถยนต์ที่ขายให้นายซิ้อถูกลักมา
กรณีนี้ทั้งนายขายและนายซิ้อไม่มีความผิดฐานรับของโจร อย่างไรก็ตาม
นายขายก็ยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่นายซิ้อถูกบุคคลภายนอก
(เจ้าของรถยนต์ที่แท้จริง)
รอนสิทธิอยู่ดี
-
-
ความรับผิดของนายขายผู้ขายจะมีมากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่านายขายเป็นพ่อค้าขายรถยนต์โดยอาชีพหรือไม่
ถ้านายขายไม่ได้มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายรถยนต์
อาจเป็นการขายรถยนต์ที่ตนใช้มาเอง ทั้งนี้
โดยนายขายซื้อมาจากบุคคลอื่นอีกทอดหนึ่ง ก่อนจะมาขายให้นายซิ้อจึง
ทำให้นายขายไม่ทราบว่า เป็นรถยนต์ที่ถูกขโมยมา
กรณีนี้นายขายต้องชดใช้ราคารถยนต์ที่ซื้อขายกันให้นายซิ้อไป
รวมทั้งค่าเสียหายต่างๆ อันเกิดจากการรอนสิทธิให้แก่นายซิ้อ
-
-
ในทางกลับกัน ถ้านายขายมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายรถยนต์ หรือนายซิ้อ
ซื้อรถยนต์มาจากบริษัทขายรถยนต์มือสอง กรณีนี้นายซิ้อสามารถใช้สิทธิ
ตามมาตรา
1332
โดยการไม่ยอมคืนรถยนต์ให้แก่เจ้าของที่แท้จริง
จนกว่าจะได้รับการชดใช้ราคารถยนต์นั้นเสียก่อน จากเจ้าของรถยนต์ที่แท้จริง
นอกจากนั้นนายซิ้อยังเรียกเอาค่าเสียหายในการถูกรอนสิทธิจากนายขายได้อีก
อันได้แก่ ค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์ เป็นต้น
-
-
ประการสุดท้าย ตามมาตรา
476
ถ้ามีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า
นายขายผู้ขายได้เตือนนายซิ้อว่า ให้ระวังเจ้าของรถยนต์มาติดตามเอาคืน
เนื่องจากนายขายเองไม่แน่ใจว่า รถยนต์นั้นเป็นรถยนต์ที่ถูกขโมยมาหรือไม่
เพราะเป็นรถยนต์ที่ซื้อต่อกันมาหลายทอดแล้ว (ไม่แน่ใจในที่นี่
ไม่ได้หมายความว่า นายขายรู้ว่ารถถูกขโมยมา
ซึ่งยังถือไม่ได้ว่านายขายมีความผิดฐานรับของโจร)
แต่นายซิ้อยังตัดสินใจที่จะซื้อรถยนต์คันนี้
-
กรณีนี้ถือว่านายซิ้อยอมเสี่ยงภัยเอง หากปรากฏว่า
เจ้าของที่แท้จริงมาทวงถามรถคืนไปจากนายซิ้อ
ก็ทำให้นายขายไม่ต้องรับผิดฐานรอนสิทธิต่อนายซิ้อ
-
-
อนึ่งการรอนสิทธิ มีหลายรูปแบบ ในเรื่องรับของโจรนี้
เป็นเพียงตัวอย่างเดียว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
- THAIDRIVER
-
-
·
ช่างเอารถไปชน ใครรับผิดชอบ
-
เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่เจ้าของรถยนต์ไม่ได้เป็นผู้ขับในขณะนั้น
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นตามมาก็คือ ใครจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบ
?
ท่านผู้อ่านคงเคยนำรถยนต์เข้าอู่ซ่อมกันมาบ้าง
ซึ่งในบางครั้งหลายท่านมักติดต่อให้ช่างนำรถยนต์มาส่งให้ถึงที่ทันทีเสร็จงานซ่อม
-
แต่ถ้าในระหว่างทางที่ช่างซ่อมรถยนต์ขับมาส่งให้เจ้าของแล้วเกิดอุบัติเหตุ
โดยที่เป็นฝ่ายผิดเจ้าของรถยนต์คันนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ตนเองไม่ได้กระทำด้วยหรือไม่
?
-
- สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจไม่น้อย
โดยเฉพาะบรรดาเจ้าของรถยนต์ทั้งหลายที่รักความสบายตามมาตร 425
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บัญญัติว่านายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด
ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น
- มาตรา
428
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บัญญัติว่าผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างการทำงานที่ว่าจ้างเว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ
หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้ว่าจ้าง
-
จากตัวอย่างจากคำพิพากษาฎีกาที่
1176/2510
ช่างซ่อมรถยนต์ไม่ได้เป็นตัวแทน
หรือเป็นลูกจ้างของเจ้าของรถยนต์เพราะการซ่อมรถยนต์เป็นเพียงสัญญาจ้างทำของ
-
ตามสัญญาจ้างทำของ
ผู้ว่าจ้างตกลงจะทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้างโดยผู้รับจ้างไม่ได้อยู่ในความควบคุมบังคับบัญชาของผู้ว่าจ้างแต่ประการใด
และผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิที่จะสั่งงานหรือบงการแก่ได้
-
ช่างซ่อมรถยนต์เป็นแค่ผู้รับจ้าง จึงไม่ใช่ลูกจ้างของเจ้าของรถยนต์
ตามความหมายในมาตราที่
425
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
-
การที่ช่างซ่อมรถยนต์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขับรถยนต์คันที่ว่าจ้างให้ซ่อมไปส่งเจ้าของรถยนต์
แล้วช่างซ่อมรถยนต์ผู้รับจ้างขับไปชนกับจักรยานยนต์ถือเป็นการทำละเมิดของผู้รับจ้าง
คือ ช่างซ่อมรถยนต์เอง เจ้าของรถยนต์ไม่ได้นั่งไปในรถยนต์ด้วย
จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ในการทำละเมิดของผู้รับจ้าง
-
ตามคำพิพากษาฎีกานี้ จะทราบว่าระหว่างเจ้าของรถยนต์กับช่างซ่อมรถยนต์
ไม่ถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเนื่องจากเจ้าของรถยนต์ไม่มีสิทธิที่จะสั่งงาน
หรือบงการช่างซ่อมรถยนต์ได้ และในขณะเดียวกัน
ช่างซ่อมรถยนต์ก็ไม่ได้อยู่ในความควบคุมหรือในบังคับบัญชาของเจ้าของรถยนต์ด้วย
-
-
กรณีนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา
425 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด
- ดังนั้น
่ในการว่าจ้างซ่อมรถยนต์มุ่งในผลสำเร็จของการซ่อมรถยนต์ให้ใช้การได้ตามปกติ
จึงเข้าลักษณะของสัญญาจ้างทำของแต่เนื่องจากข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกานี้
อุบัติเหตุได้เกิดขึ้นขณะช่างซ่อมรถยนต์ขับกลับไปส่งคืนเจ้าของเมื่อซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
-
จึงไม่ถือว่า การนำรถยนต์ส่งคืนให้กับเจ้าของ
เป็นการกระทำที่อยู่ในสัญญาจ้างทำของ กรณีนี้จึงไม่เข้ากับมาตรา
428
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เจ้าของรถยนต์
ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
-
-
อีกทั้งเจ้าของรถยนต์ก็ไม่ได้นั่งมาในรถยนต์ด้วย
จึงไม่ถือว่าเป็นผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะ
และไม่ต้องร่วมรับผิดชอบกับช่างซ่อมรถยนต์
-
- THAIDRIVER
-
-
·
ชน!...ใครต้องรับผิดชอบ
-
ขอนำคดีตัวอย่างมาให้เห็นถึงกรณีบุคคลใดบ้างที่ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
พ.ศ. 2535
นี้ และลักษณะของการให้ความคุ้มครองต้องเป็นอย่างไร
และที่สุดแล้วใคร คือ ผู้รับผิดชอบที่แท้จริง
-
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
2040/2539
สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างที่จะได้รับเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยเป็นสิทธิตามพระร
| |