|
|
-
เรื่องยุ่ง
ๆ ของสปริง
|
|
- เรื่องยุ่ง ๆ ของสปริง – แหนบ
-
ระบบรองรับน้ำหนักและให้ความยืดหยุ่นของรถมีมากมาย แต่ที่คุ้นเคยกันมาก คือ
คอยล์สปริง และแหนบ รองลงไปก็ทอร์ชันบาร์ ถุงลม ฯลฯ
-
แต่นอกจากการรับน้ำหนักและสร้างความยืดหยุ่นแล้ว
สปริงและแหนบยังทำหน้าที่กำหนดความสูงด้วย เมื่อปล่อยรถลงพื้นมีน้ำหนักกดลง
แหนบหรือสปริงก็จะยุบตัวลงบ้าง หากบรรทุกน้ำหนักมากขึ้นก็จะยุบตัวมากขึ้น
ทำให้ตัวรถเตี้ยลง
-
- หลายคนเข้าใจผิดว่า
โช้กอัพหรือช็อกแอบซอร์บเบอร์ เป็นตัวกำหนดความสูงหรือความแข็ง
ความจริงแล้ว
โช้กอัพทำหน้าที่หน่วงไม่ให้สปริงหรือแหนบเต้นแล้วหยุดยากหรือเต้นถี่เกินไป
-
- เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ
ถ้าไม่มีโช้กอัพ เมื่อรถยนต์แล่นอยู่แล้วมีการยุบและยืดตัว
ก็จะมีการอาการเต้นอย่างต่อเนื่อง
เหมือนเอาตุ๊กตาติดบนยอดสปริงแล้วใช้มือตบลงเพียงครั้งเดียว
ตุ๊กตาและสปริงก็จะเต้นต่อเนื่องไปอีกนับสิบครั้ง
หรือนำหนังสติ๊กห้อยลูกเหล็กเอาไว้ ดึงลูกเหล็กให้หนังสติ๊กยืดแล้วปล่อยมือ
ลูกเหล็กก็จะเต้นขึ้นลงตามการยืดหยุ่นขจองหนังสติ๊กต่อเนื่องหลายครั้งกว่าจะหยุด
- ถ้าเป็นรถที่เต้นแบบนั้นตลอด
(เพราะถนนไม่ได้เรียบแบบกระจก)
คนนั่งก็คงเวียนศรีษะ และรถก็มีการทรงตัวที่แย่มาก
จึงต้องใช้โช้กอัพที่มีความหนืดในตัวเอง
ทำหน้าที่หน่วงการเต้นนั้นให้ชะลอตัวอย่างรวดเร็ว
-
-
เปรียบเสมือนการนำลูกเหล็กและหนังสติ๊กไปแช่ในถังน้ำใหญ่ ๆ
ดึงลูกเหล็กให้หนังยางยืดแล้วปล่อยมือ
การเต้นของลูกเหล็กจะชะลอตัวลงด้วยความหนืดของน้ำเร็วกว่าตอนที่ทำในอากาศ
เปรียบหนังสติ๊กเป็นสปริงหรือแหนบ ลูกเหล็กคือน้ำหนักของรถยนต์
น้ำในถังที่คอยหน่วงก็เสมือนเป็นโช้กอัพที่ใช้น้ำมันไหลผ่านรูเล็ก ๆ
(วาล์ว) ในการสร้างความหนืด
-
- ดังนั้น เมื่อโช้กอัพเสีย
รถก็จะมีอาการเต้น หรือ โคลงง่าย
เพราะไม่มีความหนืดมาช่วยหน่วงการเต้นของสปริงหรือแหนบ
-
-
·
เตี้ยด้วย 2 ทาง
– ตัดสปริง & สปริงโหลด
-
การตัดสปริงทำง่ายและได้ความเตี้ยตามต้องการ
แต่ไม่ส่งผลดีต่อการทรงตัวของรถ และผิดหลักการ ถ้าตัดสปริงด้วยไฟ
ความร้อนจะทำให้ความยืดหยุ่นบริเวณใกล้เคียงเสียไป
ส่วนการตัดด้วยหินเจียรหรือไฟเบอร์ แม้ไม่มีปัญหาจากความร้อน
แต่ก็มีปัญหาอื่น ๆ ตามมา
-
สปริงทำงานด้วยการบิดตัวของเส้นเหล็กสปริง (คล้ายเวลาบิดผ้าเป็นเกลียว)
ไม่ใช่การยืดและยุบตัว ถ้าสปริงมีความสูง และมีจำนวนรอบมาก
ก็แสดงว่าทำจากเหล็กเส้นยาว จึงบิดตัวและยุบตัวได้ง่าย
หากตัดสปริงสั้นลงก็จะบิดตัวยากขึ้น ทำให้กระด้างมากขึ้น
-
หากนำสปริงมายืดก็จะได้เป็นเหล็กเส้นยาว
การบิดเหล็กเส้นยาวย่อมทำได้ง่ายกว่าการบิดเหล็กเส้นสั้น เช่น เหล็กยาว
10 เมตร ย่อมบิดเป็นเกลียวได้ง่ายกว่าเหล็กยาว
1 เมตร ดังนั้น การตัดสปริงให้เตี้ยลง
ก็คือการตัดเส้นเหล็กให้สั้นลงนั่นเอง ทำให้สปริงมีความแข็งมากขึ้น
ยุบตัวยากขึ้น หรือแข็งกระด้างมากขึ้นนั่นเอง
-
- สปริงแข็ง เมื่อยุบตัวแล้ว
ก็จะดีดกลับแรงขึ้นด้วย โช้กอัพเดิมที่มีความหนืดเหมาะกับสปริงนิ่ม ๆ
เมื่อสปริงแข็งขึ้น โช้กอัพก็รั้งการเต้นไม่ไว้
ตัวรถจะกระเด้งขึ้นลงหลายครั้งกว่าจะหยุด การทรงตัวก็จะไม่ดี
โช้กอัพต้องทำงานหนักขึ้น และพังเร็วขึ้น
-
- เนื้อของเหล็กที่ใช้ทำสปริง 1
ขด ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับน้ำหนักที่ต้องแบกรับ
เมื่อตัดสปริงทำให้เหลือเนื้อเหล็กน้อยลง แต่ต้องรับน้ำหนักเท่าเดิม
สปริงจึงอาจจะหักหรือทรุดตัวเร็วได้
-
- ในเรื่องความแข็ง
ถ้าเป็นเป็นสปริงโหลดที่ออกแบบมาเฉพาะ ก็จะมีความแข็งเพิ่มขึ้น
แต่ไม่แข็งกระด้างเหมือนการตัดสปริง
- นอกจากความแข็งที่เพิ่มขึ้นแล้ว
อีกปัญหาสำคัญอยู่ที่ปลายสปริงที่ถูกตัดออก ซึ่งจะชี้ออกมาไม่ราบเหมือนเดิม
แม้ใส่แล้วปลายสปริงจะถูกน้ำหนักกดให้แนบกับเบ้ารับสปริงได้
แต่ปลายที่ชี้นั้นจะทำให้การยืด และยุบตัวของสปริงมีการฝืนตัว
และดิ้นออกข้าง ไม่ยืดและยุบตัวในแนวดิ่งเหมือนตอนก่อนตัดสปริง
โช้กอัพจึงต้องรับแรงดิ้นด้านข้างด้วย ทำให้โช้กอัพเสียง่าย
-
- ร้านช่วงล่างหลายแห่ง
แก้ปัญหานี้ด้วยการเป่าไฟที่ปลายสปริงที่ชี้ออกมา แล้วดัดให้เข้าที่
เส้นสปริงบริเวณข้าง ๆ ที่โดนความร้อนก็จะเสียความยืดหยุ่นไป
-
-
·
อยากเตี้ยต้องเปลี่ยนสปริง
-
วิธีที่ถูกต้องเมื่อต้องการโหลดลดความสูง คือ
การเปลี่ยนสปริงโหลดที่เตี้ยลงกว่าเดิม
ซึ่งปัจจุบันมีผลิตสำหรับรถยนต์เกือบทุกยี่ห้อ 4
เส้นราคาไม่ถึงหมื่นบาท หรือถ้าไม่มีจริง ๆ
ก็ต้องหาเทียบใช้จากรถยนต์รุ่นอื่น ๆ แม้จะยุ่งยาก และแพงกว่าการตัดสปริง
รวมทั้งเตี้ยไปสะใจบางคน แต่ก็ให้การเกาะถนนที่ดีกว่าการตัดสปริงแน่นอน
-
- เมื่อเปลี่ยนสปริงที่แข็งขึ้นแล้ว
ก็ควรเปลี่ยนโช้กอัพที่มีความหนืดเพิ่มขึ้น ถ้ามีโอกาส
ควรเลือกที่มีจังหวะยืดหนืดกว่าเดิม (จังหวะยุบหนืดอยู่แล้วเพราะสปริงแข็งขึ้น)
ถ้าเป็นแบบปรับความหนืดได้ก็ยิ่งดี
-
- ถ้าอยากเตี้ยและเกาะถนน
ลืมการตัดสปริงไปได้เลย การเปลี่ยนสปริงโหลดกับโช้กอัพหนืด ๆ
เป็นทางออกที่ลงตัวที่สุด
-
-
·
จริงหรือที่แหนบต้องกระด้าง
- เมื่อคิดถึง “แหนบ”
รถยนต์
คนส่วนใหญ่นึกถึงความล้าสมัยหรือความแข็งกระด้างเสมอ ทั้ง ๆ
ที่ในเบื้องลึกในทางวิศวกรรมยานยนต์ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แหนบ
เป็นหนึ่งในรูปแบบของชิ้นส่วนที่ต้องรองรับน้ำหนัก
และสร้างความยืดหยุ่นในช่วงล่างของรถ จากหลายรูปแบบซึ่งนิยมใช้กันอยู่ เช่น
คอยล์สปริง ทอร์ชันบาร์ ฯลฯ
-
-
ในแต่ละรูปแบบที่ใช้กันอยู่ในรถยนต์หลายประเภท
แต่คนทั่วไปมักจะแบ่งความทันสมัย ความนุ่มนวล
และประสิทธิภาพด้วยความรู้โดยผิวเผิน โดยมองว่าแหนบเป็นรูปแบบที่ล้าสมัย
และกระด้าง เพราะเห็นนิยมใช้ในรถเพื่อการพาณิชย์ เช่น ปิกอัพ รถบรรทุก
รถเมล์ รถโดยสาร ฯลฯ
- ส่วนในรถเก๋ง ก็มีใช้เฉพาะในรุ่นเก่า
ๆ ส่วนรุ่นใหม่นิยมใช้เป็นคอยล์สปริงทั้งนั้น ก็เลยยึดติดว่า
หากรถรุ่นใดใช้แหนบ จะต้องแข็งกระด้างเหมือนปิกอัพหรือรถบรรทุกเสมอไป
-
-
ชิ้นส่วนที่ต้องรองรับน้ำหนักและสร้างความยืดหยุ่นของรถ
จะรับน้ำหนักได้เท่าไร มีความนุ่มนวลเพียงใด ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ
แต่อยู่ที่ “ความแข็ง”
ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลือกใช้วัสดุและความหนา
สปริงเส้นใหญ่เท่าข้อมืออย่างในรถไฟก็สุดจะแข็ง ทอร์ชันบาร์-คานบิดก็มีใช้ทั้งในปิกอัพที่ต้องบรรทุกเป็นตัน
ๆ และก็มีใช้ในรถเก๋งยุโรปหลายรุ่นที่ว่ากันว่าเกาะถนนดี ส่วนแหนบนิ่ม ๆ
ก็มีใช้ในรถเก๋ง ไม่ใช่เฉพาะแต่รุ่นเก่าเท่านั้น
อย่างรถออฟโรดคันละระดับสองล้านบาทจากสหรัฐอเมริกา ก็ใช้อยู่
และก็ไม่เห็นมีใครบ่นว่าแข็งทื่อ
- ความแข็งกระด้างไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ
แต่อยู่ที่ความตั้งใจหรือขอบเขตในการเลือกใช้
อย่างปิกอัพไทยที่มีพิกัดบรรทุก 1 ตัน
ผู้ผลิตก็ต้องเลือกใช้แหนบที่บรรทุกได้ 1
ตันตามพิกัดของทางราชการแล้วไม่แอ่น
ซึ่งไม่มีทางที่จะเหมาะสมกับการใช้งานของผู้ซื้อทุกคน
เพราะมีทั้งที่นำไปใช้บรรทุกจริง 1
ตันหรือหนักกว่านั้น รวมถึงที่ใช้เสมือนรถเก๋ง
นั่งเฉพาะในห้องโดยสารเพียงไม่กี่คนกับน้ำหนักบรรทุกรวมแค่ 200-300
กิโลกรัม จนมีคนที่ซื้อปิกอัพแล้วไม่ได้บรรทุกเต็มพิกัด
และสนใจการแต่งรถ
ยอมเสียเงินซื้อแหนบชุดแต่งที่มีความนิ่มมากกว่าเดิมมาใส่แทน
-
-
หากอยากลบล้างการมองอย่างผิวเผินแล้วรู้สึกว่าแหนบแข็งกระด้างหรืออยากเลิกยึดติดว่า
ถ้าอยากนิ่มก็ต้องเป็นคอยล์สปริง แนะนำให้ลองนึกเปรียบเทียบง่าย ๆ สั้น ๆ
ว่า ระหว่างสปริงขนาดเส้นเท่ากับข้อมือคน กับแหนบบาง ๆ
แผ่นเดียวหรือซ้อนกันไม่กี่แผ่น อย่างใดจะให้ความนิ่มนวลมากกว่ากัน
- ปิกอัพไทยที่อยู่ในพิกัด 1
ตัน และต้องบรรทุกให้ได้ตามนั้น (หรือกว่านั้นเล็กน้อย)
แล้วไม่แอ่น เมื่อนำไปใช้งานบรรทุกเบา
ช่วงล่างเดิมก็ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะแข็งเกินไป ยุบยาก แต่ดีดตัวแรง
เพราะมีน้ำหนักกดอยู่น้อยกว่าตอนบรรทุกเต็มพิกัด
ใครซื้อปิกอัพไปแล้วไม่บรรทุกหนัก
ก็ต้องทนกับช่วงล่างเดิมที่ไม่ตรงกับน้ำหนักบรรทุกจริง
หรือบางคนที่รู้เรื่องแต่งรถ ก็เลือกเสียเงินเปลี่ยนเป็นแหนบชุดแต่งนิ่ม ๆ
-
-
·
อยากนิ่มต้องเปลี่ยนแหนบ
-
การยุบตัวและยืดตัวของแหนบเมื่อไม่บรรทุกหนัก
ขึ้นอยู่กับแหนบหลักตัวยาวที่มีหูยึด และแหนบตัวที่แนบกันอยู่เป็นหลัก
เกี่ยวข้องกับแหนบตัวสั้นและหนาที่ห้อยอยู่ด้านล่างบ้างเท่านั้น
เพราะตอนนั้นแหนบหลักไม่ได้ยุบตัวจนได้ทำงานเต็มที่เหมือนกับตอนบรรทุกหนัก
- ดังนั้น
เมื่ออยากให้นิ่มกับวิธีถอดแหนบบรรทุกตัวหนา 1-2
ตัวที่ห้อยอยู่ด้านล่างออก หรือติดปลายแหนบหนาออกเล็กน้อย
จึงมีผลต่อความนุ่มนวลน้อย เพราะในการยุบตัวช่วงแรก ๆ
เป็นหน้าที่ของแหนบยาวตัวบน ๆ เป็นหลัก ส่วนแหนบหนาตัวล่าง ๆ
ได้ทำงานเพียงเล็กน้อยกับการดันแหนบบนไม่ให้แอ่น ต้องยุบตัวมาก ๆ
แหนบหนาถึงจะได้ทำงานมากขึ้น
-
- การถอดหรือตัดปลายแหนบหนา
จะลดความกระด้างเมื่อไม่บรรทุกหนักได้บ้าง เมื่ออยากให้มีความนุ่มนวล
วิธีที่ได้ผลมากและถูกต้อง คือ การเปลี่ยนแหนบตัวหลัก
หรืออาจรวมถึงตัวรองลงมาด้วย จะเป็นแหนบชุดแต่งหรือผลิตขึ้นพิเศษก็ตาม
-
- ถ้าจะให้มีการทรงตัวที่ดีขึ้นไปอีก
ก็ควรเปลี่ยนโช้กอัพที่มีความหนืดในจังหวะยืดมากขึ้น
เพราะรั้งการดีดตัวของแหนบ ส่วนจังหวะยุบไม่ต้องหนืดมาก
เพราะแหนบทำหน้าที่ต้านการยุบตัวอยู่แล้ว
-
-
·
อยากเตี้ย อย่าตัดแหนบ
- ในกรณีที่ไม่อยากเตี้ยมาก
และติดตั้งแหนบอยู่ใต้เพลา สามารถใช้แท่งเหล็ก 4
เหลี่ยม อยากให้เตี้ยเท่าไรก็ใช้แท่งเหล็กสูงเท่านั้น
นำไปรองระหว่างเพลากับแหนบ พร้อมเปลี่ยนสาแหรกยึดแหนบให้ยาวตามกันประมาณ
1 ชั่วโมงกับเงินไม่กี่ร้อยบาทก็เตี้ยได้สมใจ
ความกระด้างไม่ต่างจากเดิม ใช้โช้กอัพเดิมได้ ส่วนช่วงล่างด้านหน้า
ถ้าเป็นแบบทอร์ชันบาร์ ก็ไขปรับได้ไม่ยาก ถ้าเป็นสปริงก็เหนื่อยหน่อย
ต้องหาเทียบใช้หรือหาชุดแต่งของปิกอัพที่หาซื้อยาก
-
- การตัดแหนบทำให้เตี้ยลงได้
แต่ความยืดหยุ่นและระยะยุบตัวจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น
จึงเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ
-
|
|
|