- ใช้รถขับหน้าให้ทนทาน
- รถยนต์ในปัจจุบันนอกจากปิกอัพ
รถยนต์ยุโรปรุ่นใหญ่ และรถสปอร์ตราคาแพง
ส่วนใหญ่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้ากันเกือบหมดแล้วเพราะมีข้อดี คือ
ต้นทุนการผลิตต่ำ,
ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
และห้องโดยสารกว้างขวาง
-
-
เพลาขับในระบบขับเคลื่อนล้อหน้าต้องทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนและต้องเลี้ยวได้
แม้การพัฒนาด้านเทคโนโลยี ได้ทำให้เพลาขับเคลื่อนล้อหน้ามีความทนทานมากขึ้น
แต่การใช้งานอย่างถูกวิธี ก็สำคัญในการยืดอายุการใช้งาน
-
รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าส่วนใหญ่มีตำแหน่งการวางของเครื่องยนต์แบบวางขวาง
ทั้งบล็อก
4 สูบเรียง หรือบล็อกวี
ต่างจากรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังที่มักวางเครื่องยนต์ตามยาวอย่างไรก็ตาม
มีรถยนต์บางยี่ห้อ เช่น ออดี้ ซูบารุ ฯลฯ ที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า
แต่วางเครื่องยนต์ตามยาว
-
- สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อน
4
ล้อบางรุ่น เช่น โตโยต้า ราฟ4,
ฮอนด้า ซีอาร์-วี หรือ มิตซูบิชิ แลนเซอร์
อีโวลูชัน แม้เป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4
ล้อ
แต่จากการที่พัฒนามาจากรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า
ทำให้ตำแหน่งการวางของเครื่องยนต์ ยังเป็นแบบวางขวาง
-
- ทำไมถึงต้องเปลี่ยนแปลง
-
สาเหตุหลักที่ทำให้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าได้รับความนิยมจากผู้ผลิตรถยนต์
มีหลายสาเหตุหลัก คือลดการสูญเสียกำลังที่ถ่ายทอดออกจากเครื่องยนต์
เพราะระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ต้องมีเพลากลางท่อนยาว
ในขณะที่ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าไม่ต้องมีเพลากลาง
จึงทำให้มีการส่งกำลังอย่างฉับไว และช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
- ลดต้นทุนการผลิต
เพราะในรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า
มีชิ้นส่วนไม่มากเท่ากับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง
จึงไม่ใช่แค่ลดต้นทุนได้แค่เพลากลาง แต่ยังมีอีกหลายชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งสามารถลดต้นทุนลงได้
-
- สามารถเพิ่มขนาดของห้องโดยสาร
แม้รถยนต์แบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนใหญ่จะยังมีอุโมงค์กลาง
เพราะเป็นตัวช่วยเพิ่มความแข็งแรงของตัวถัง หรือเป็นที่ติดตั้งท่อไอเสีย
แต่อุโมงค์กลายก็ไม่จำเป็นต้องกว้าง-สูง
เหมือนกับรถยนต์แบบขับเคลื่อนล้อหลังพื้นที่บริเวณใต้-หลังเบาหลัง
ก็ไม่ต้องนูนขึ้นมาเผื่อไว้สำหรับเพลาท้ายและเฟืองท้าย
-
- เพลาขับไม่ทนจริงหรือ
-
เพลาขับเป็นประเด็นหลักในความกังวลเรื่องความทนทาน
เพราะต้องทำหน้าที่ทั้งขับเคลื่อนและเลี้ยวตาม เพลาขับในยุคแรกมักไม่ทนทาน
จนเกิดความเชื่อที่ไม่ดีต่อเนื่องกันมา
แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เพลาขับมีอายุการใช้งานมากขึ้นกว่า
100,000 กิโลเมตรแล้ว
-
หากมีการดูแลรักษาที่ถูกต้องและใช้งานอย่างถูกวิธี
เพลาขับมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเกิน
100,000
กิโลเมตรแน่นอน และรถสปอร์ตในระดับ 200
แรงม้าที่จำหน่ายในตลาดหลายรุ่นก็ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า เช่น ฮอนด้า
พรีลูด หรือ โตโยต้า เซลิกาย่อมแสดงให้เห็นถึงความทนทานของเพลาขับหน้า
-
- ตรวจสอบเพื่อความมั่นใจ
- ภายในข้อต่ออ่อนตรงหัวเพลา
2
จุดต่อเพลา 1 แท่ง
มีส่วนประกอบของลูกปืน,
เสื้อเพลา และเพลา
โดยถูกหล่อลื่นด้วยจาระบี และถูกห่อหุ้ม
เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าด้วยยางหุ้มเพลา
ซึ่งจุดนี้จำเป็นต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ
- ในสภาพการใช้งานปกติ
ยางหุ้มเพลามีอายุการใช้งานเฉลี่ย
50,000-100,000
กิโลเมตร และถ้าไม่พบการฉีกขาดควรถอดเพลาออกมาทำความสะอาดทุก
100,000 กิโลเมตร
เปลี่ยนจาระบีชนิดเฉพาะและใช้ยางหุ้มเพลาคุณภาพสูง
-
- หากมีการฉีกขาดของยางหุ้มเพลา
โดยเฉพาะตัวนอกที่จะต้องเลี้ยวตามล้อบ่อยๆ ต้องซ่อมแซมทันที
หากปล่อยทิ้งไว้ความเสียหายอาจลุกลาม จนต้องเปลี่ยนเพลาขับทั้งแท่ง
ตามที่ได้ยินเสียงดังก็อกๆ ขณะเลี้ยวราคาของเพลาขับเคลื่อนล้อหน้า
-
- ถ้าเป็นของแท้-ใหม่ประมาณแท่งละ
8,000-15,000 บาท
แต่สำหรับรถยนต์ญี่ปุ่นยังมีทางเลือกของเพลาขับมือสองจากเชียงกงในราคาไม่แพงเพียง
1,500-3,000 บาท
-
- ดูแลถูกต้องลดค่าใช้จ่าย
-
วิธีปฏิบัติเพื่อยืดอายุเพลาขับเคลื่อนล้อหน้า คือ
ออกตัวเมื่อล้อตั้งตรงและขับด้วยความนุ่มนวล
แล้วจึงค่อยเพิ่มความเร็วการออกตัวด้วยความรุนแรงทำให้เพลาขับมีอายุการใช้งานสั้นลง
-
- ถ้าใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ
ควรเหยียบเบรกก่อนเข้าเกียร์เดินหน้า หรือถอยหลังทุกครั้ง
เพื่อลดแรงกระตุกหรือกระชากของเครื่องยนต์ที่ส่งไปยังเพลาขับ
ระหว่างการขับเมื่อผิวถนนไม่เรียบ ควรลดความเร็วลงอย่างช้าๆ
เพราะการเบรกที่รุนแรงมีส่วนทำให้เพลาขับมีอายุการใช้งานสั้นลงการเลี้ยวมุมแคบและกลับรถควรใช้ความเร็วต่ำที่สุด
และหลีกเลี่ยงการขับเคลื่อนพร้อมการเลี้ยวเป็นมุมแคบอย่างต่อเนื่องเพื่อลดภาระของเพลาขับ
- การเข้า-ออกจากที่จอดรถริมทางเดินเท้า
ไม่ควรขับในขณะที่หมุนพวงมาลัยสุดเพราะเมื่อเพลาขับหมุนพร้อมกับหักเลี้ยวสุด
จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง ถ้ารู้ตัวว่าหมุนสุด ให้คืนพวงมาลัยเล็กน้อย
แล้วค่อยเลี้ยวและขับต่อไปด้วยความนุ่มนวล
|
|