|
|
-
เรื่องของเบรกที่ควรทราบ
|
|
- เรื่องของเบรกที่ควรทราบ
- รถยนต์
ไม่เพียงแต่ต้องพัฒนาให้แรงเร็วและดูแลให้ทะยานไปได้เท่านั้น
ระบบเบรกก็ต้องเยี่ยมและได้รับการดูแลควบคู่กันเสมอ แล่นได้ก็ต้องหยุดได้
! ระบบเบรก-BRAKE
หรือห้ามล้อ มีหน้าที่ชะลอความเร็วหรือหยุดรถยนต์ตามการสั่งงานของผู้ขับ
โดยมีพื้นฐาน คือ สร้างแรงเสียดทานด้วยผ้าเบรก
ซึ่งกดเข้ากับจานหรือดุมเบรกที่หมุนตามล้อ
-
- เมื่อกว่า 100
ปีที่แล้ว ในยุคที่รถยนต์เพิ่งถือกำเนิดขึ้น
การสั่งให้ผ้าเบรกกดหรือคลาย เป็นการใช้ระบบกลไก เช่น ก้านโยกหรือสลิง
คล้ายระบบเบรกของจักรยาน ซึ่งสะดวกในการออกแบบและทำงาน
แต่ขาดความแม่นยำในการควบคุมจากผู้ขับ เช่น สลิงยืดหรือต้องปรับตั้งบ่อย
-
-
ต่อมาจึงใช้ของเหลวในการถ่ายทอดการสั่งงานจากผู้ขับไปยังการกดผ้าเบรก
ซึ่งกลายเป็นระบบเบรกพื้นฐานมาจนถึงทุกวันนี้
แล้วจึงพัฒนาส่วนปลีกย่อยกันออกไป
แต่ไม่ว่าจะมีรายละเอียดของอุปกรณ์อย่างไร
ก็ยังใช้การถ่ายทอดด้วยของเหลวคือน้ำมันเบรกเป็นหลัก
-
-
หลักการถ่ายทอดการควบคุมด้วยน้ำมันเบรก จากการกดเท้าลงบนแป้นเบรก
เพื่อสั่งให้ผ้าเบรกขยับตัวกดจานหรือดุมเบรก เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ คือ
นำกระบอกเข็มฉีดยามา 2 อัน ดูดน้ำไว้ทั้ง 2
กระบอก
แล้วต่อท่อยางขนาดเล็กที่บรรจุน้ำไว้เต็มเข้ากับหัวของกระบอกฉีดยาทั้ง
2 น้ำทั้งหมดก็กลายเป็นเนื้อเดียวกัน
เมื่อกดแกนของกระบอกฉีดยาด้านหนึ่งเข้าไป (เสมือนมีการกดแป้นเบรกที่ต่ออยู่กับแม่ปั๊มด้านบน)
น้ำก็จะถูกไล่ผ่านท่อยางขนาดเล็ก
ทำให้แกนของกระบอกฉีดยาอีกตัวหนึ่งดันออก
เสมือนกระบอกเบรกที่ล้อดันผ้าเบรกออกไป
จะเห็นว่าของเหลวในระบบต้องไม่มีการรั่วซึม ลูกยางรีดในกระบอกต้องกักน้ำได้
และไม่มีอากาศปะปนในระบบ การถ่ายเทแรงดันจึงจะเป็นไปอย่างสมบูรณ์
-
- พื้นฐานของระบบเบรก
- ประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก คือ แม่ปั๊มบน-
ตัวสร้างแรงดัน, ท่อโลหะและท่ออ่อน,
กระบอกเบรกที่ล้ออย่างน้อยล้อละ 1
กระบอก ผ้าเบรก และจานเบรก (ดิสก์)
หรือดุมเบรก (ดรัม)
-
-
จากนั้นจึงมีการพัฒนาเสริมอุปกรณ์อื่นเข้ามา เช่น
แม่ปั๊มบนตัวเดียวแต่แบ่งเป็น 2 วงจรภายใน
เป็นล้อหน้า-หลัง หรือทแยงหน้าซ้าย-หลังขวา
หน้าขวา-หลังซ้าย
เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเมื่อระบบย่อยหนึ่งบกพร่อง
จะได้ยังเหลือแรงเบรกอยู่บ้าง, หม้อลมเบรก
ช่วยผ่อนแรงในการกดแป้นเบรก
โดยการใช้แรงดูดสุญญากาศที่ได้จากท่อไอดีของเครื่องยนต์ มีหลายขนาด
เล็กหรือใหญ่ไปก็ไม่ดี, วาล์วปรับแรงดันน้ำมันเบรก
ติดตั้งต่อจากแม่ปั๊มเบรกตัวบน ก่อนที่น้ำมันเบรกจะถูกส่งไปยังล้อต่างๆ
ช่วยให้แรงดันน้ำมันเบรกกระจายไปอย่างเหมาะสม,
เพิ่มจำนวนกระบอกเบรกเพื่อเพิ่มแรงกดที่ผ้าเบรก,
เพิ่มขนาดจาน-ดุมเบรก
พร้อมเพิ่มพื้นที่ของผ้าเบรกให้สามารถสร้างแรงเสียดทานได้มากขึ้น,
เอบีเอส ป้องกันการล็อกของล้อ ฯลฯ
-
- แม่ปั๊มเบรก
-
ทำหน้าที่สร้างแรงดันน้ำมันเบรกเมื่อมีผู้ขับกดแป้นเบรก
ส่วนใหญ่ติดตั้งไว้กับหม้อลมเบรก ภายในประกอบด้วยลูกยางหลายลูกและสปริง
โดยจะคืนตัวเองเมื่อไม่มีการกดแป้นเบรก อาการการเสีย คือ
ไม่สามารถสร้างแรงดันได้จากลูกยางที่หมดสภาพ ไม่สามารถดันรีดน้ำมันได้
หรือรั่วย้อนออกมา หรือเสียทั้งตัวลูกยางพร้อมตัวเสื้อกระบอกเป็นรอย
การซ่อมจึงมีทั้งแบบเปลี่ยนเฉพาะลูกยางพร้อมชุดซ่อมหรือเปลี่ยนทั้งตัว
-
- หม้อลมเบรก
-
เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ช่วยผ่อนแรงกดแป้นเบรกให้เบาเท้าขึ้น
กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรถยนต์ยุคใหม่ไปแล้ว
ไม่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำมันเบรก
โดยใช้แรงดูดสุญญากาศจากท่อร่วมไอดีของเครื่องยนต์มาช่วยดันแผ่นยางไดอะเฟรมและแกนแม่ปั๊มตัวบนเมื่อมีการกดแป้นเบรก
โดยประสิทธิภาพที่แท้จริงของระบบเบรกยังขึ้นอยู่กับอุปกรณ์อื่น
ไม่ใช่เฉพาะที่ตัวหม้อลม
-
- ขนาดของหม้อลมต้องพอเหมาะ
ขนาดเล็กไปก็หนักเท้าเหมือนเบรกไม่ค่อยอยู่ ขนาดใหญ่ไปก็เบาเท้า
แต่แรงกดที่มากเกินไปในขณะที่อุปกรณ์อื่นยังเหมือนเดิม
ก็อาจทำให้ล้อล็อกได้ง่ายเมื่อเบรกบนถนนลื่นหรือเบรกกะทันหัน
-
- อาการการเสียที่พบบ่อย คือ
ผ้ายางไดอะเฟรมภายในรั่ว เมื่อกดแป้นเบรกจะแข็ง
และเครื่องยนต์จะสั่นเหมือนอาการท่อไอดีรั่ว
ทดสอบโดยกดแป้นเบรกในขณะจอดและติดเครื่องยนต์เดินเบาไว้ ถ้าหม้อลมปกติ
การเหยียบเบรกเมื่อติดเครื่องยนต์แล้วจะเบาเท้ากว่า
-
- ถ้าหม้อลมรั่วแต่แม่ปั๊มตัวบนดี
ยังสามารถใช้ระบบเบรกตามปกติได้
แต่จะหนักเท้าในการกดแป้นเบรกเท่านั้นการซ่อมหม้อลมบางรุ่นมีอะไหล่ให้เปลี่ยนเฉพาะผ้ายางไดอะเฟรมพร้อมชุดซ่อม
แต่ส่วนใหญ่มักต้องเปลี่ยนทั้งลูก ซึ่งมี 2
ทางเลือกทั้งของใหม่และเก่าเชียงกง
-
- ท่อน้ำมันเบรก
- ประกอบด้วยท่อโลหะขนาดเล็ก
ทำจากเหล็กหรือทองแดง แล้วมีท่ออ่อนที่ให้ตัวได้
ต่อจากท่อโลหะบนตัวถังไปยังชุดเบรกล้อที่ขยับตลอดเวลาที่ขับอาการเสีย คือ
ท่ออ่อนบวมหรือรั่ว
-
- ส่วนท่อโลหะนั้นแทบไม่พบว่าเสียเลย
ท่ออ่อนทั่วไปผลิตจากยางทนแรงดันสูง ทนทานเพียงพอสำหรับการใช้งานปกติ
แต่ก็มีแบบพิเศษที่นิยมใช้ในรถแข่งมาจำหน่าย เป็นแบบท่อหุ้มสเตนเลสถัก
ซึ่งทนทั้งการฉีกขาดจากการกระแทกภายนอกหรือแตกด้วยแรงดันจากภายใน
ซึ่งไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าอยากจะใส่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
และอาจลดอาการหยุ่นเท้าให้การตอบสนองรวดเร็วขึ้นเล็กน้อย
ถ้าท่ออ่อนเดิมขยายตัวได้บ้างเมื่อกดเบรก
-
- กระบอกเบรกที่ล้อ
-
ทำหน้าที่รับแรงดันน้ำมันเบรกที่ถูกดันมา
เพื่อดันลูกสูบเบรกภายในกระบอกแล้วไปกดผ้าเบรก
ขนาดและจำนวนลูกสูบมีผลต่อแรงกดของผ้าเบรกมีอย่างน้อย 1
กระบอก 1 ลูกสูบ (POT)
ต่อ 1 ล้อ
ภายในประกอบด้วยลูกสูบพร้อมลูกยางหรืออาจมีสปริงด้วย
การมีขนาดของกระบอกเบรกใหญ่หรือจำนวนกระบอกเบรกต่อ 1
ล้อมากๆ (2-4 POT)
จะทำให้มีแรงกดไปสู่ผ้าเบรกมากขึ้น
แต่ก็ต้องใช้แม่ปั๊มตัวบนที่รองรับกันได้ดีด้วย
-
- รถยนต์ญี่ปุ่นหรือรถยนต์ขนาดเล็ก-กลาง
มักใช้คาลิเปอร์ดิสก์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว 1 POT
หรือเรียกว่า SLIDING CALIPER
โดยที่รถยนต์ขนาดกลางส่วนใหญ่มักใช้คาลิเปอร์แบบ 2 POT
ลูกสูบคู่ประกบซ้าย-ขวาคร่อมจานดิสก์เบรก
และรถยนต์ขนาดใหญ่ อาจใช้คาลิเปอร์แบบ 4 POT
ในชุดดิสก์เบรกล้อหน้าอาการเสีย คือ ลูกยางหมดสภาพ
ไม่สามารถดันลูกสูบเบรกออกไปได้เต็มที่หรือน้ำมันเบรกรั่วซึมออกมา
และเสียทั้งตัวลูกยางพร้อมตัวกระบอกเป็นรอย
การซ่อมจึงมีทั้งแบบเปลี่ยนเฉพาะลูกยางและชุดซ่อม หรือเปลี่ยนทั้งตัว
-
- ดิสก์/ดรัม
- เป็นชุดเบรกที่ล้อ คือ
อุปกรณ์ชิ้นที่หมุนพร้อมล้อและรับแรงกดจากผ้าเบรก ผลิตจากวัสดุเนื้อแข็ง
เรียบแต่ไม่ลื่น เพื่อให้ผ้าเบรกกดอยู่ได้ ทนความร้อนสูง และไม่สึกหรอง่าย
-
- ดิสก์/ดรัม
มีจุดเด่นและด้อยต่างกัน
-
พื้นฐานดั้งเดิมของรถยนต์ส่วนใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน นิยมใช้แบบดรัม-DRUM
หรือแบบดุมครอบ ต่อมาก็เปลี่ยนมาใช้แบบดิสก์-DISC
หรือแบบจาน เพราะความเหนือชั้นในประสิทธิภาพ
แล้วก็ยังพัฒนาตัวดิสก์และอุปกรณ์อื่นให้ดีขึ้นไปอีก
-
- ดรัมเบรก
มีลักษณะเป็นฝาครอบทรงกลม
มีผ้าเบรกโค้งแบนเป็นรูปเกือบครึ่งวงกลมติดตั้งภายในตัวดรัม
ถ้ามองจากภายนอกทะลุกระทะล้อเข้าไปจะเห็นเป็นฝาครอบโลหะทรงทึบ
โดยไม่เห็นหน้าสัมผัสและชุดผ้าเบรกที่ถูกครอบไว้ เมื่อมีการเบรก
ผ้าเบรกจะเบ่งออกไปดันกับด้านในของตัวดรัม โดยเปรียบเทียบง่ายๆ คือ
คนเป็นกระบอกเบรก ยืดแขนออกไปแล้วมีผ้าเบรกติดอยู่ที่ฝ่ามือ
มีฝาครอบหมุนอยู่ เมื่อมีการเบรกก็ยืดแขนดันฝ่ามือออกไปให้ฝาครอบหมุนช้าลง
-
- ดรัมเบรกมีจุดเด่นคือ
ต้นทุนต่ำ, ทนทาน และมีพื้นที่ของผ้าเบรกมาก
แต่มีจุดด้อยคือ กำจัดฝุ่นออกจากตัวเองได้ไม่ดีและอมความร้อน
เพราะเป็นเสมือนฝาครอบอยู่
ซึ่งจะทำให้แรงเสียดทานของผ้าเบรกลดลงหรือผ้าเบรกไหม้
และเมื่อใช้งานไปสักพัก หน้าสัมผัสของผ้าเบรกกับดรัมอาจไม่แนบสนิทนัก
ต้องตั้งระยะห่างบ่อย
หรือแม้แต่มีการปรับตั้งโดยอัตโนมัติก็อาจยังไม่สนิทกันนัก
จนขาดความฉับไวในการทำงาน มีผ้าเบรกให้เลือกน้อยรุ่นน้อยยี่ห้อ
และเมื่อลุยน้ำจะไล่น้ำออกจากดรัมและผ้าเบรกได้ช้า
-
- ดิสก์เบรก
มีลักษณะเป็นจานแบนกลม มีผ้าเบรกแผ่นแบนติดตั้งอยู่รวมกับชุดก้ามเบรก
(คาลิเปอร์)
แล้วเสียบคร่อมประกบจานเบรก
ถ้ามองจากภายนอกทะลุกระทะล้อเข้าไปจะเห็นเป็นจานโลหะเงา
เพราะถูกผ้าเบรกถูทุกครั้งที่เบรก
และมีชุดก้ามเบรกคร่อมอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง
เมื่อเบรกจะมีการบีบผ้าเบรกเข้าหาตัวดิสก์
ต่างจากแบบดรัมที่เบ่งตัวผ้าเบรกออก โดยเปรียบเทียบง่ายๆ คือ
คนเป็นกระบอกเบรก มีผ้าเบรกอยู่ที่ฝ่ามือ
ทำแขนเหมือนกำลังยกมือไหว้แต่ไม่ชิดสนิทกัน
มีแผ่นกลมหมุนแทรกอยู่ระหว่างมือ เมื่อมีการเบรกก็ประกบฝ่ามือเข้าหากัน
-
- ดิสก์เบรกมีจุดเด่น
คือ ประสิทธิภาพสูง
แม้มีพื้นที่สัมผัสของผ้าเบรกน้อยกว่าแบบดรัมในขนาดดิสก์หรือดรัมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากัน
ทำงานฉับไว
ควบคุมระยะห่างและหน้าสัมผัสของผ้าเบรกกับตัวดิสก์ได้ดีโดยไม่ต้องปรับตั้ง
ไม่อมฝุ่นเพราะทำความสะอาดตัวเองได้ดี
ไล่น้ำออกจากตัวดิสก์และผ้าเบรกได้เร็ว
-
-
แต่มีจุดด้อยที่ไม่สามารถนับเป็นจุดด้อยได้เต็มที่นัก คือ
ต้นทุนสูงและผ้าเบรกหมดเร็ว โดยมีรายละเอียดย่อยออกไปอีก เช่น
มีการพัฒนาการระบายความร้อน เพราะยิ่งผ้าเบรกหรือตัวดิสก์ร้อน
ก็ยิ่งมีแรงเสียดทานต่ำลงหรือผ้าเบรกไหม้
ด้วยการทำให้พื้นที่ของจานเบรกสัมผัสกับอากาศมีการถ่ายเทกันมากขึ้น
โดยการผลิตเป็นจานหนา มีร่องระบายความร้อนแทรกอยู่ตรงกลาง เสมือนมีจาน
2 ชิ้นมาประกบไว้ห่างๆ กันและมีครีบถี่ๆ ยึด
-
-
รถยนต์ในสายการผลิตส่วนใหญ่นิยมใช้ระบบดิสก์แบบมีครีบระบายความร้อนในล้อหน้า
เพราะเบรกหน้ารับภาระในการเบรกมากกว่า ส่วนการเจาะรู และเซาะร่อง
มักนิยมในกลุ่มรถยนต์ตกแต่งหรือรถแข่ง เพราะระบายความร้อนได้ดี
สร้างแรงเสียดทานได้สูงแต่กินผ้าเบรก และแค่มีครีบระบายก็เพียงพออยู่แล้ว
-
-
ส่วนการขยายขนาดของดิสก์เบรกให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ้น
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก
เพราะสามารถเพิ่มพื้นที่ของผ้าเบรกพร้อมกับใช้คาลิเปอร์-ก้ามเบรกให้ใหญ่ขึ้นได้
และมีการระบายความร้อนดีขึ้นจากพื้นที่สัมผัสอากาศที่มากขึ้น
นับเป็นหลักการที่เป็นจริง
แต่ในการใช้งานมักมีขีดจำกัดที่ตัวดิสก์และก้ามเบรกต้องไม่ติดกับวงในของกระทะล้อ
รถแข่งหรือรถยนต์ที่ใช้กระทะล้อใหญ่ๆ
จึงจะเลือกใช้วิธีขยายขนาดของดิสก์เบรกนี้ได้
-
-
นับเป็นเรื่องปกติที่ระบบดิสก์เบรกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใกล้เคียงกับระบบดรัมเบรก
ทั้งที่มีพื้นที่หน้าสัมผัสของผ้าเบรกน้อยกว่า แต่ด้วยจุดเด่นข้างต้น
ดิสก์เบรกจะให้ประสิทธิภาพในการเบรกสูงกว่าดรัมเบรก ตัวดิสก์และดรัมเบรก
ผลิตจากวัสดุเนื้อแข็งกว่าผ้าเบรกเพื่อความทนทาน
แต่ก็ยังมีการสึกหรอจนไม่เรียบขึ้นได้ เพราะผ้าเบรกก็มีความแข็งพอสมควร
จึงกัดกร่อนตัวดิสก์หรือดรัมเบรกได้
- เมื่อผ้าเบรกหมด
ถ้าหน้าสัมผัสของดิสก์หรือดรัมเบรกไม่เรียบก็จะทำให้ผ้าเบรกสัมผัสได้ไม่สนิท
แต่ก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จว่าต้องเจียร์เรียบตัวดิสก์หรือดรัมเบรกทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าเบรกตามสไตล์ช่างไทยที่ต้องการเงินเพิ่ม
เพราะต้องดูว่ายังเรียบพอไหม ถ้าเป็นรอยมากจนลึกเข้าไปค่อยเจียร์
เพราะดิสก์หรือดรัมเบรกมีขีดจำกัดในแต่ละรุ่นว่าต้องไม่บางเกินกำหนด
เจียร์มากๆ ก็เปลือง เพราะต้องเปลี่ยนใหม่เร็วขึ้น
- การเจียร์จานดิสก์เบรก มี 2
วิธีหลัก คือ ถอดออกมาเจียร์
ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันทั่วไป
และเจียร์ในรถยนต์ด้วยเครื่องมือพิเศษโดยไม่ต้องถอดออกมา
ซึ่งมีข้ออ้างว่าดีกว่าการถอดออกมาเจียร์ เพราะไม่ต้องถอด-ใส่ให้อุปกรณ์ต่างๆ
ช้ำและรวดเร็ว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการเจียร์โดยไม่ต้องถอด
เหมาะสำหรับประเทศที่มีค่าแรงแพง
และถ้าลูกปืนล้อนั้นมีสภาพไม่ปกติก็เจียร์ได้ไม่เรียบ
เพราะฉะนั้นถ้าดิสก์เบรกถอดไม่ยากจนเกินไป
ควรเลือกใช้วิธีถอดออกมาเจียร์ดีกว่า
-
-
การเลือกติดตั้งระบบเบรกในแต่ละล้อมีหลักการพื้นฐานคือ
ประสิทธิภาพของระบบเบรกล้อคู่หน้าต้องดีกว่าล้อคู่หลังเสมอ
เพราะเมื่อมีการเบรกน้ำหนักจะถ่ายลงด้านหน้า
ล้อหลังจะมีน้ำหนักกดลงน้อยกว่า ระบบเบรกหน้าจึงต้องทำงานได้ดีกว่า
มิฉะนั้นเมื่อกดเบรกแรงๆ หรือเบรกบนถนนลื่น อาจจะเกิดการปัดเป๋หรือหมุนได้
เสมือนเป็นการดึงเบรกมือ
ดังนั้นถ้าอยากจะตกแต่งระบบเบรกเพิ่มเติมก็ต้องเน้นว่า
ประสิทธิภาพของเบรกหลังต้องไม่ดีกว่าเบรกหน้า
กลุ่มที่เปลี่ยนเฉพาะจากดรัมเบรกหลังเป็นดิสก์
โดยไม่ยุ่งกับดิสก์เบรกหน้าเดิม ต้องระวังไว้ด้วย
-
-
รถยนต์ในอดีตเลือกติดตั้งระบบดรัมเบรกทั้ง 4 ล้อ
แล้วจึงพัฒนามาสู่ดิสก์เบรกหน้า-ดรัมเบรกหลัง
และสูงสุดที่ดิสก์เบรก 4 ล้อ
แต่ก็ยังยึดพื้นฐานเดิมคือ เบรกหน้าต้องดีกว่าเบรกหลังเสมอ
แม้จะเป็นดิสก์เบรกทั้งหมด แต่ดิสก์เบรกหน้ามักมีขนาดใหญ่กว่า
มีครีบระบายความร้อน มีผ้าเบรกขนาดใหญ่ และมีแรงกดมากๆ
จากกระบอกเบรกขนาดใหญ่ โดยดิสก์เบรกหลังมักจะเป็นขนาดไม่ใหญ่นัก
ไม่มีครีบระบาย มีผ้าเบรกขนาดไม่ใหญ่
และมีแรงกดไม่มากจากกระบอกเบรกขนาดเล็ก
เพื่อไม่ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเบรกหน้า อ่านต่อ
-
- เรื่องของเบรกที่ควรทราบ(ตอนจบ)
- ผ้าเบรก คุณเลือกได้
- ผ้าเบรกเป็นอุปกรณ์สร้างแรงเสียดทาน
โดยการกดเข้ากับดิสก์หรือดรัมเบรก มีพื้นฐาน คือ
เนื้อวัสดุของตัวดิสก์หรือดรัมเบรกต้องแข็งเพื่อไม่ให้สึกหรอเร็ว
แต่ต้องมีผิวไม่ลื่น ส่วนผ้าเบรกต้องมีเนื้อนิ่มกว่าตัวดิสก์หรือดรัม
เพื่อให้มีแรงเสียดทานสูงและสึกหรอมากกว่า เพราะเปลี่ยนได้ง่าย
โดยมีการผลิตขึ้นจากวัสดุผสมหลายอย่าง และอาจผสมกับโลหะเนื้อนิ่ม
เพื่อให้เบรกในช่วงความเร็วสูงได้ดี
-
ในอดีตใช้แร่ใยหินแอสเบสตอสเป็นวัสดุหลักของผ้าเบรก
เมื่อผ้าเบรกสึกจะเป็นผงสีขาว ไม่เกาะกระทะล้อ แต่สร้างมลพิษในอากาศ
ทำลายระบบหายใจของสิ่งมีชีวิต ปัจจุบันจึงหันมาใช้แกรไฟต์-คาร์บอนแทน
เมื่อผ้าเบรกสึกจะมีผงสีดำออกมาเกาะเป็นคราบ ดูสกปรกแต่ไม่อันตราย
-
ผ้าเบรกมีหลายระดับประสิทธิภาพและความแข็ง ด้วยหลักการง่ายๆ คือ
ยิ่งนิ่มยิ่งสร้างแรงเสียดทานได้ง่าย แต่ไม่ทนความร้อน
อาจลื่นหรือไหม้ในการเบรกบ่อยๆ หรือเบรกในช่วงความเร็วสูง
และยิ่งแข็งยิ่งทนร้อน เบรกดีในช่วงความเร็วสูง
แต่ต้องการการอุ่นให้ร้อนก่อน หรือเบรกช่วงความเร็วต่ำไม่ค่อยอยู่
จึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการขับและสมรรถนะของรถยนต์
- ผ้าเบรกเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ถ้าเดิมใช้งานแล้วไม่พึงพอใจ
ก็สามารถเลือกให้แตกต่างจากผ้าเบรกมาตรฐานเดิมได้
เพราะผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มักเลือกผ้าเบรกเนื้อนิ่ม
เพื่อรองรับการใช้งานปกติในความเร็วต่ำ-ปานกลาง
ผู้ผลิตผ้าเบรกที่เชี่ยวชาญและมีผ้าเบรกหลายรุ่นให้เลือก เช่น
FERODO, BENDIX, ABEX, AKEBONO, METALIX, REBESTOS ฯลฯ
-
- เกรดประสิทธิภาพผ้าเบรก
- มีหลายระดับ แบ่งตามการทนความร้อน
เพราะการสร้างแรงเสียดทานในการเบรกต้องมีความร้อนเกิดขึ้น
เมื่อผ้าเบรกร้อนเกินขีดจำกัด ประสิทธิภาพจะลดลง
ลื่นหรือไหม้การเลือกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและสมรรถนะของรถยนต์
-
- เกรดมาตรฐาน S-STANDARD
- ใช้กับรถยนต์ทั่วไป
ยกเว้นรถยนต์สมรรถนะสูงหรือรถสปอร์ต
ส่วนผสมของเนื้อผ้าเบรกสร้างความฝืดได้ง่าย เนื้อผ้าเบรกนิ่ม
สามารถลดความเร็วได้ทันที ไม่ต้องการการอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน
ทำงานได้ดีเฉพาะช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง
หรือในขณะที่มีความร้อนสะสมไม่สูงนัก
แต่อาจลื่นหรือไหม้ได้ง่ายเมื่อต้องเบรกบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
หรือเบรกในช่วงความเร็วสูงอย่างรวดเร็ว
สาเหตุที่รถยนต์ทั่วไปถูกกำหนดให้ใช้ผ้าเบรกเกรด S
เพราะส่วนใหญ่ยังต้องมีการใช้งานในเมือง หรือมีการใช้ความเร็วไม่จัดจ้านนัก
แม้จะขับเร็วบ้างหรือกระแทกเบรกแรงๆ บ้าง แต่ก็ไม่บ่อย
จึงถือว่าเพียงพอในระดับหนึ่ง
-
- เกรดกลาง M-MEDIUM-METAL
- รองรับการเบรกในช่วงความเร็วปานกลาง-สูงได้ดี
เพิ่มความทนทานต่อความร้อนโดยตรง
และความร้อนสะสมในการเบรกสูงขึ้นกว่าผ้าเบรกเกรด S
แต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งานช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลางได้ดี
เพราะเนื้อผ้าเบรกยังไม่แข็งเกินไป
ไม่ต้องอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อนส่วนมากจะมีส่วนผสมของโลหะอ่อน
หรือวัสดุที่สามารถสร้างแรงเสียดทานเมื่อมีความร้อนสูงได้ดี
มีความแข็งปานกลาง
เนื้อของผ้าเบรกอาจเป็นสีเงาจากผงโลหะที่ผสมอยู่รถยนต์ทั่วไป
-
- ถ้าผู้ขับเท้าขวาหนัก
แม้ไม่ได้ตกแต่งเครื่องยนต์ หรือเครื่องยนต์มีพลังแรงสักหน่อย
ก็สามารถเลือกใช้ผ้าเบรกเกรด M แทนเกรด S
เดิมได้
เพราะยังสามารถรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบและทุกช่วงความเร็ว
โดยอาจมีจุดด้อยด้านประสิทธิภาพการเบรกในช่วงที่ผ้าเบรกยังเย็นอยู่ใน
2-3 ครั้งแรก และมีราคาแพงกว่าผ้าเบรกเกรด S
เพียง 20-50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
-
- เกรดกึ่งแข่ง R-RACING
- เป็นผ้าเบรกเกรดพิเศษ
ซึ่งถูกผลิตเพื่อรองรับรถยนต์สมรรถนะสูงจัดจ้าน-รถแข่ง
เหมาะกับการใช้ความเร็วสูง หรือมีความร้อนสะสมที่ผ้าเบรกจากการเบรกถี่ๆ
และรุนแรง เนื้อของผ้าเบรกเกรดนี้มักมีการผสมผงเนื้อโลหะไว้มาก
บางรุ่นเกือบจะเป็นโลหะอ่อน เช่น
เป็นทองแดงผสมเกือบทั้งชิ้นการใช้งานในเมืองด้วยความเร็วต่ำจำเป็นต้องมีการอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน
และเบรกหยุดได้ระยะทางยาวกว่าผ้าเบรกเนื้อนิ่มเกรด S-M
ส่วนในช่วงความเร็วสูง ร้อนแค่ไหนก็ลื่นหรือไหม้ยาก
-
-
ผ้าเบรกเกรดนี้ไม่ค่อยเหมาะกับรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป
ยกเว้นรถสปอร์ตหรือรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงจัดจ้านจริงๆ
เพราะไม่เหมาะกับการใช้งานด้วยความเร็วต่ำ ซึ่งลื่นกว่าผ้าเบรกเกรด
S อีกทั้งยังมีราคาแพงกว่าผ้าเบรกเกรด S-M
ไม่น้อยกว่า 3-5 เท่าด้วย
-
ในการจำหน่ายจริงมักไม่มีการแบ่งผ้าเบรกเป็นเกรด S-M-R
อย่างชัดเจนไว้บนข้างกล่อง
ในการเลือกใช้จึงต้องเลือกด้วยการสอบถามระดับของผ้าเบรกในยี่ห้อที่สนใจ
ซึ่งมักระบุเพียงว่าผ้าเบรกรุ่นนั้นทนความร้อนสูงกว่าอีกรุ่นหนึ่งในยี่ห้อเดียวกันหรือไม่
หรือดูช่วงตัวเลขของค่าความร้อนที่ผ้าเบรกชุดนั้นสามารถทำงานได้ดี เช่น
ผ้าเบรกเกรด S-M ทำงานได้ดีตั้งแต่ 0-20
องศาเซลเซียสขึ้นไป ในขณะที่ผ้าเบรกเกรด R
มักมีค่าความร้อนเริ่มต้นที่ 50-100
องศาเซลเซียสขึ้นไป
อันหมายถึงการใช้งานในช่วงความร้อนต่ำไม่ดีหรือต้องอุ่นผ้าเบรกก่อนนั่นเอง
-
-
ควรเลือกเกรดผ้าเบรกให้ตรงลักษณะการใช้งานอย่างรอบคอบ และโดยทั่วไปเกรด
M น่าสนใจที่สุด
เพราะคงประสิทธิภาพการเบรกช่วงความเร็วต่ำไว้ใกล้เคียงกับเกรด S
แต่รองรับความเร็วสูงได้ดีกว่า และราคาไม่แพง
ราคามาตรฐานของผ้าดิสก์เบรก 2 ล้อ (4
ชิ้น) เมื่อซื้อนอกศูนย์บริการ
เกรด S-M สำหรับรถยนต์เกือบทุกรุ่น
ตั้งแต่ซิตี้คาร์ยันรถสุดหรู ไม่แตกต่างกันมากนัก 800-2,000
บาท คือ ราคาพื้นฐาน ส่วนดรัมเบรก 2
ล้อ ไม่น่าเกิน 1,000 บาท
-
-
การเปลี่ยนผ้าดิสก์เบรกส่วนใหญ่จะเปลี่ยนทั้งชิ้น
ไม่ใช่เอาแผ่นเก่าไปลอกและย้ำเฉพาะตัวผ้าเบรกเข้าไปใหม่ แต่ผ้าดรัมเบรก มี
2 ทางเลือก
เปลี่ยนทั้งชิ้นฝักเบรกพร้อมผ้าเบรกใหม่ทั้งอันเลย
กับนำฝักเบรกเดิมไปลอกผ้าเบรกออก แล้วย้ำหรืออัดผ้าเบรกใหม่เข้าไป
ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีหลังกับผ้าดรัมเบรก
- น้ำมันเบรก
-
ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดแรงดันจากแม่ปั๊มตัวบนไปยังกระบอกเบรกทุกล้อ
ผลิตจากน้ำมันแร่ สาเหตุที่ไม่ใช้น้ำเปล่าเพราะมีความชื้น
เกิดสนิมในระบบได้ง่ายและมีจุดเดือดต่ำ ถ้าของเหลวในระบบเบรกร้อนจัด
ก็จะเดือดจนเกิดอาการ VAPOUR LOCK
กลายเป็นไอแต่ไม่มีทางออก อยู่แต่ในท่อและพยายามจะดันออก
ไม่สามารถถ่ายเทแรงดันได้ตามปกติ
-
- มาตรฐานของน้ำมันเบรก
แบ่งตามจุดเดือดและจุดเดือดชื้น สาเหตุที่ต้องมี 2
จุดเดือด เพราะในการใช้งานจริง
ต้องมีความชื้นจากอากาศและการลุยน้ำแทรกเข้ามาผสมในน้ำมันเบรก
จนมีจุดเดือดต่ำลงเรื่อยๆ โดยมีการแบ่งมาตรฐานของน้ำมันเบรกด้วยตัวอักษรย่อ
DOT แล้วตามด้วยตัวเลขเดี่ยว ระบุไว้ข้างกระป๋อง
เช่น DOT3, DOT4
มีจุดเดือดและจุดเดือดชื้นสูงสุดในการใช้งานที่ DOT5
- รถยนต์ทั่วไปกำหนดใช้น้ำมันเบรก
DOT3-4 แต่ถ้าจะใช้ DOT4
ไว้ก็ดี เพราะไม่มีผลเสียใดๆนอกจากราคาของน้ำมันเบรกที่แพงกว่ากันไม่มาก
ส่วน DOT5 นั้นสูงเกินกว่าการใช้งานทั่วไป
แต่ถ้าคิดว่าระบบเบรกรถยนต์ของตนร้อนมากๆ ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ DOT5
ได้
แต่ต้องแน่ใจว่าตัวน้ำมันเบรกไม่มีการกัดกร่อนลูกยางเบรก
เพราะในบางกระแสบอกว่า ถ้าระบบเบรกเดิมกำหนดให้ใช้แค่ DOT3-4
ถ้าเปลี่ยนไปใช้ DOT5
อาจมีปัญหานี้ขึ้นได้ จึงควรตรวจสอบให้ดีก่อนเลือกใช้
-
-
การใช้รถยนต์ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรเติมผสมน้ำมันเบรกข้ามรุ่นข้ามยี่ห้อหรือข้าม
DOT เพราะถ้าไม่เข้าห้องทดลองทางเคมี
จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าน้ำมันเบรกต่างรุ่นต่างยี่ห้อหรือต่าง DOT
เมื่อผสมกันจะมีปฏิกิริยาทางลบต่อกันหรือไม่
-
- ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกทั้งระบบทุก
1-1 ปีครึ่ง แม้ไม่มีการรั่วซึม
เพราะจะเป็นการไล่ความชื้นที่ผสมอยู่ในน้ำมันเบรกออกจากระบบ
เพื่อป้องกันการกัดกร่อนจากสนิมที่เกิดจากความชื้น
ซึ่งจะทำให้ลูกยางเบรกรั่วได้ง่าย และจะได้ใช้น้ำมันเบรกจุดเดือดสูงๆ ต่อไป
กรณีนี้มักถูกมองข้าม เพราะถือว่าน้ำมันเบรกยังไม่รั่ว ก็ไม่ต้องทำอะไร
ทั้งที่ค่าใช้จ่ายไม่กี่ร้อยบาทและทำได้ตามร้านเบรกทั่วไป
- การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเบรก
- มีหลายวิธี หลากระดับ
และหลายค่าใช้จ่าย
โดยขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิมและระดับของความต้องการประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเริ่มจากค่าใช้จ่ายต่ำและง่าย
คือ เปลี่ยนผ้าเบรกเกรดสูงขึ้น จาก S เป็น M
หรือจาก M เป็น R
มีความสะดวก เปลี่ยนได้เลยโดยไม่ต้องดัดแปลงใดๆ
แต่ต้องเลือกเกรดผ้าเบรกให้ตรงกับความต้องการและลักษณะการใช้งาน
-
- เปลี่ยนเฉพาะตัวดิสก์เบรก
ขนาดเท่าเดิม แต่มีเนื้อวัสดุฝืดกว่าเดิม มักมีเฉพาะชุดแต่ง
และไม่ครบในรถยนต์ทุกรุ่น
- ขยายขนาดดิสก์เบรกพร้อมคาลิเปอร์-ก้ามเบรกชุดใหม่
มี 3 ทางเลือกหลัก คือ
-
- 1. ชุดแต่งชื่อดัง
ถ้ามีตรงรุ่นก็แทบไม่ต้องดัดแปลง แต่แพง
- 2.
ดัดแปลงจากรุ่นสูงกว่าในรถยนต์ยี่ห้อเดียวกัน และมักเป็นของเก่าเชียงกง
ไม่แพงนัก เช่น นิสสัน 200เอสเอ็กซ์
นำชุดเบรกของสกายไลน์มาใส่ หรือโตโยต้า โซลูน่า นำชุดเบรกของ โคโรลล่า
เลวินมาใส่ อาจมีการดัดแปลงบ้าง แต่ก็มักไม่ยาก
- 3. ดัดแปลงข้ามรุ่นกันเลย ยุ่งยาก
แต่ไม่เกินความสามารถช่างไทย
-
- ยกชุดมาจากรถยนต์รุ่นสูงกว่า
คล้ายกับข้อ 2 ในหัวข้อที่แล้ว (ขยายขนาดดิสก์เบรกพร้อมคาลิเปอร์-ก้ามเบรกชุดใหม่)
แต่เป็นการยกมาทั้งชุดดิสก์เบรก 4
ล้อ พร้อมก้ามเบรก หม้อลมพร้อมแม่ปั๊ม อย่างนี้ไม่ต้องลุ้นอะไรมาก
ประสิทธิภาพของเบรกดีขึ้นและล้อไม่ล็อกง่ายแน่
- เปลี่ยนจากดรัมเบรกเป็นดิสก์เบรก
มักมีการพุ่งความสนใจไปที่การเปลี่ยนจากดรัมเบรกหลังในรถยนต์หลายรุ่น
สามารถทำได้
แต่ต้องแน่ใจว่าถ้าทำเฉพาะเบรกหลังแล้วจะไม่ดีไปกว่าเบรกหน้าเดิม
ถ้าไม่แน่ใจก็ควรหาวิธีทำให้เบรกหน้าดีขึ้นตามไปด้วย
อย่าลืมความยุ่งยากในการดัดแปลงระบบเบรกมือล้อหลังไว้ด้วย
-
- ขยายหม้อลม
ถ้าไม่มีการเพิ่มขนาดชุดเบรกที่ล้อ ควรหลีกเลี่ยงวิธีนี้ไว้
เพราะหม้อลมใหญ่จะผ่อนแรงในการกดเบรกมากขึ้น
ทำให้มีแรงกดที่ผ้าเบรกมากขึ้นในขณะที่ทุกอย่างยังคงเดิม การเบรกแรงๆ
หรือเบรกบนถนนลื่น ล้ออาจล็อกจนปัดเป๋-หมุนได้ง่าย
ถ้าอยากเพิ่มขนาดของหม้อลมจริงก็อย่าเพิ่มมาก
หรือเปลี่ยนเมื่อมีการขยายขนาดกระบอกเบรกที่ล้อก่อน
-
-
เจาะรูดิสก์เบรกเดิมเองเพื่อช่วยระบายความร้อน ควรหลีกเลี่ยง
เพราะรูที่เจาะต้องได้ตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ดิสก์เบรกสั่น
และเสี่ยงต่อการร้าว
-
-
- เพิ่มจำนวนหรือขนาดคาลิเปอร์-ก้ามเบรกในแต่ละล้อ
ถ้าไม่แน่ใจว่าติดตั้งเข้าไปแล้วล้อจะล็อกง่ายก็ไม่ควรทำ
เพราะจานเบรกขนาดเท่าเดิมจะร้อนง่าย
แรงดันน้ำมันเบรกจากแม่ปั๊มอาจไม่สมดุลกัน
เพราะต้องกระจายแรงดันน้ำมันเบรกต่างออกไปจากเดิม
- เบรก
นับเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการจะทำให้รถยนต์ทะยานไปได้ดังใจ
แล่นได้แต่หยุดไม่ได้ก็แย่ !
|
|
|