15 คำถามเกี่ยวกับถุงลมนิรภัย 
เกร็ดควรรู้เกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง
เครื่องยนต์
เครื่องหลวม
เทคนิคเลือกซื้อรถปิกอัพ
เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องยนต์ เก่า
เทคนิคการขับรถในสภาพทางต่าง ๆ
เทคนิคการปฏิบัติ หลังซื้อเครื่องยนต์จากเชียงกง
เบรกอย่างไรให้ปลอดภัย
เมื่อไรควรเปลี่ยนยาง
เรียนรู้เทคนิคขับรถเอาตัวรอดยามฉุกเฉิน
เรียนรู้การประกันภัยแบบใหม่
เรื่องการเกาะถนนของยางรถ
เรื่องของเบรกที่ควรทราบ
เรื่องของเบาะ
เรื่องยุ่ง ๆ ของลมยาง
เรื่องยุ่ง ๆ ของสปริง
เอาตัวรอดจาก10เหตุที่เจอบ่อย
แก้ไขอย่างไรเมื่อเครื่องโอเวอร์ฮีท
แบบทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถ
โช้พอัพแก๊ส
ใช้เกียร์อัตโนมัติให้เป็น
ใช้รถขับหน้าให้ทนทาน
ไฟ
ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัยเกิดอะไรขึ้น
กฏหมายเกี่ยวกับรถยนต์
กรมการขนส่งทางบกกำลังเตรียมปรับอัตราภาษีป้ายทะเบียนรถยนต์ประจำปี
กลวิธีซื้อรถมือสอง
การเลือกและใช้น้ำมันเครื่อง
การเลือกและใช้ยางรถ
การจับพวงมาลัยอย่างถูกวิธี
การดูแล และการพ่วงแบตเตอรี่
การล้างหม้อน้ำ
ข้อคิดที่อาจมองข้ามเมื่อจะซื้อรถใหม่
ขับรถให้ปลอดภัยในหน้าฝน
ขับรถอย่างไรให้ประหยัด
ขับอย่างมีมารยาทและน้ำใจบนท้องถนน
ความเร็วและอัตราเร่ง
ความปลอดภัยเริ่มตั้งแต่ยังไม่สตาร์ท
จับพวงมาลัยให้ถูกต้อง
จุดด้อยที่ถูกมองข้ามของ
ซื้อรถใหม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
ดาวน์รถ
ตัวเลขประหยัดน้ำมันฯเชื่อได้หรือไม่
ทางเลือกของการซ่อมรถ
ท่านั่งนั้น
ทำอย่างไรเมื่อเครื่องยนต์ดับ
ทำอย่างไรเมื่อขึ้นโชว์รูมซื้อรถใหม่
ทำอย่างไรเมื่อยางรั่วหรือแบน
ทำอย่างไรเมื่ออยากขายรถตัวเอง
ปัญหาของคลัตช์และทางแก้
ผลกระทบจากถุงลมนิรภัย
พ่นกันสนิม
พรบ.
พื้นฐานเรื่องเครื่องยนต์ที่ควรรู้
พื้นฐานของถุงลมนิรภัย
มาเตรียมตัวก่อนการขับรถทางไกลกันเถอะ
มารู้จักกับดอกยางลายตัว V
รถบ้าน
รถป้ายแดงหรือมือสองดีเอ่ย
รายละเอียดบนแก้มยาง
รู้ทันเกียร์ยุคใหม่
รู้ทันลูกเล่น อู่
ล้างรถยนต์ให้ถูกวิธี
สลับยางรถยืดอายุ
สัญญาซื้อขายรถ(มัดจำ)
สัญญาณบอกอาการรถ
สัญญานไฟใช้ให้ถูกมารยาทและปลอดภัย
สารพัดของเหลวในรถยนต์
สี่งที่ต้องทำหลังซื้อรถมือสอง
หัวเทียนบอกสุขภาพเครื่องยนต์
 
กฏหมายเกี่ยวกับรถยนต์
·      รอโอนรถยนต์ ใครถือครองกรรมสิทธิ์
หลายคนคงเคยผ่านประสบการณ์ซื้อรถยนต์มือสอง แต่เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ขณะที่ยังไม่มีการจดเปลี่ยนชื่อในทะเบียน ใครเป็นเจ้าของรถยนต์กันแน่ บางครั้งอาจมีการชำระเงินกันไปแล้ว แต่ระหว่างที่รอการโอนเปลี่ยนชื่อในสมุดทะเบียน จะถือว่าใครเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้น
 
รถทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก ในทางกฎหมายจัดเป็นสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่ง ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ก็กำหนดไว้ว่า
การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาเกินกว่า 500 บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือวางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน อย่างใดอย่างหนึ่งกรณีนี้ก็สามารถบังคับให้ฝ่ายผู้ขายจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนมาให้ผู้ซื้อได้ แต่ในส่วนของกรรมสิทธิ์นั้น เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์ให้ก็ถือว่า กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้นได้โอนมาเป็นของผู้ซื้อแล้ว แม้ยังไม่ทันไปแก้ชื่อทะเบียนเจ้าของ ยังไม่เปลี่ยนป้ายวงกลม หรือไม่ได้ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกก็ตาม
 
การซื้อขายรถยนต์ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ..2522 ก็มีข้อกำหนดให้ต้องมีการไปจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของทะเบียนรถยนต์ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลของรัฐบาล ที่จะใช้สันนิษฐานเบื้องต้นก่อนว่า บุคคลใดเป็นเจ้าของรถยนต์ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือถูกโจรกรรม หรือการใช้รถยนต์ในการกระทำความผิดอาญาต่าง ๆ
ดังนั้น การซื้อขายรถยนต์แม้ไม่จดทะเบียนก็ไม่เป็นโมฆะ เพียงแต่ถ้าไม่มีการวางประจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายก็ไม่สามารถบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น นายสมภพ ซื้อรถบรรทุกจากนายสมชาย ในการซื้อขายนั้น ต้องมีการติดตั้งปั๊มฉีดน้ำมันไฮดรอลิก และเครนด้วย นายสมภพซึ่งเป็นผู้ซื้อติดไม่เป็น แต่รู้ว่านายสมชายคนขายติดเป็น ก็นำมาให้นายสมชายช่วยติดตั้งให้บนรถ
เมื่อติดตั้งเสร็จนายสมชายเปลี่ยนใจไม่ขายรถยนต์คันนี้ นายสมภพเลยมาฟ้องเป็นคดีขึ้น โดยนายสมชายต่อสู้ว่าการซื้อขายรถยนต์เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์เกิน 500 บาท ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด หรือวางมัดจำ หรือชำระหนี้บางส่วน แต่กรณีนี้ ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่มีการวางมัดจำ หรือวางประจำ และยังไม่มีการส่งมอบรถยนต์ให้ไป ทั้งฝ่ายนายสมภพเองก็ยังไม่ได้ชำระราคาแต่อย่างใด ดังนั้นนายสมภพจะบังคับให้นายสมชายขายรถยนต์คันนี้ไม่ได้
 
คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า มัดจำนั้นก็คือ เงินทอง หรือทรัพย์สินที่ผู้ซื้อส่งมอบให้ผู้ขายเพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญา และหากมีการบิดพลิ้วประการใด ผู้ขายย่อมยึดหรือริบเอาไว้ได้
 
กรณีนี้ถึงแม้ว่านายสมภพจะได้ส่งมอบไฮดรอลิกและเครน อันเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งให้กับนายสมชายผู้ขาย แต่ก็ไม่ได้มอบให้เพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญา หากแต่มอบให้เพื่อไปติดตั้งบนตัวรถ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายผู้ซื้อคือ นายสมภพเอง และไม่มีกฎหมายกำหนดว่า ถ้ามีการบิดพลิ้วแล้ว ฝ่ายนายสมชายผู้ขายจะสามารถยึดไฮดรอลิกหรือเครนได้ พฤติการณ์ยังมองไม่ออกว่ามีการทำสัญญาซื้อขายกันจริง
นายสมภพจึงแพ้คดีนายสมชายไป โดยถือว่าไม่มีหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดี
สรุปว่า ควรทำเอกสารซื้อขายพร้อมระบุเงื่อนไขและรายละเอียดอย่างชัดเจน เมื่อมีการตกลงมัดจำหรือจ่ายเงินกัน แล้วค่อยไปโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง
 
THAIDRIVER   
·      ไม่พกหรือไม่มีใบอนุญาตขับรถโดนปรับหรือไม่ ?
หลายท่านสงสัยว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วคู่กรณีไม่มีใบอนุญาตขับรถ เหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมักไม่กระทำการเปรียบเทียบปรับเรื่องการมีใบอนุญาตขับรถนั้น มีกฏหมายบังคับไว้ในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.. 2530 (ฉบับที่ 7) ซึ่งมาตรา 42 บัญญัติว่า 'ผู้ขับต้องได้รับใบอนุญาตขับรถ และต้องมีใบอนุญาตขับรถ...' มาตรา 43 บัญญัติว่า ' ใบอนุญาตขับรถมี 10 ชนิด คือ'
1.ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราว
2.ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล
3.ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
4.ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ
5.ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ
6.ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์
7.ใบอนุญาตขับรถบดถนน
8.ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์
9.ใบอนุญาตขับรถยนต์ชนิดอื่น นอกจาก (1) ถึง (8)
10.ใบอนุญาตขับรถยนต์ระหว่างประเทศ สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือจักรยานยนต์
 
และมาตรา 46 บัญญัติว่า 'ผู้ขอใบอนุญาตขับรถ ตามมาตรา 43 (1) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้'
1.มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ แต่ถ้าเป็นผู้ขอใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว สำหรับรถจักรยานยนต์ความจุกระบอกสูบขนาดไม่เกิน 90 ลูกบาศก์เซนติเมตร ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์
2.มีความรู้และความสามารถในการขับรถ
3.มีความรู้ในข้อบังคับการเดินรถ ตามพระราชบัญญัติและตามกฏหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
4.ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการ จนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่สามารถขับรถได้
5.ไม่มีโรคประจำตัว ที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
6.ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
7.ไม่มีใบอนุญาตขับรถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
8.ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกอายัดหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ
 
เมื่อครบตามคุณสมบัติในมาตรา 46 แล้ว และได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ตามมาตรา 43 (1) มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ หรือถูกเจ้าพนักงานเปรียบเทียบปรับตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป สำหรับความผิดเกี่ยวกับการขับรถ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะพ้นโทษครั้งสุดท้ายไม่น้อยกว่า 6 เดือนแล้ว
.ฝ่าฝืนสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจร
.ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น
.ในลักษณะกีดขวางการจราจร
.ใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
.โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
.โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น
 
 
ผู้นั้นก็มีสิทธิขอใบอนุญาตขับรถ ตามมาตรา 43 (3) (4) (5) หรือ (6) ได้ นอกจากนี้จะต้องรู้จักถนนและทางหลวงในจังหวัดที่ขอรับใบอนุญาตขับรถพอสมควร ไม่เป็นผู้มีโรคติดต่อที่น่ารังเกียจ และไม่เคยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุก ในความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา ความผิดทางเพศ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ลักเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ความผิดฐานยักยอก ความผิดฐานรับของโจร และความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฏหมายอาญา หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฏหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือ ตามประมวลกฏหมายอาญา โดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฏหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี
เมื่อได้ทราบถึงกรณีที่กฏหมายบังคับให้มีใบอนุญาตขับรถ และคุณสมบัติของผู้ที่จะขอมีใบอนุญาตขับรถแล้ว ต่อไปเป็นกรณีของบทบังคับสำหรับผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนในเรื่องการมีใบอนุญาตขับรถ ซึ่งมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติรถยนต์นี้ มาตรา 64 บัญญัติว่า
'ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ'
มาตรา 65 'ผู้ใดขับรถเมื่อใบอนุญาตขับรถหมดอายุ หรือระหว่างถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ หรือถูกยึดใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท'
มาตรา 66 'ผู้ใดขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ ตามมาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท'
 
สำหรับในกรณีของการเปรียบเทียบปรับนั้น ได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 67 ทวิ ดังนี้
'บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียว ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย มีอำนาจเปรียบเทียบปรับผู้ต้องหาได้ เมื่อผู้ต้องหาได้รับชำระค่าปรับตามจำนวนที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป'
จะเห็นว่ากรณีที่ผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในเรื่องของการมีใบอนุญาตขับรถ หรือที่มักเรียกกันว่า 'ใบขับขี่' นั้น มีโทษปรับเพียงอย่างเดียว และตามมาตรา 67 ทวิ ก็ให้อำนาจในการเปรียบเทียบปรับแก่อธิบดี ซึ่งในที่นี้หมายถึง 'อธิบดีกรมการขนส่ง' หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรืออาจเป็นพนักงานสอบสวน ผู้ที่มีอำนาจในการสอบสวน ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา
แต่ในเรื่องการเปรียบเทียบปรับนั้น ถือเป็นดุลพินิจอย่างหนึ่ง หมายความถึง การวินิจฉัยที่เห็นสมควร ดังนั้น ผู้มีอำนาจในการเปรียบเทียบปรับจึงมีอิสระในการใช้ดุลพินิจ จะทำการเปรียบเทียบปรับหรือไม่ก็ได้
หากผู้ไม่มีใบอนุญาตขับรถเป็นผู้เสียหาย ก็อาจใช้ดุลพินิจที่จะไม่ทำการเปรียบเทียบปรับก็ได้ และแม้ว่าจะทำการเปรียบเทียบปรับ แต่ฝ่ายผู้ต้องหาก็ยังมีสิทธิที่จะไม่ยินยอมชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ทางออก คือ ต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีกันต่อไปในศาล ซึ่งเป็นไปตามาตรา 67 ทวิ
การที่กฏหมายให้อำนาจในการเปรียบเทียบปรับนั้น ก็เพื่อช่วยในการกลั่นกรองคดีที่มีความผิดเล็กน้อยที่สามารถตกลงกันได้ โดยไม่ต้องไปศาลให้เสียเวลา
ดังนั้น ในเรื่องของการเปรียบเทียบปรับ จึงเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงาน ที่จะทำการเปรียบเทียบปรับหรือไม่ก็ได้ ไม่ใช่บทบังคับให้เจ้าพนักงานต้องกระทำการเปรียบเทียบปรับทุกกรณี
THAIDRIVER
 
 
·      พื้นฐานกฎหมายละเมิด
คราวก่อนเขียนถึงเรื่องผลประโยชน์ของผู้รับจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาคราวนี้ ลองทำความเข้าใจถึงแนวความคิดและที่มาของพระราชบัญญัตินี้กันอย่างชัดแจ้งอีกทีหนึ่ง
 
แรกเริ่มเดิมที เมืองไทยมีแต่กฎหมายละเมิดเท่านั้นในการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง (ค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน) ซึ่งทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ก็ต้องว่ากันตามกฎหมายละเมิดบทนี้ลักษณะของกฎหมายละเมิดที่พอสังเกตได้ คือ
 
1. คู่กรณีต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดี, ค่าทนายความ, ค่าส่งหมายถึงคู่ความ ฯลฯ
2. ความยุ่งยากในการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำอันเนื่องมาจากหลักของละเมิดนั้น ผู้เสียหายจะได้รับค่าชดใช้ ก็ต่อเมื่อต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดของบุคคลคนนั้นจริง และความผิดจะต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน
ดังนั้น ถ้าเกิดความเสียหาย แต่มิใช่ความผิดของบุคคลคนนั้น ในกรณีนี้จะเอาผิดและเรียกค่าเสียหายจากบุคคลคนนั้นมิได้ถึงแม้ว่าจะเป็นคู่กรณีในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็ตาม จึงเป็นการยากที่จะต้องเริ่มจากการหาพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ทางคดีกันอีกต่อไป
3. ต้องใช้ระยะเวลานาน ตั้งแต่เริ่มกระบวนการพิจารณาคดี จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา อาจมีการอุทธรณ์และฎีกากันอีกและอาจใช้เวลาเป็นปี
หากจำเลยไม่ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอีก ก็ต้องมีการบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด ซึ่งก็ต้องใช้เวลานานยิ่งขึ้นไปอีก
4. อายุความในการฟ้องร้องคดีละเมิดจะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้ชดใช้ค่าเสียหายในเหตุละเมิด แต่ต้องไม่เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่เกิดการละเมิดนั้น ตามมาตรา448 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
 
ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลักทฤษฎีสากลที่ถูกนำมาใช้ร่วมกันซึ่งเรียกว่า ทฤษฎี NO-FAULT COMPENSATION เรียกตามภาษาไทย ก็คือ ทฤษฎีชดใช้ค่าเสียหายโดยไม่มีความผิด ซึ่งนำมาใช้แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากยานพาหนะ และเป็นกฎหมายเสริมกฎหมายละเมิดอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากยานพาหนะได้รับการชดใช้ความเสียหายได้อย่างทันท่วงที
 
หลักสำคัญของทฤษฎี NO-FAULT COMPENSATION
1.ต้องมีการชดใช้ค่าเสียหายโดยทันทีที่ความเสียหายเกิดขึ้น
2.ไม่ต้องรอผลการพิสูจน์ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดของฝ่ายใด
3.ความเสียหายที่เกิด แม้จะไม่มีฝ่ายใดผิด ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ที่ได้รับความเสียหาย ก็ยังคงมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหาย
4.ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะพิสูจน์ความผิดตามกฎหมายละเมิดอีกด้วย
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พศ. 2535 ขึ้น เพื่อประโยชน์และเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่นั่นเอง
 
THAIDRIVER 
 
·      ประกันภัย...หลักประกันบนถนน
การประกันภัยรถยนต์ถูกพัฒนามาจากการประกันชีวิต ซึ่งมีประวัตศาสตร์อันยาวนานมาหลายศตวรรษ เริ่มจากศตวรรษที่ 13 นายริชาร์ด มาร์ติน ได้ตกลงทำสัญญาคุ้มครองภัยทางทะเลด้วยวงเงิน 400 ปอนด์ กับนายวิลเลียม กิบบอนส์ โดยจ่ายเบี้ยประกันเป็นเงิน 32 ปอนด์และคุ้มครองเป็นระยะเวลา 1 ปี
ต่อมาในปี 1726 สถาบันประกันแห่งแรกถือกำเนิดขึ้น จดทะเบียนในชื่อ THE EQUITABLE ASSURANCE SOCIETY OF LONDON โดยใช้พื้นฐานจากสถิติผู้เสียชีวิตของชาวลอนดอนเป็นพื้นฐานของกรมธรรม์คุ้มครองในช่วงแรก
 
 การประกันชีวิตในเมืองไทยเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีบริษัทจากประเทศอังกฤษ เช่น อคิวเทเบิล ประกันภัยแห่งลอนดอน ฯลฯ มารับทำประกัน โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้เอาประกัน ถือกรมธรรม์ประกันภัยเป็นรายแรกของคนไทย
การประกันภัยรถยนต์ถูกประยุกต์มาจากการประกันชีวิตบนพื้นฐานเดิม คือ เพื่อคุ้มครองและชดเชยค่าเสียหายของทรัพย์สินและบุคคลเมื่อเกิดความเสียหาย ตามรูปแบบหรือประเภทของการประกัน ต่อมาถูกเพิ่มมาใช้ในการคุ้มครองรถยนต์หาย เพราะระบบไฟแนนซ์บังคับให้มีการประกันภัยสำหรับรถยนต์นั่งที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ เพื่อป้องกันหนี้สูญ
 
 การประกัยรถยนต์ในปัจจุบันมี 3 ประเภทหลัก
1. ประกันภัยประเภท 1 (COMPREHENSIVE CONVRAGE)
- ค่าเบี้ยประกันแพงที่สุด แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดในทุกกรณี ครอบคลุมทั้งความเสียหายของรถยนต์ผู้เอาประกันและคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงกรณีรถยนต์ถูกโจรกรรมด้วย
 
- ในกรณีผู้ทำประกันเป็นฝ่ายผิด ก็ไม่ต้องซ่อมรถยนต์ด้วยเงินของตัวเอง และคู่กรณีสามารถนำรถยนต์เข้ารับการซ่อมตามอู่ที่ประสานอยู่กับบริษัทประกันภัยที่แจ้งไว้ โดยอู่จะไปเรียกเก็บเงินจากบริษัทประกันภัยเอง ส่วนกรณีที่ผู้ทำประกันเป็นฝ่ายถูก แน่นอนว่าคู่กรณีต้องรับผิดชอบเป็นปกติ หรือบริษัทประกันภัยจะไปเรียกเก็บเงินจากคู่กรณีให้
 
- การคุ้มครองครอบคลุมไว้กว้าง ขอเพียงผู้ขับมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เจ้าของหรือคนอื่นขับก็ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด
 
- ถ้าไม่อยากเข้าซ่อมตามอู่ที่บริษัทประกันภัยกำหนด ก็สามารถส่งใบประเมินราคาเพื่อเบิกเงินจากบริษัทประกันมาซ่อมเองได้ แต่ส่วนใหญ่มักได้ค่าเสียหายไม่เต็มตามการประเมิน
 
-         นอกจากการคุ้มครองการเกิดอุบัติเหตุแบบมีคู่กรณีแล้ว ยังคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นแบบไม่มีคู่กรณีด้วย เช่น จอดรถยนต์ไว้แล้วถูกชนแล้วหนี หรือโดนกลั่นแกล้งขูดสีจนเสียหาย ผู้ทำประกันสามารถรับการคุ้มครองซ่อมแซม โดยเสียค่า ACCEPT เพียง 1,000-2,000 บาท ต่อ 1 ครั้ง
 
- อาจมีการพลิกแพลงจากผู้ทำประกัน โดยอาจขูดสีรถยนต์ของตนเองเพราะต้องการทำสีใหม่ แล้วแจ้งประกันเพื่อซ่อมสี โดยเสียเงินแค่ค่า ACCEPT เท่านั้น กรณีที่ถูกบังคับให้ทำประกันจากไฟแนนซ์ ผู้ที่เป็นลูกหนี้ผ่อนชำระต้องรับภาระจ่ายเบี้ยประกันเอง จนกว่าจะผ่อนชำระหมด
 
- อัตราของเบี้ยประกันคิดจาก 70-80 เปอร์เซ็นต์ของราคารถยนต์ในท้องตลาดด้วยอัตรา 70-90 เปอร์เซ็นต์ และจะรับเฉพาะรถยนต์อายุไม่เกิน 5-10 ปี เพราะรถยนต์เก่าราคาไม่สูง เมื่อคิดเป็นเบี้ยประกันจะถูกมาก แต่หาอะไหล่ยาก โดยจะนำราคา 70-90 เปอร์เซ็นต์ของราคารถยนต์ตั้งเป็นวงเงินคุ้มครอง ไม่ว่ารถยนต์หายหรือซ่อมหนัก ทางบริษัทประกันก็จะคุ้มครองสูงสุดไม่เกินวงเงินนั้น
 
- ส่วนเบี้ยประกันจะคิดจากวงเงินคุ้มครองสูงสุดโดยประมาณ และไม่เกิน 80-90 เปอร์เซ็นต์ของราคารถยนต์จริง โดยประมาณคือวงเงินคุ้มครอง 100,000 บาท ต่อเบี้ยประกัน 7,000 บาทต่อปี และอัตราของเบี้ยประกันจะลดลง เมื่อวงเงินคุ้มครองสูงขึ้น เช่น วงเงินคุ้มครอง 1,000,000 บาท จะไม่คิดเบี้ยประกัน 7,000 บาท X 10 เท่า อาจลดเหลือเพียง 40,000-50,000 บาทเท่านั้น
- ตัวอย่าง มิตซูบิชิ แชมป์ ปี 1994 ราคา 159,000 บาท วงเงินคุ้มครอง 140,000 บาท เบี้ยประกัน 1 ปี 12,075 บาท
- ฮอนด้า แอคคอร์ด ราคา 406,000 บาท วงเงินคุ้มครอง 365,000 บาท เบี้ยประกัน 1 ปี 20,529 บาท
- บีเอ็มดับบลิว 525ไอ ราคา 1,195,000 บาท วงเงินคุ้มครอง 1,100,000 บาท เบี้ยประกัน 1 ปี 48,342 บาท
 
-ถ้าไม่มีการเคลมจากผู้ทำประกัน ปีต่อไปเบี้ยประกันจะลดลงประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีการเคลมหรือเกิดอุบัติเหตุในปีนั้นมาก เบี้ยประกันจะไม่ลด หรือหากมีการเคลมหนักๆ บริษัทประกันภัยอาจไม่รับทำประกันในปีต่อไปก็เป็นได้
 
2. ประกันภัยประเภท 2 (FIRE & THEET)
- ไม่อยู่ในความนิยม เพราะจะคุ้มครองรถยนต์และตัวบุคคล เมื่อเกิดความเสียหายในกรณีแปลกๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ, น้ำป่า, ฟ้าผ่า, จราจล, สงครามการเมือง ฯลฯ เป็นการคุ้มครองเหมือกว่าความจำเป็นจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางจราจร
 
3. ประกันภัยประเภท 3 (THIRD PARTY ONLY)
- ให้ความคุ้มครองคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่คุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกัน บางคนเรียกว่าประกันภัยแบบป้องกันเมื่อชนเบนซ์
- ไม่มีการซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันในทุกกรณี คุ้มครองความเสียหายเฉพาะรถยนต์ของคู่กรณีเท่านั้นโดยไม่ระบุยี่ห้อหรือรุ่น และมักกำหนดวงเงินคุ้มครองไว้ที่ 200,000-1,000,000 บาท แล้วแต่กรมธรรม์
 
- ประกันภัยประเภท 3 มีเบี้ยประกันถูกกว่าประกันภัยประเภท 1 โดยไม่สนใจราคาเต็มของรถยนต์ที่ทำประกัน แต่ใช้ความจุกระบอกสูบ (ซีซี) มาคำนวณเบี้ยประกัน คิดซีซีละ 1.5-2 บาท ยังไม่รวมค่าประกันบุคคลที่ 3 ปีละประมาณ 1,200 บาท และถ้าไม่มีการเคลมในปีนั้น ปีต่อไปเบี้ยประกันจะลดลงประมาณ 5 เปอร์เซนต์ และคงที่ไป
 
- เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากเสียเบี้ยประกันภัยประเภท 1 แต่กลัวจะชนกับรถยนต์ราคาแพง และเหมาะกับรถยนต์อายุ 5-10 ปี ซึ่งบริษัทประกันภัยไม่รับทำประกันประเภท 1
- รถยนต์ทุกคันควรทำประกันภัย ถ้ารถยนต์เก่าหรือไม่อยากทำประกันประเภท 1 ก็ควรทำประกันภัยประเภท 3 เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ค่าเสียหายของคู่กรณีก็เกินค่าเบี้ยประกัน 3,000-5,000 บาทไปแล้ว
 
THAIDRIVER
 
 
·      ทำอย่างไร เมื่อเกิดอุบัติเหตุ
คงมีผู้ขับน้อยรายที่ไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลยไม่ว่าจะรุนแรงหรือเล็กน้อย ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น สิ่งแรกที่ควรมีก็คือ สติสัมปชัญญะ(ยกเว้นในกรณีที่หมดสติ) เพราะจะทำให้มีความรอบคอบในการแก้ไขปัญหามากขึ้น
 
ผู้เขียนเองก็เคยประสบอุบัติเหตุ โดยนั่งคู่มากับคนขับและกำลังรอกลับรถยนต์โดยจอดชิดเกาะกลางถนน สักครู่มีเสียงดังโครมมาจากด้านท้ายมึนไปชั่วขณะแต่ก็มีสติพอที่จะจดทะเบียนรถยนต์คู่กรณี ขณะที่ผู้ขับก็รีบวิ่งไปจดทะเบียนรถยนต์คันหน้าพร้อมขอนามบัตรไว้
 
ประโยชน์ที่ได้รับอย่างชัดเจนจากการปฏิบัติครั้งนั้น คือ ทราบตัวผู้กระทำผิด และมีพยานบุคคลที่เป็นประจักษ์พยาน (พยานที่พบเห็นเหตุการณ์และอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ) ซึ่งก็คือผู้ขับรถยนต์คันหน้า
 
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว ในทางกฎหมายก็มีข้อปฏิบัติในเชิงบังคับ ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบ คือ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.. 2522 มาตรา 78 บัญญัติไว้ว่า
ผู้ใดขับรถยนต์หรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทาง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับหรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถยนต์หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร พร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุลและที่อยู่ของตน และหมายเลขทะเบียนแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย
ในกรณีที่ผู้ขับหรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หลบหนีไป หรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถยนต์คันที่ผู้ขับหลบหนี หรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับ จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 6 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุ ให้ถือว่ารถยนต์นั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด และให้ตกเป็นของรัฐ
 
ในมาตรา 160 วรรคแรกผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในวรรค 2 ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ'
 
สรุปได้ว่า
1. ทันทีที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับหรือไม่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้ความช่วยเหลือตามสมควร
2. ผู้ขับต้องแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้เคียงทันที ไม่ใช่แค่ให้ความช่วยเหลือเท่านั้น
3. กฎหมายกำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ต้องมาแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 6 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุ
 
หากผู้ขับไม่กระทำตามมาตราข้างต้น กฎหมายให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถยึดรถยนต์จนกว่าคดีถึงที่สุด หรือได้ตัวผู้ขับ
 
ภายใน 6 เดือนนับแต่วันเกิดเหตุ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ยังไม่มาแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กฎหมายก็ให้ถือว่ารถยนต์คันนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิดหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด และให้ตกเป็นของรัฐ
 
นอกจากนี้มาตรา 160 ลงโทษจำคุกหรือปรับแก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 ซึ่งตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น คือ
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1489/2532 การที่จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทชนผู้ตาย แล้วจำเลยนำผู้ตายไปส่งโรงพยาบาลทันทีหลังเกิดเหตุโดยมิได้แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะถือว่าจำเลยหลบหนีไปจนเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายถึงตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.. 2522 มาตรา 160 วรรค 2 หาได้ไม่ จำเลยคงมีความผิดตามมาตรา 160 วรรคแรกเท่านั้น
 
ข้อเท็จจริงตามคดีนี้ จำเลยให้ความช่วยเหลือตามสมควร แต่ไม่ได้แสดงตัว และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติตามมาตรา 78 และการที่จำเลยหลบหนีไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะถือเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายถึงตาย ตามมาตรา 160 วรรค 2 ไม่ได้ จึงมีความผิดเฉพาะตามมาตรา 160 วรรคแรก
 
อีกตัวอย่าง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 921/2534 จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บจำเลยแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในจุดเกิดเหตุทราบว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ และมีผู้อื่นนำผู้บาดเจ็บไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยหลบหนีไป ถือว่าจำเลยไม่ได้ให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ตาย และผู้บาดเจ็บกับไม่ได้แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้เคียงให้ทราบทันทีไม่ได้
 
จากคำพิพากษานี้ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า จำเลยได้แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วในตอนแรก แม้ต่อมาหลบหนีไป จะถือว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามาตรา 78 ไม่ได้ แต่อาจมีความผิดในข้อหาอื่นแทน
 
ถ้าเป็นกรณีไม่ร้ายแรง คู่กรณีมักใช้วิธีตกลงกันเอง เพราะต้องการความสะดวกรวดเร็ว ไม่อยากเป็นคดีความให้ยุ่งยากเสียเวลา แต่ถ้าตกลงไม่ได้ จะทำให้กลายเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
 
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง การตกลงค่าเสียหายจึงง่ายขึ้น ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายที่ผิด
 
แต่ก็ขอเตือนโดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ถึงแม้การประกันภัยจะเข้ามามีบทบาท แต่ก็ใช่ว่าผู้เสียหายจะได้รับการชดใช้อย่างรวดเร็วเพราะต้องตรวจสอบเป็นขั้นตอนตามเงื่อนไขของบริษัทประกันฯ และเมื่อครบเงื่อนไข ก็ต้องมาตกลงมูลค่าความเสียหายอีก ถ้าตกลงกันได้ก็ดีไป
 
แต่ถ้าตกลงไม่ได้อาจทำให้เป็นคดีความขึ้น ถึงช่วงนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเจ้าหน้าตำรวจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
 
THAIDRIVER
 
 
 
 
·      ซื้อ-ขายของโจร ใครรับผิดชอบ ?
ใครที่กำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการซื้อรถยนต์โดยการโอนลอย เพราะผู้ซื้อไม่มีโอกาสพบกับเจ้าของรถยนต์ตัวจริงเลย อาจพบการใช้เอกสารปลอม เช่น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสมุดทะเบียนรถยนต์ หากไม่ตรวจสอบให้ดี อาจกลายเป็นการรับของโจรได้
เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำสมุดทะเบียนรถยนต์บางคน มีส่วนร่วมในการทำเอกสารปลอม
 ผู้ทำธุรกิจรถยนต์มือสองก็ยอมรับว่า มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ปัญหา คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในฐานะผู้ซื้อหรือผู้ขายควรทำอย่างไร
ตัวอย่างกฎหมายอาญา มาตรา 357 ความผิดฐานรับของโจร ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ จำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ...'
 
ความผิดฐานรับของโจร ต้องประกอบไปด้วย
1. การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ จำนำ หรือรับไว้โดยประการใด
2. ของโจรที่ว่านี้ ได้แก่ ทรัพย์อันได้มาจากการกระทำความผิดในฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์
3. ผู้กระทำมีเจตนาโดยรู้ว่า ของนั้นได้มาจากการกระทำความผิด ดังกล่าวตามข้อ 2.
กรณีที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ คือ ผู้ซื้อไม่ทราบว่ารถยนต์ที่ตนซื้อมานั้น ถูกขโมยมาจากบุคคลอื่น หรือบางครั้งผู้ขายเองก็อาจไม่ทราบว่า รถยนต์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อนั้น ถูกขโมยมาเช่นกัน
กรณีเช่นนี้ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องกังวลว่า ตนเองจะมีความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา 357 แต่อย่างใด เพราะการที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่ซื้อขายกันนั้นเป็นรถยนต์ที่ถูกขโมยมา ในทางกฎหมายอาญา ถือว่าขาดเจตนาในการกระทำความผิด ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติ เจ้าของที่แท้จริงมักจะนำเจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วย ในการติดตามทวงถามเอารถยนต์คืนก็ตาม หากผู้ซื้อหรือผู้ขายสามารถพิสูจน์ถึงความจริงว่า ตนมิได้มีส่วนรู้เห็นว่ารถยนต์นั้นได้มาจากการกระทำผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถที่จะเอาผิด ดำเนินคดีฐานรับของโจรได้
 
ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องทำอย่างไร ?
ในส่วนนี้ต้องอาศัยกฎหมายสัญญาซื้อขาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในเรื่องการรอนสิทธิ ตามมาตรา 475 ซึ่งบัญญัติว่า 'หากว่ามีบุคคลใดมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อ ในอันจะครองทรัพย์สินโดยปรกติสุข เพราะบุคคลนั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ซื้อขายกันนั้น อยู่ในเวลาซื้อขายก็ดี เพราะความผิดของผู้ขายก็ดี ท่านว่า ผู้ขายจะต้องรับผิดในผลอันนั้น'
มาตรา 476 บัญญัติว่า 'ถ้าสิทธิของผู้ก่อการรบกวนนั้น ผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขาย ท่านว่า ผู้ขายไม่ต้องรับผิด'
มาตรา 1332 ในเรื่องกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สิน บัญญัติว่า 'บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าที่ขายของชนิดนั้น ไม่จำต้องคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา'
 
ในมาตรา 475 หมายความว่า การที่ผู้ซื้อถูกเจ้าของที่แท้จริงมาติดตามเอาคืนรถยนต์ไปนั้น ถือว่าผู้ซื้อถูกรบกวนขัดสิทธิ โดยเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายกันนั้น ซึ่งถือว่า ผู้ซื้อถูกรอนสิทธิแล้ว กรณีนี้ผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อในเรื่องรอนสิทธิ
 
ลักษณะของการรอนสิทธิ มีดังต่อไปนี้
1. เป็นเรื่องบุคคลภายนอก เข้ามาก่อการรบกวน การใช้ทรัพย์โดยที่บุคคลภายนอกอ้างว่าตนมีสิทธิ
2. ไม่ว่าผู้ขายจะรู้หรือไม่ว่า ทรัพย์นั้นได้มาโดยการกระทำความผิด ผู้ขายก็ต้องรับผิดฐานรอนสิทธิ เว้นแต่ ผู้ซื้อยอมเสี่ยงภัยเอง คือ รู้อยู่แล้วว่า อาจถูกรบกวนสิทธิจากบุคคลภายนอกได้
 
เช่น 'นายขาย' นำรถยนต์ออกขายให้ 'นายซิ้อ' ย่อมเท่ากับรับรองโดยปริยายว่า นายขายมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์นี้ และนายซิ้อสามารถได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์นี้ไปด้วย ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่านายขายลักรถยนต์คันนี้มาจากคนอื่น นายขายจึงไม่มีสิทธิขายรถยนต์ให้นายซิ้อ เป็นเหตุให้บุคคลภายนอก มายึดรถยนต์นั้นคืนไป
 
นายขายต้องรับผิดต่อนายซิ้อ เพราะกรณีนี้เป็นการรอนสิทธิแล้ว โดยการคืนเงินให้นายซิ้อพร้อมทั้งค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์ หรือค่าเสียหายอื่น (ถ้าหากมี) ให้กับนายซิ้อ สังเกตว่า กรณีนี้นายขายไม่มีความผิดฐานรับของโจร เพราะนายขายเป็นผู้กระทำความผิด คือ เป็นผู้ลักรถยนต์คันนี้มาเอง
 
แต่ถ้าหากว่า กรณีมีข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่า นายขายไม่ได้เป็นคนลักรถยนต์ และไม่ทราบว่ารถยนต์ที่ขายให้นายซิ้อถูกลักมา กรณีนี้ทั้งนายขายและนายซิ้อไม่มีความผิดฐานรับของโจร อย่างไรก็ตาม นายขายก็ยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่นายซิ้อถูกบุคคลภายนอก (เจ้าของรถยนต์ที่แท้จริง) รอนสิทธิอยู่ดี
 
ความรับผิดของนายขายผู้ขายจะมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่านายขายเป็นพ่อค้าขายรถยนต์โดยอาชีพหรือไม่ ถ้านายขายไม่ได้มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายรถยนต์ อาจเป็นการขายรถยนต์ที่ตนใช้มาเอง ทั้งนี้ โดยนายขายซื้อมาจากบุคคลอื่นอีกทอดหนึ่ง ก่อนจะมาขายให้นายซิ้อจึง ทำให้นายขายไม่ทราบว่า เป็นรถยนต์ที่ถูกขโมยมา กรณีนี้นายขายต้องชดใช้ราคารถยนต์ที่ซื้อขายกันให้นายซิ้อไป รวมทั้งค่าเสียหายต่างๆ อันเกิดจากการรอนสิทธิให้แก่นายซิ้อ
 
ในทางกลับกัน ถ้านายขายมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายรถยนต์ หรือนายซิ้อ ซื้อรถยนต์มาจากบริษัทขายรถยนต์มือสอง กรณีนี้นายซิ้อสามารถใช้สิทธิ ตามมาตรา 1332 โดยการไม่ยอมคืนรถยนต์ให้แก่เจ้าของที่แท้จริง จนกว่าจะได้รับการชดใช้ราคารถยนต์นั้นเสียก่อน จากเจ้าของรถยนต์ที่แท้จริง นอกจากนั้นนายซิ้อยังเรียกเอาค่าเสียหายในการถูกรอนสิทธิจากนายขายได้อีก อันได้แก่ ค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์ เป็นต้น
 
ประการสุดท้าย ตามมาตรา 476 ถ้ามีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า นายขายผู้ขายได้เตือนนายซิ้อว่า ให้ระวังเจ้าของรถยนต์มาติดตามเอาคืน เนื่องจากนายขายเองไม่แน่ใจว่า รถยนต์นั้นเป็นรถยนต์ที่ถูกขโมยมาหรือไม่ เพราะเป็นรถยนต์ที่ซื้อต่อกันมาหลายทอดแล้ว (ไม่แน่ใจในที่นี่ ไม่ได้หมายความว่า นายขายรู้ว่ารถถูกขโมยมา ซึ่งยังถือไม่ได้ว่านายขายมีความผิดฐานรับของโจร) แต่นายซิ้อยังตัดสินใจที่จะซื้อรถยนต์คันนี้
กรณีนี้ถือว่านายซิ้อยอมเสี่ยงภัยเอง หากปรากฏว่า เจ้าของที่แท้จริงมาทวงถามรถคืนไปจากนายซิ้อ ก็ทำให้นายขายไม่ต้องรับผิดฐานรอนสิทธิต่อนายซิ้อ
 
อนึ่งการรอนสิทธิ มีหลายรูปแบบ ในเรื่องรับของโจรนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเดียว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
THAIDRIVER
 
·      ช่างเอารถไปชน ใครรับผิดชอบ
เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่เจ้าของรถยนต์ไม่ได้เป็นผู้ขับในขณะนั้น ปัญหาที่มักเกิดขึ้นตามมาก็คือ ใครจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ? ท่านผู้อ่านคงเคยนำรถยนต์เข้าอู่ซ่อมกันมาบ้าง ซึ่งในบางครั้งหลายท่านมักติดต่อให้ช่างนำรถยนต์มาส่งให้ถึงที่ทันทีเสร็จงานซ่อม
แต่ถ้าในระหว่างทางที่ช่างซ่อมรถยนต์ขับมาส่งให้เจ้าของแล้วเกิดอุบัติเหตุ โดยที่เป็นฝ่ายผิดเจ้าของรถยนต์คันนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ตนเองไม่ได้กระทำด้วยหรือไม่ ?
 
 สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะบรรดาเจ้าของรถยนต์ทั้งหลายที่รักความสบายตามมาตร 425 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่านายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น
มาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่าผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างการทำงานที่ว่าจ้างเว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้ว่าจ้าง
จากตัวอย่างจากคำพิพากษาฎีกาที่ 1176/2510 ช่างซ่อมรถยนต์ไม่ได้เป็นตัวแทน หรือเป็นลูกจ้างของเจ้าของรถยนต์เพราะการซ่อมรถยนต์เป็นเพียงสัญญาจ้างทำของ
ตามสัญญาจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างตกลงจะทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้างโดยผู้รับจ้างไม่ได้อยู่ในความควบคุมบังคับบัญชาของผู้ว่าจ้างแต่ประการใด และผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิที่จะสั่งงานหรือบงการแก่ได้
ช่างซ่อมรถยนต์เป็นแค่ผู้รับจ้าง จึงไม่ใช่ลูกจ้างของเจ้าของรถยนต์ ตามความหมายในมาตราที่ 425 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
การที่ช่างซ่อมรถยนต์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขับรถยนต์คันที่ว่าจ้างให้ซ่อมไปส่งเจ้าของรถยนต์ แล้วช่างซ่อมรถยนต์ผู้รับจ้างขับไปชนกับจักรยานยนต์ถือเป็นการทำละเมิดของผู้รับจ้าง คือ ช่างซ่อมรถยนต์เอง เจ้าของรถยนต์ไม่ได้นั่งไปในรถยนต์ด้วย จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ในการทำละเมิดของผู้รับจ้าง
ตามคำพิพากษาฎีกานี้ จะทราบว่าระหว่างเจ้าของรถยนต์กับช่างซ่อมรถยนต์ ไม่ถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเนื่องจากเจ้าของรถยนต์ไม่มีสิทธิที่จะสั่งงาน หรือบงการช่างซ่อมรถยนต์ได้ และในขณะเดียวกัน ช่างซ่อมรถยนต์ก็ไม่ได้อยู่ในความควบคุมหรือในบังคับบัญชาของเจ้าของรถยนต์ด้วย
 
กรณีนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 425 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด
ดังนั้น ่ในการว่าจ้างซ่อมรถยนต์มุ่งในผลสำเร็จของการซ่อมรถยนต์ให้ใช้การได้ตามปกติ จึงเข้าลักษณะของสัญญาจ้างทำของแต่เนื่องจากข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกานี้ อุบัติเหตุได้เกิดขึ้นขณะช่างซ่อมรถยนต์ขับกลับไปส่งคืนเจ้าของเมื่อซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จึงไม่ถือว่า การนำรถยนต์ส่งคืนให้กับเจ้าของ เป็นการกระทำที่อยู่ในสัญญาจ้างทำของ กรณีนี้จึงไม่เข้ากับมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เจ้าของรถยนต์ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
 
อีกทั้งเจ้าของรถยนต์ก็ไม่ได้นั่งมาในรถยนต์ด้วย จึงไม่ถือว่าเป็นผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะ และไม่ต้องร่วมรับผิดชอบกับช่างซ่อมรถยนต์
 
THAIDRIVER
 
·      ชน!...ใครต้องรับผิดชอบ
ขอนำคดีตัวอย่างมาให้เห็นถึงกรณีบุคคลใดบ้างที่ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.. 2535 นี้ และลักษณะของการให้ความคุ้มครองต้องเป็นอย่างไร และที่สุดแล้วใคร คือ ผู้รับผิดชอบที่แท้จริง
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2539 สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างที่จะได้รับเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยเป็นสิทธิตามพระร