|
|
-
เรียนรู้เทคนิคขับรถเอาตัวรอดยามฉุกเฉิน
|
|
-
เรียนรู้เทคนิคขับรถเอาตัวรอดยามฉุกเฉิน
-
- ขับรถลุยฝน…ยิ่งเร็วยิ่งเสี่ยง…เบรกพรวดมีปัญหา
-
เป็นคนไทยอยู่เมืองไทย คงจะหนีฤดูฝนอันยาวนานไม่ได้
เชื่อว่าน้อยคนนักที่ชอบการขับขี่รถท่ามกลางสายฝน
เพราะนอกจากทัศนะวิสัยจะไม่ดีแล้ว โอกาสเกิดอุบัติเหตุยังสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณตั้งมั่นอยู่ในความประมาท
-
-
หลีกเลี่ยงไม่ได้ยามฝนตกหรือหลังฝนหยุดตกใหม่ ๆ
ที่จะมีการขังของน้ำตามจุดต่าง ๆ บนผิวถนน
อุบัติเหตุบนท้องถนนหลายครั้งเกิดจากน้ำขัง
การวิ่งด้วยความเร็วสูงผ่านแอ่งน้ำ
จะทำให้เกิดอาการล้อแฉลบหรือเรียกว่าการเหิรน้ำ
ซึ่งจะทำให้รถสูญเสียการทรงตัว ทางเดียวในการแก้ไขก็คือ อย่าตกใจ
และต้องไม่กระแทกเบรกลงไปอย่างรุนแรง
โดยให้ทำการควบคุมรถให้อยู่ในเส้นทางให้ได้มากที่สุด
แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกัน โดยไม่ขับรถเร็วผ่านแอ่งน้ำที่ขังอยู่
-
-
การใช้เบรกก็เช่นกัน หากรถคุณไม่มีระบบเบรกเอบีเอส
ไม่ควรขับขี่แบบที่ต้องมีการเบรกกระทันหัน
หรือหากจำเป็นควรเบรกแบบกดปล่อยกดปล่อย
ซึ่งแน่นอนระยะทางในการเบรกต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นนอน
แต่รถคุณก็จะไม่ไกลจนสูญเสียการทรงตัว
และถ้าใครรู้สึกว่าหลังลุยฝนแล้วเบรกลื่น ๆ ก็ให้ย้ำเบรกบ่อย ๆ
เพื่อให้ผ้าเบรกร้อนหรือแห้ง
-
- รถดับกลางน้ำท่วม…ทำยังไงดี
-
กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเมืองไทย ที่ฝนตกแล้วต้องน้ำท่วม
บางครั้งเราต้องขับรถลุยน้ำก้นครึ่งค่อนล้อ รถสวนน้ำกระเฉาะเข้าห้องเครื่อง
แล้วจู่ ๆ เครื่องก็ดับเอาดื้อ ๆ งานนี้จะไปต่อต้องเปียกอย่างเดียวเลยครับ
-
-
เหตุที่รถดับเอาดื้อ ๆ ก็เพราะน้ำเข้าไปในเครื่อง
จานจ่ายก็เปียกจนหยุดทำงาน ทางเดียวที่สามารถทำได้เมื่อเครื่องดับก็คือ
เข็นรถหลบไปในที่แห้ง ๆ ข้างทาง ใช้ผ้าแห้งซับที่คอยล์ และจานจ่ายให้แห้ง
ให้มั่นใจนะครับว่าแห้งดีแล้ว ลองสตาร์ทดูใหม่อีกครั้ง
แต่ถ้าไม่ติดก็คงต้องพึ่งบริการรถลากกันล่ะครับ
ส่วนทางป้องกันง่ายที่สุดก็คือ
หลบเลี่ยงเส้นทางที่น้ำท่วมขังหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็อาจหาถุงพลาสติกมาครอบจานจ่าย
เพื่อไม่ให้น้ำเล็ดลอดเข้าไปได้
-
- วิ่ง ๆ อยู่รถดับ…ใจเย็น
ๆ อย่าตกใจ
- กรณีนี้ก็มีให้เห็นกันบ่อย วิ่ง ๆ
อยู่เครื่องยนต์เกิดดับเอาดื้อ ๆ
อันดับแรกอย่าเพิ่งตกใจหรือสงสัยอะไรนะครับ คิดเสียว่าของมันเป็นกันได้
รีบเหยียบคลัทช์ค้างเอาไว้ ส่วนเกียร์อัตโนมัติให้เลื่อนมาที่ตำแหน่ง
N เพื่อปลดเฟืองเกียร์ เพราะเกียร์อาจพังได้
จากนั้นค่อย ๆ เหยียบเบรก ขอเน้นนะครับว่าค่อย ๆ เหยียบ
หากแกระแทกไปทีเดียวเต็ม ๆ ได้หัวทิ่มกันแน่
และอย่าลืมเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อให้สัญญาณรถคันอื่นว่าเรามีปัญหา ค่อย ๆ
ควบคุมพวงมาลัยนำรถเข้าจอดหลบข้างทาง
-
-
จอดรถสนิทแล้ว ก็ลองสตาร์ทดูอีกครั้ง ถ้าติดก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ติด
รถเกียร์ธรรมดาคงต้องหาคนมาช่วยเพื่อเข็นสตาร์ท
(เข้าเกียร์แนะนำว่าให้เป็นกียร์
2หรือ3 – เหยียบคลัทช์
–ใ ห้คนเข็น –
ความเร็วพอเหมาะปล่อยคลัทช์เหยียบคันเร่ง
สำหรับเกียร์อัตโนมัติใช้วิธีนี้ไม่ได้)
ถ้ายังไม่ติดอีกก็ลองเดฝากระโปรงหน้าเช็คขั้วและสายไฟแบตเตอรี่ว่าแน่นหรือไม่
ขยับหัวเทียน เช็คคอยล์และจานจ่ายว่ามีน้ำขังหรือซึมหรือไม่ ลองสตาร์ใหม่
ถ้ายังไม่ติดอีก หาเบอร์โทรช่างล่ะครับทีนี้
-
- เครื่องร้อนจัด…โอเวอร์ฮีต
-
-
ไม่ว่าจะเป็นเพราะหม้อน้ำพร่อง
ระบบระบายอากาศรถบางรุ่นที่ไม่เหมาะสมกับเมืองไทย
เมื่อเข็มอุณหภูมิบนหน้าปัดสูงผิดปกติ จนใกล้หรือเข้าขีดแดง
หรือมีอาการเครื่องยนต์กำลังตก นั่นก็คือเครื่องยนต์รถของคุณกำลังร้อนจัด
รีบปิดแอร์-วิทยุ
เปิดกระจก ดูอาการสักพักว่าเป็นอย่างไร ความร้อนลดลงหรือไม่
แต่ถ้าร้อนจัดจนไอน้ำพุ่งออกมาจากหม้อน้ำ ทีนี้ก็ต้องชะลอรถจอดอย่างเดียว
อย่าลืมปิดแอร์-วิทยุเช่นกัน
เมื่อรถจอดสนิทปลดเกียร์ว่าง
ปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาสักครู่จึงดับเครื่อง
-
-
อย่าเพิ่งรีบร้อนเปิดฝากระโปรงหน้า เพราะไอน้ำนั่นร้อนสุด ๆ
รอให้ไอน้ำหยุดพุ่งหรือหมดไปก่อน
เปิดฝากระโปรงแล้วก็อย่าเพิ่งเปิดฝาหม้อน้ำ
หากรีบเปิดน้ำในหม้อน้ำพุ่งทะลักออกมาลวกได้ ต้องรอให้หม้อน้ำเย็นก่อน
ซึ่งอาจใช้น้ำค่อย ๆ ราดรดหม้อน้ำก็ได้ เพื่อให้เย็นเร็ว ๆ
จากนั้นก็เปิดฝาเติมหม้อน้ำ
ถ้ายังไม่หายโอเวอร์ฮีตอีกก็ต้องเข้าศูนย์กันล่ะครับ
หรือถ้าหายก็ควรให้ช่างตรวจเช็คหลังจากนี้เพื่อความแน่ใจ
-
-
ส่วนกรณีเบรกแตก ก็ต้องอาศัยความใจเย็นอีกเช่นกัน ลองกระทืบเบรกซ้ำ
ไม่ได้ผลให้ลดระดับเกียร์ลงมาที่ละขั้น เพื่อให้เอนจิ้นเบรก
เมื่อรถชะลอแล้วค่อย ๆ ดึงเบรกมือในการช่วยหยุด
-
-
-
|
|
|